ข่าวนี้ที่ 1

SET ดิ่ง 45 จุด ผวา"โคโรน่า"ฉุดศก. กูรูชี้เป็นจังหวะเก็บหุ้น

SET ดิ่ง 45 จุด ผวา

     SET ร่วงแรง 45 จุด ผวาโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ระบาดหนักทั่วโลก นายกฯ-สมคิด เตือนอย่าแตกตื่นเตรียมพร้อมรับมือ ฟากตลท.ชี้กระทบหุ้นแค่บางกลุ่มแนะนักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูลให้ดี ด้านโบรกฯ มองเป็นจังหวะเก็บหุ้น ให้แนวรับ 1,520 จุด พร้อมเปิดโผหุ้นโรงพยาบาลที่ได้-เสียประโยชน์  
     
    ตลาดหุ้นไทยดิ่งหนักตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จากความกังวลของการระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ ที่ล่าสุดจีนรายงานผู้เสียชีวิตแล้วถึง 80 คน และยังมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบ 2,800 ราย ขณะที่หลายประเทศยังพบผู้ติดเชื่อและผู้เข้าข่ายเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหุ้นไทยวันที่ 27 ม.ค.63 ปิดที่ระดับ 1,524.15 จุด ลดลง 45.40 จุด หรือ 2.89% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 69,174.18ล้านบาท        

* นายกฯ ยันพร้อมรับมือ  - เตรียมช่วยคนไทยในฮู่ฮั่น

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกแถลงการณ์ ถึงการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าว่ารัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ยกระดับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นระดับ 3 ให้สอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์โรค ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการต่างๆ อย่างเหมาะสม รวมทั้ง สามารถบริหารจัดการทรัพยากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และทางทหาร ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเฝ้าระวัง ค้นหา และคัดกรอง ทุกช่องทาง  
 
    โดยได้เน้นย้ำการชี้แจงสถานการณ์ตามข้อเท็จจริง โดยไม่ปิดบังข้อมูลใดๆ  ขอให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของรัฐบาลอยู่ในระดับมาตรฐานสากล  ยืนยันในความพร้อมของระบบการแพทย์และสาธารณสุข ที่มีมาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค  ส่วนการอพยพคนไทยในอู่ฮั่นทางกระทรวงกลาโหมมีความพร้อม แต่รอการอนุญาตจากทางการจีนเท่านั้น  

 
* 'สมคิด' ชี้นลท.อย่าแตกตื่น - มั่นใจจีนคุมได้   

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีปรับลดลงมากกว่า 40 จุด ว่า เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก จากความกังวลของไวรัสโคโรน่า แต่เชื่อว่าจากพื้นฐานของไทยที่แข็งแกร่ง จะทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นได้เช่นกัน  แต่ยอมรับว่า กระทบกับภาคการท่องเที่ยวของไทยในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทางการจีนจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน ขณะที่คนไทยต้องช่วยกัน หันมาเที่ยวในประเทศมากขึ้น พร้อมดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นนอกจากจีน โดยเฉพาะจากอินเดียที่ขยายตัวได้ดี

    “หุ้นมีลงก็มีขึ้น นักลงทุนอย่าเพิ่งตกใจ ให้ใจเย็นๆ เพราะมันตกเหมือนกันทั่วโลกที่มีข่าวออกมา ขอให้เชื่อพื้นฐานเศรษฐกิจของเรายังแข็งแกร่ง”นายสมคิด กล่าว

    ส่วนเรื่องปัญหางบประมาณรายจ่ายปี 2563 ที่ล่าช้า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมหาแนวทางเพื่อให้สภาพคล่องหมุนเวียนได้ดี และขอให้รอความชัดเจนก่อน 

* ตลท.ชี้ กระทบแค่บางกลุ่ม วอนนักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูล 

    นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีที่ปรับลดลงแรงมาจากความกังวลเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรน่า ซึ่งไทยเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับ  ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศอาเซียน ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องสูงมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน  จึ่งมีแรงขายหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว - ขนส่งเป็นหลัก  ซึ่งตลาดได้รายงานให้กับกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย รับทราบอย่างใกล้ชิด 
    
    ทั้งนี้ต้องติดตามการรายงานข้อมูลอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหนต่อประเทศไทย ดังนั้นจึงทำให้คาดว่าในช่วงนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนค่อนข้างเยอะ แต่หากมีข้อมูลของไข้หวัดดังกล่าวที่ชัดเจนแล้ว เชื่อว่าจะส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบฟื้นตัวได้ดีขึ้น จึงมองว่าเป็นโอกาสที่ดีของการลงทุน

    " ตอนนี้มีตลาดที่เปิดทำการซื้อขายมีอยู่ไม่กี่แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดที่มีสภาพคล่องสูง เช่นไทย จึงจะถูกกระทบค่อนข้างเยอะ แต่เชื่อว่าเป็นเหตุการณ์จากภายนอกเป็นหลัก   ซึ่งตอนนี้เราต้องติดตาม ว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมอะไรบ้าง อยากจะให้มองเป็นกลุ่มว่าอุตสาหกรรมไหนที่กระทบ และส่วนไหนที่ไม่มีผลกระทบเลย ก็ไม่ควรจะลงตาม อยากให้ลองพิจารณาดูข้อมูลวิเคราะห์ให้ดี ไม่ควรที่จะลงไปหมดทุกกลุ่ม" นายภากร กล่าว
    
     ทั้งนี้ภาครัฐควรมีนโยบายที่จะช่วยกระตุ้นดึงดูดนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ  แทนจีน เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีสัดส่วนต่อจีดีพีคิดเป็นประมาณ 10% ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วน 30% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย  

* คาดอาจทำจีดีพีไทยครึ่งปีแรกโตแค่ 1.8-2.4%  

      ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ผลกระทบของการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่โคโรน่าไวรัสจะทำให้  อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนอาจต่ำกว่า 5.8% ในปีนี้ และอาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิคในปีนี้ไม่ถึง 6% และอาจกระทบเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสองอาจจะขยายตัวได้เพียง 1.8-2.4% 
 
    ส่วนผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องของไทยไม่ต่ำกว่า 80,000-120,000 ล้านบาท หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในต้นเดือนมีนาคม หากไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยและเอเชียได้ขณะนี้ ในเบื้องต้นจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ลดลงประมาณ 1-2 ล้านคน และ นักท่องเที่ยวจากต่างชาติลดลงไม่ต่ำกว่า 2% ของเป้าหมาย 

* ให้แนวรับ 1,520 จุด แนะเป็นจังหวะเก็บหุ้น 

    ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ (KTBST SEC) เปิดเผยว่า  แนวโน้มตลาดหุ้นทั่วโลกจะเจอผลกระทบจากความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า  ทั้งท่องเที่ยว เช่น โรงแรม , สายการบิน ,สนามบิน  รวมถึงสหรัฐฯเริ่มใช้มาตรการด้านภาษีรอบใหม่ โดยมีการประกาศในเรื่องภาษีนำเข้าอลูมิเนียมกับเหล็กซึ่งจะมีการเจรจาการค้ารอบใหม่กับยุโรป แต่จะยังไม่มีผลต่อตลาดในระยะนี้

    ส่วนปัจจัยในประเทศ ประเด็นเรื่องการเมือง อาจสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน หลังยังไม่ชัดเจนว่างบประมาณรายจ่าย ปี 2563 จะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ ซึ่งจะมีผลทางลบต่อหุ้นรับเหมาและนิคมอุตสาหกรรมที่อ้างอิงกับการลงทุนของรัฐบาลและนักลงทุนต่างประเทศ  

    กลยุทธ์ลงทุนในสัปดาห์นี้ ความกังวลเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรนาและเรื่องการเมืองในประเทศจะกดดันตลาด ซึ่งได้จาก ตลาดหุ้นไทยวันทำการแรกของสัปดาห์ปรับตัวลงอย่างแรงถึง -45 จุด (-2.92%)  เช่นเดียวกับตลาดในภูมิภาค โดยหุ้นส่วนใหญ่ที่ราคาอ่อนตัวลงมามากอาจมีแรงซื้อกลับมา โดยเฉพาะหุ้นที่อ้างอิงกับท่องเที่ยวที่ต้องจับตามองเพราะอาจปรับตัวลงต่อได้ ถ้าสถานการณ์ไวรัสระบาดมากขึ้น โดยหุ้นที่ KTBST แนะนำได้แก่ BDMS, CPF, COM7, LH , EA, , TOA และ GUNKUL มองกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ที่ 1,520-1,550 จุด

* เปิดหุ้นโรงพยาบาลได้ประโยชน์  

    บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า แม้การระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  จะกดดันต่อหุ้นกลุ่มการบินรวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมเป็นหลัก  แต่ยังมีกลุ่มหุ้นที่ Outperform ตลาดฯ คือ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล  โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

    กลุ่ม รพ. เงินสด (BDMS, BH, PR9)  จากกรณีฝุ่น PM 2.5  จะสร้าง Upside ต่อประมาณการปี 2563 ได้เช่นกัน บวกจากเรื่องจำนวนผู้ป่วย โดยในกรณีดังกล่าว ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า BDMS ที่มีเครือข่าย รพ. ครอบคลุมทั่วประเทศมีโอกาสได้ประโยชน์มากสุด เช่นเดียวกับ การระบาดของโรคปอดอักเสบที่เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้นที่น่าจะสร้างผลบวกมากกว่าผลกระทบ เนื่องจากกรณี BDMS มีฐานลูกค้าจีนราว 1% ขณะที่ BH อยู่ราว 3%-4%
    
    ส่วน รพ. ประกันสังคม (BCH, CHG, RJH) จากข้อมูลที่ได้รับล่าสุด พบว่า เงินประกันที่จะได้รับตํ่ากว่าอัตราที่ประกันสังคมกำหนดในส่วนของโรคร้ายแรง คือ จาก Adj. RW ละ 12,800 บาท ลดลง มาเหลือ 7,100 บาท 

    โดยในงวด Q4/62 ทุกรายจะรับรู้ผลกระทบในงวด Q4/62 ซึ่งจะส่งผลให้ฐานกำไรปี 2562 ตํ่าลงกว่าประมาณการ ส่วน BCH และ RJH ที่ฝ่ายวิจัยกำหนดบันทึกปี 2563 แต่จะช่วยให้กำไรปี2563 ของ BCH และ RJH จะสูงขึ้น กว่าประมาณการปัจจุบัน และหนุนเติบโตโดดเด่นเช่นเดียวกับ CHG ที่สมมติฐานกำหนดบันทึกผลกระทบดังกล่าวใน Q4/62 อยู่แล้ว โดยประเมินว่ากำไร BCH, RJH และ CHGจะได้ประโยชน์การปรับเพิ่มค่าหัวประกันสังคม 9.3% เต็มที่  เติบโตโดดเด่น 17%,28.7% และ 26.7% ตามลำดับ
  
* THG - EKH ได้รับผลกระทบต่างกัน    

    บล.เคทีบี เปิดเผยว่า คาด THG ได้รับประโยชน์ระยะสั้นจากโรคระบาดไวรัสอู่ฮั่น เนื่องจากถือหุ้น รพ.ในจีน สัดส่วน 58% (Weihai welly hospital) จังหวัดซานตง ซึ่งห่างจากเมืองอู่ฮั่น ประมาณ 1,000 กม. ส่งผลให้มีผู้เข้ามารับการตรวจรักษาเป็นจำนวนมาก  จากรายงานล่าสุด จังหวัด ซานตง มีผู้ติดเชื้อ 40 ราย และจังหวัดเห่อนาน ที่อยู่ระหว่างอู่ฮั่นและซานตง มีผู้ติดเชื้อแล้ว 83 ราย

    บล.หยวนต้า เปิดเผยว่า อาจเป็น sentiment เชิงลบในระยะสั้นต่อจำนวน Medical Tourism จากจีนที่ลดลง   เรามองว่าอาจเป็น sentiment เชิงลบ ต่อโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าจีนสูง อย่าง EKH ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าจีนราว 12%  (จากสัดส่วนรายได้ IVF ที่ราว 15% และเป็นลูกค้าจีนราว 90%) รองลงมา BDMS สัดส่วนราว 5%  โดยให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงพยาบาลไว้ “เท่ากับตลาด” เพราะหากอิงข้อมูลในอดีตกรณีมีโรคระบาด ราคากลุ่มโรงพยาบาลไม่ได้ถูกกระทบ ขณะที่ PM 2.5 เป็นปัจจัยที่ทำให้คนเมืองป่วยและเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น  

    ดังนั้นแนะนำชะลอการลงทุนในหุ้น EKH และจับตาดูสถานการณ์ผลกระทบจากประเด็นโรคระบาด  แต่เลือก “ซื้อ”  BCH (TP21.80THB)  และ VIBHA (TP2.25) ซึ่งผลประกอบการแม้จะชะลอตัวใน Q4/62 แต่คาดว่าจะกลับมาเติบโตดีในปี 2563 จากผลบวกในการปรับขึ้นค่าหัวประกันสังคม







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด