ข่าวนี้ที่ 1

หุ้นรับเหมาเฮ รับ 2 เมกะโปรเจ็กเดินหน้า STEC-CK พร้อมโกยงาน

หุ้นรับเหมาเฮ รับ 2 เมกะโปรเจ็กเดินหน้า STEC-CK พร้อมโกยงาน

      โบรกฯ ส่งเสียงเชียร์หุ้นกลุ่มรับเหมาฯ หลัง 2 เมกะโปรเจ็กเดินหน้า ทั้งสนามบินอู่ตะเภา-เมืองการบินตะวันออก ยก STEC นอนกินเหตุเป็นบ.ร่วมทุน  ส่วนรถไฟฟ้า 3 สาย ยก CK-UNIQ-SEAFCO-PYLON-BEM  เตรียมพร้อมโกยงานกระเป๋าตุง   

    เมกะโปรเจ็กของรัฐเริ่มเดินหน้าหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่ได้เข้าสู่ขั้นตอนพิธีลงนามสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ขณะที่รถไฟฟ้า 3 เส้นทางที่ยังไม่ได้ประมูล ทางกระทรวงคมนาคมได้ออกมายืนยันถึงกรอบเวลาการกำหนดTOR และช่วงเวลาประมูลที่ชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.63 เริ่มกลับมามีแรงซื้อหนุนราคาปิดในแดนบวกได้หลายตัว  

* นายกฯ ยันเมืองการบินจะหนุนไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน
    
     พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก  ระหว่าง สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จํากัด ว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ผลักดันโครงการนี้ 
    
    โดยต่อจากนี้ จะได้ร่วมขับเคลื่อนสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก ของ EEC ที่จะสามารถช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน เพราะมีการพัฒนารถไฟความเร็วสูง เชื่อมไปยัง 3 สนามบิน และการพัฒนาสนามบินมีส่วนขับเคลื่อนโครงการนี้ และยังต้องเร่งขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ   โดยจะพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาค พร้อมยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค 
 
    สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนโดยใช้เงินลงทุนประมาณ 290,000 ล้านบาท รัฐบาลจะได้ประโยชน์ด้านการเงิน 305,555 ล้านบาท ได้ภาษีอากรกว่า 62,000 ล้านบาท จะเกิดการจ้างงาน 15,000 ตำแหน่งต่อปี ระยะเวลา 5 ปี

 * BA-STEC-BTS ร่วมทุนพัฒนาโครงการ มูลค่า 2.9 แสนลบ.

    นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท การบิน กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของ บริษัท ได้มีมติอนุมัติและเห็นชอบให้บริษัทฯ ในฐานะสมาชิกกิจการร่วมค้า บีบีเอส (ประกอบด้วย บริษัท การบินกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ BA บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC ) เข้ายื่นข้อเสนอร่วมลงทุน และทำสัญญาร่วมลงทุน (“สัญญาร่วมลงทุน”) โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน
ตะวันออก (“โครงการ”) กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (“สกพอ.”)

    โดยการจัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (“UTA”) ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันของสัญญากิจการร่วมค้าบีบีเอส ซึ่ง BA จะเข้าถือหุ้นร้อยละ 45 คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 4,050 ล้านบาท  ด้าน STEC  เข้าถือหุ้น ร้อยละ 20  เงินลงทุนรวม 1,800 ล้านบาทส่วน BTS ร่วมลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 35  จำนวน 3,150 ล้านบาท  

    "ทางกลุ่มฯ ได้พันธมิตรที่แข็งแกร่งคือ สนามบินนานาชาตินาริตะ ซึ่งเป็นสนามบินชั้นนำของโลก เข้ามาร่วมบริหารสนามบินอู่ตะเภาด้วยซึ่งจะเป็นการพัฒนาบุคลากร การสร้าง และถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการบริหารสนามบินเพื่อก้าวไปสู่ระดับสากล" นายพุฒิพงศ์  กล่าว 
 
* การบินไทยยังมีหวัง เห็นทางสว่างฟื้นฟูกิจการ  

    นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยในงานลงนามสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ถึง โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือTHAI ใน เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า ขณะนี้ยังคงทุกอย่างตามเดิม โดยให้ THAI เป็นผู้ลงทุน  แม้ว่า THAI จะอยู่ในช่วงฟื้นฟูกิจการ 

    ทั้งนี้มั่นใจว่า หลังจาก THAI เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ทาง THAI จะยังคงเดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพื่อถือเป็นช่องทางสำคัญที่จะสร้างกำไรและฟื้นฟูกิจการของ THAI ได้     
 
    " โครงการนี้ การบินไทยคงต้องทำเอง เพราะทำแล้วมีกำไร ฟื้นฟูกิจการได้  ทาง EEC ได้เตรียมพื้นที่ไว้แล้ว  200 ไร่ ส่วนอู่ตะเภา - เมืองการบินกว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาตั้ง 3 ปีถึงเวลานั้นภาพรวมการบินทั่วโลกก็กลับมาเป็นปกติแล้ว ประมาณกลางปี 64 ก็เริ่มฟื้นแล้ว "นายคณิศกล่าว
      
* โบรกฯ เชียร์ BTS ดูดีสุดใน 3 หลักทรัพย์  

    บล.ดีบีเอสวิคคเอร์ส  เปิดเผยว่า จากข่าวดังกล่าว ส่งผลให้มีแรงเก็งกำไรทั้งสามหลักทรัพย์ตลอดทั้งสัปดาห์ ก่อนจะมีแรงขายทำกำไรออกมาหลังจากรับข่าว  โดยสิ่งที่น่าสนใจที่จะเป็นปัจจัยบวกต่อทั้ง 3 บริษัทคือ 1) อาคารผู้โดยสารแห่งที่สาม 2) เกตเวย์เชิงพาณิชย์ 3) คาร์โก้ วิลเลจฟรีโซน และ4) คาร์โก้ คอมเพล็กซ์ ไม่รวมสินทรัพย์เดิมที่มีอยู่แล้ว คาดว่าจากการบริหารจะมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก และให้ผลตอบแทนที่สูงในอนาคต 

    ทั้งนี้ แนะนำ ซื้อ สำหรับ BTS ถือสำหรับ STEC ที่คาดว่าจะได้รับงานก่อสร้างในโครงการ ด้าน BA ไม่ได้ทำการวิเคราะห์ (Not Rated)แต่ราหุ้นที่ปรับตัวขึ้นก่อการลงนาม สะท้อนว่าว่ามีการเก็งกำไร เพราะ BA ทำธุรกิจสายการบินโดยตรงและเป็น Lead ของกลุ่ม

    ทั้งนี้ วันที่ 19 มิ.ย.63 หุ้น BTS ปิดการซื้อขายที่ระดับ 11.60 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ -0.85 % มูลค่าการซื้อขาย  315 ล้านบาท , STEC ปิดการซื้อขายที่ระดับ 15.90 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ -1.24% มูลค่าการซื้อขาย  400 ล้านบาท  ส่วน BA ปิดการซื้อขายที่ระดับ 7.30 บาท เพิ่มขึ้น0.30 บาท หรือ -3.95% มูลค่าการซื้อขาย 44 ล้านบาท    


* TOR รถไฟฟ้า 3 เส้นชัดเจน สีส้ม - ม่วง ประมูลปีนี้  
    
    นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกรอบเวลาการประมูลของโครงการรถไฟฟ้ารงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท  จะออกหลักเกณฑ์ (TOR) เดือนก.ค 63 จะเปิดให้เอกชนยื่นซองประมูลโครงการในเดือนต.ค 63 คาดได้ข้อสรุปผลประมูลในปีนี้เช่นกัน  

      ขณะที่ทางรฟท.แจงโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท เตรียมเปิดประมูลงาน ภายในเดือนก.ย คาดว่ารู้ผลการประมูลภายในปลายปี 2563 

     นอกจากนั้นยังมีแผนของรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี มูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท และเตรียมเอกสารการประกวดราคาในรูปแบบPPP คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลภายในต้นปี 2564  
   
* คาดมีเม็ดเงินก่อสร้าง สายสีส้ม - ม่วง อยู่ที่ 1.76 แสนลบ. 

    บล.หยวนต้า เปิดเผยว่า หลังปัญหา COVID-19 เริ่มคลี่คลาย ภาครัฐจะกลับมาให้ความสนใจการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้กรอบเวลาของงานประมูลที่ค้าง มีความชัดเจนมากขึ้น โดยการประมูลงานในปี 2563 คาดเห็นชื่อผู้รับเหมาก่อสร้างที่ได้รับงานภายในปี 2563 

    จากรถไฟฟ้า 2 เส้นทาง คือ สายสีส้มและสายสีม่วง ส่วนต่อขยาย โดยมีเม็ดเงินเฉพาะงานก่อสร้างสายสีส้ม 9.6 หมื่นล้านบาท และ สายสีม่วง 8 หมื่นล้านบาท โดยรวมของทั้ง 2 โครงการ 1.76 แสนล้านบาท อยู่ในอุตสาหกรรม ส่งผลต่อการกระจายงานทั้งในกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ และรายอื่น ๆ ทำให้มีการรับงานใหม่เพิ่มของกลุ่มสะท้อนไปยังการเติบโตของผลประกอบการในอนาคต  

    ทั้งนี้จากประสบการณ์ในการทำงานของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่เคยมีประวัติการทำงาน จากรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆก่อนหน้า จะทำให้กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างสามารถบริหารต้นทุนของโครงการได้ดี  
 
*  CK นอนมา พ่วง UNIQ-SEAFCO-PYLON ตามมาด้วย

     บล.หยวนต้ากล่าวต่อว่า  แนะนำ“ทยอยสะสม”  หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากระยะยาวยังมีงานใหม่ต่อเนื่องอีกมาก นอกจากความชัดเจนของงานประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม/ม่วง ยังมีงานที่มีความต่อเนื่องคือรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล/สายสีแดง คาดเห็นกรอบเวลาที่ชัดเจนในปี 2564  รวมถึงงานรถไฟทางคู่เฟส 2 งานรถไฟไทย-จีน รวมถึงงานสนามบิน ยังเป็นโอกาสรับงานในอนาคต 

    หุ้นแนะนำ CK (TP 25.90 Bt.) โอกาสรับงานสูงจากผู้ประกอบการที่มีความชำนาญ งานใต้ดิน ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีส้ม เป็นงานใต้ดินทั้งเส้นทาง และสายสีม่วง เป็นงานใต้ดินกว่า 60% รวมถึงการมีพันธมิตรเป็น BEM และ STEC (TP 23.20 Bt.) การเข้าประกวดราคาพร้อมพันธมิตร คือBTS มีโอกาสเข้าประมูลสายสีส้ม/ม่วง 

    ขณะเดียวกัน มีงานสนามบินอู่ตะเภาที่เตรียม เซ็นสัญญา วันนี้ 19 มิ.ย จะมีงานในมือต่อยอดในเบื้องต้นราว 2 หมื่นล้านบาทยังคงเป็นผู้รับเหมาที่มีงานในมือสูงสุด  ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มรับเหมาที่มีโอกาสเป็นผู้รับงานช่วงต่อ เช่น UNIQ (TP 7.20 Bt.) ที่มีประวัติการรับงานช่วงต่อกับกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ รวมถึง SEAFCO(TP 6.24 Bt.) และ PYLON (TP 5.10 Bt.) ที่มีโอกาสรับงานฐานราก   
    
    โดยราคาหุ้น CK ปิดการซื้อขายที่ระดับ 21 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 0.48% มูลค่าการซื้อขาย  503 ล้านบาท  , UNIQ ปิดการซื้อขายที่ระดับ 5.50 บาท ลดลง  0.05 บาท หรือ -0.90 % มูลค่าการซื้อขาย 15 ล้านบาท , SEAFCO ปิดการซื้อขายที่ระดับ 5.30 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 31 ล้านบาท  , PYLON ปิดการซื้อขายที่ระดับ 4.22 บาท เพิ่มขึ้น 0.02บาท หรือ 0.48% มูลค่าการซื้อขาย 8 ล้านบาท  

       
* ให้ภาษี BEM เหนือ BTS เหตุเชี่ยวชาญรถใต้ดินมากกว่า    

    บล.เคทีบี (KTBS) เปิดเผยว่า มีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นต่อหุ้นกลุ่มรับเหมา จากการออกมาเร่งรัดการลงทุนของรัฐ และการกำหนด timelineการประมูลที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งข่าวดังกล่าวจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมา โดยเฉพาะ CK และ STEC รวมถึงผู้ให้บริการรถไฟฟ้าอย่าง BEM และ BTS     สำหรับโครงการสายสีส้มตะวันตก เราคาด BEM จะเป็นผู้เข้าประมูล ส่วนด้าน BTS ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมประมูลรูปแบบใด แต่เราคาดว่าบริษัทอาจเข้าร่วมแบบ JV ในลักษณะเดียวกันกับโครงการสายสีชมพูและเหลือง โดยทั้ง BEM และ BTS ต่างมีความมั่นใจที่จะ
ชนะประมูล 

    แต่เรามองว่า BEM มีข้อได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน อีกทั้ง CK มีประสบการณ์งานก่อสร้างใต้ดินมาก่อนเบื้องต้น เรายังแนะนำ “Neutral” หุ้นกลุ่มรับเหมาและ Ground Transport โดยจากประเด็นข่าวนี้ คาดจะมีแรงเก็งกำไรมากขึ้นใน BEM และ CK

     
        







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด