ข่าวนี้ที่ 1

SCC แผ่วปลาย! คาดงบ Q4/62 กำไรทรุด ธุรกิจปิโตรฯขาลง

SCC แผ่วปลาย! คาดงบ Q4/62 กำไรทรุด ธุรกิจปิโตรฯขาลง

 

      โบรกฯประสานเสียง คาดงบ Q4/62 ของ"ปูนซิเมนต์ไทย(SCC)"ไม่สวย เหตุธุรกิจปิโตรฯยังเป็นตัวฉุด คาดต่อเนื่องถึงปีนี้ ส่วนธุรกิจปูน-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างทรงตัว ขณะที่แพจเกจจิ้งดีขึ้น ส่วนคำแนะนำลงทุน มีทั้งแนะ ซื้อ-ถือ-ขาย โดยให้เป้าสูงสุดช่วง 417-420 บาท  
 
       บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จะประกาศงบไตรมาส 4/62 และทั้งปี 2562 ในวันที่ 29 มกราคมนี้ ซึ่งมุมมองของตลาดคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า กำไรไตรมาส 4/62 จะชะลอลงทั้งเทียบกับไตรมาสก่อน และเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน เช่นเดียวกับกำไรทั้งปี 2562 ที่จะต่ำกว่าปี 2561 สาเหตุสำคัญมาจากภาวะขาลงของธุรกิจปิโตรเคมี ขณะที่ปี2563 นี้มุมมองยังไม่สดใสนัก เพราะหลักๆ ตลาดก็ยังกังวลสเปรดปิโตรเคมี ที่แนวโน้มยังไม่ดีขึ้น     
       ขณะที่ราคาหุ้น SCC ปิดตลาดวันที่ 13 ม.ค.2562 ที่ 368 บาท ลดลง 5 บาทหรือ 1.34% มูลค่าการซื้อขาย 1 พันล้านบาท นอกจากนี้ SCC ยังเป็นหุ้นที่มีผลกดดัชนีฯ SET ในวันนี้มากเป็นอันดับ 3 รองจาก CPALL และ PTTGC อย่างไรก็ตาม ภาพรวม SETสามารถปิดแดนบวกได้5.53 จุด หรือ 0.35% จากแรงซื้อเข้ามาอย่างหนักในหุ้น GULF-AOT-BGRIM-GPSC และ EGCO ตามลำดับ    

*เมย์แบงก์ กิมเอ็ง-ยูโอบีเคย์เฮียน-โนมูระฯ แนะ "ถือ" 
        บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดกำไรไตรมาส 4/62 ไว้ที่ 6,100 ล้านบาท ลดลง 2% QoQและลดลง 42% YoY เนื่องจากถูกกดดันอย่างหนักจากภาวะขาลงของธุรกิจปิโตรเคมี ส่วนธุรกิจปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างคาดจะทรงตัว ส่วนแพจเกจจิ้งคาดจะดีขึ้น โดยจะมีปันผลจากค่ายรถยนต์เข้ามาช่วยประมาณ 1,400 ล้านบาท คาดจ่ายปันผลกำไรครึ่งหลังปี 2562 เท่ากับ 6 บาท รวมจ่ายปี2562 เท่ากับ 13 บาท  คงคำแนะนำ ถือ ประเมินราคาเป้าหมาย 420 บาท  บนฐาน Forward P/E+0.5SD เท่ากับ 13 เท่า         
        ส่วนทั้งปี 2562 คาดว่ากำไรสุทธิอยู่ที่ 31,010 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 25.84 บาท ลดลง 31% YoY โดยบริษัทฯ มีนโนบายจ่ายปันผล 40-50% ของกำไร ซึ่งทางเมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดว่าจะจ่ายปันผลในกรอบด้านบน คือประมาณ 50% หรือ จ่ายเงินปันผล 13 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 3.5% ครึ่งปีแรกจ่ายไปแล้ว 7 บาท จึงเหลือจ่ายปันผลครึ่งปีหลังอีก 6 บาท 
        บล.ยูโอบีเคย์เฮียน แนะนำถือ ราคาพื้นฐานที่ 370 บาท หลังคาดกำไร Q4/62 จะออกมาลดลงทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจาก HDPE และ PP Spread ที่ต่ำ และธุรกิจปูนที่อ่อนแอตามฤดูกาล  
         บล.โนมูระ พัฒนสิน  คาดกำไรปกติ Q4/62 ราว 6,693 ล้านบาท ลดลง 44% YoY และลดลง 15% QoQ  จากธุรกิจปิโตรเคมีอัตรากำไรแย่กว่าคาด  อัตรากำไรเกือบทุกผลิตภัณฑ์ลดลง จากภาวะ oversupply ซึ่งธุรกิจแพ็คเกจจิ้งที่โต YoY และ QoQ จากการซื้อกิจการไม่พอชดเชย 
          ส่วนปี 2563 คาดกำไรปกติจะฟื้นตัวได้ YoY จากธุรกิจแพ็คคเกจจิ้งที่ได้แรงหนุนจากกิจการที่ซื้อเข้ามาเต็มปี (ธุรกิจซีเมนต์เพียงทรงตัว) แนะนำ NEUTRAL ต่อ SCC ที่ราคาเป้าหมายปีนี้  385  บาท จากมองการฟื้นตัวของกำไรในปี 2563 นี้ ผลจากการซื้อกิจการในปี 2562 อาจไม่ได้เหนือกว่าตลาดคาด และไม่ได้เหนือกว่ากลุ่มปิโตรเคมี ในขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมียังอาจมีแรงกดดันจาก downside จึงแนะนำเพียงถือรอปันผล 
 
*** เคทีบี-เคจีไอ แนะนำ "ขาย" เคาะเป้าพื้นฐานในช่วง 340 - 351 บาท 
           บล.เคทีบี คาดกำไรสุทธิ Q4/62 ที่ 6,836 ล้านบาท ลดลง 35%YoYแต่เพิ่มขึ้น 10% QoQ สาเหตุที่กำไรเพิ่มขึ้น QoQ เนื่องจาก Q3/62 มีขาดทุนด้อยค่าสินทรัพย์และกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้ราว 1,800 ล้านบาท หากไม่นับรวมรายพิเศษกำไรสุทธิลดลง 15% QoQ จากธุรกิจปิโตรเคมีที่ส่วนต่างราคายังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง HDPE-Naphtha ใน 4Q19E ปรับลดลงมาอยู่ที่ USD307/ton จาก USD457/ton ใน Q3/62 ประกอบกับ Q4/62 เป็นช่วงโลว์ซีซั่นของปี  ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างคาดว่าจะเติบโตได้ ทั้ง YoY และ QoQ  ตามโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และธุรกิจ packaging จะลดลง QoQ เนื่องด้วยเป็นโลวืซีซั่น 
           พร้อมกันนี้ ได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2562  เหลือ 31,746 ล้านบาท แต่ยังคงประมาณการปี 2563 ที่ 33,256 ล้านบาท แต่ประมาณการปี 2563 ยังมีความเสี่ยงจากส่วนต่างราคา HDPE-Naphtha ที่ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับต่ำเพียง USD235/ton (ต่ำกว่าสมติฐานเราที่ USD350/ton สำหรับ 2563) จึงยังคงคำแนะนำ “ขาย” เป้าหมาย 340 บาท อิง SOTP (อิง 2563E EV/EBITDA เฉลี่ยที่ 8.8 เท่า) 
           เช่นเดียวกับ บล.เคจีไอ ที่แนะนำ "ขาย" เป้าพื้นฐาน 351 บาท คาดกำไร Q4/62 ทำได้ 5.9 พันล้านบาท  ลดลง 38.8% YoY และลดลง 26.3% QoQ โดยการลดลงของกำไรในไตรมาสนี้ หลักๆ เป็นผลจาก Spread ปิโตรเคมีที่อ่อนแอ แต่คาดปันผลสำหรับครึ่งหลังปี62 หุ้นละ 5 บาท (ยีลด์ 1.4%) และปรับลดประมาณการปี 2563 ลง 12.9% จากการปรับลดสมมติฐานทั้ง 3 ธุรกิจหลักของ SCC

***ฟิลลิป-ดีบีเอสฯ แนะทยอยซื้อได้ ให้เป้าในช่วง 400-417 บาท
              บล.ฟิลลิป แนะนำ "ทยอยซื้อ" ราคาเป้าหมาย 400 บาท ประเมินกำไร Q4/62 ยังอ่อนลง YoY โดยที่ส่วนต่างปิโตรเคมี HDPE-Naphtha ลดลง US$336/ตัน YoYจากอุปทานต้นทุนถูกจาก USA ที่เข้ามาขายในภูมิภาคและอุปสงค์อ่อนแอตามภาวะเศรษฐกิจโลก อีกทั้งเป็นช่วง โลว์ซีซั่น ขณะที่ธุรกิจวัสดุก่อสร้างยังไม่ฟื้นตัวมากหลังน้ำท่วม แต่ยังมีการก่อสร้างภาครัฐฯ เข้ามาช่วย ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์น่าจะดีขึ้น YoY เล็กน้อยจากการซื้อกิจการ FAJAR อินโดนีเซีย 
             อย่างไรก็ดี การรวมงบ Fajar มีภาระดอกเบี้ยสูง ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่ม YoY ทำให้ในภาพรวมกำไรมีแรงกดดันจากรายได้และ Margin ต่ำลง จึงคาดหมายกำไรแค่ 6.1 พันลบ. ลดลงจากงวด Q4/61 ที่ได้ 10.5 พันลบ. 
             อย่างไรก็ตาม มองว่าวงจรราคาปิโตรเคมีน่าจะใกล้จุดต่ำสุด ผู้ผลิตในภูมิภาคประสบขาดทุนเริ่มลดการผลิต ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีความหวังมากขึ้น ขณะที่วัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์มีโอกาสเติบโต ราคาปิดล่าสุดซื้อขายต่ำกว่ามูลค่ารวมส่วนธุรกิจที่ 400 บาท ราคาหุ้นน่าจะรับรู้ข่าวลบไปมาก กำลังรอปัจจัยบวกใหม่ๆ 
            บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส  มองว่าแนวโน้มปิโตรเคมียังท้าทายในช่วงต้นปี 63 สเปรดปิโตรเคมีลดลงต่ำกว่า Q4/62 ไปอีก (-13% ถึง -23% QTD)แต่ก็ลุ้นว่าหลังตรุษจีน (ปลายเดือนม.ค.63) จะฟื้นตัวได้บ้าง อย่างไรก็ดี คาดว่าภาพรวมธุรกิจปิโตรเคมีในปี 63 จะยังไม่ดีนัก ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะค่อยๆ ดีขึ้น บริษัทคาดว่าสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะเพิ่มเป็น 15% ของทั้งหมดในปี 63 (ในอดีตอยู่ที่ 10%)
          นอกจากนี้ บริษัทฯ จะนำ SCG Packaging(SCGP)เข้าจดทะเบียนในตลาด โดยยื่นไฟลิ่งไปแล้วเมื่อ 17 ธ.ค.62 และทางการจะใช้เวลาพิจารณาภายใน 165 วัน โดยจะกระจายหุ้น IPO ทั้งหมด 1,374 ล้านหุ้น หลัง IPO แล้ว SCC จะถือหุ้น SCGP ไม่ต่ำกว่า 70% แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 417 บาท (SOP) ซึ่งเทียบเท่ากับ P/E ปี 63F ที่ 14.6 เท่า
 
*** สรุป 8 โบรกเกอร์ส่องกล้องหุ้น SCC

โบรกเกอร์                     คำแนะนำ 

1.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง             "ถือ" ราคาเป้าหมาย 420 บาท
2.ดีบีเอสวิคเคอร์ส              "ซื้อ" ราคาพื้นฐาน 417 บาท
3.โนมูระ พัฒนสิน              "NEUTRAL"ราคาเป้าหมาย ที่ 385.00 บาท
4.เคทีบี(ประเทศไทย)           "ขาย" ราคาเป้าหมายที่ 340 บาท
5.ฟิลลิป                           "ทยอยซื้อ" ราคาเป้าหมาย 400 บาท
6.หยวนต้า(ประเทศไทย)      "Trading" ราคาเหมาะสมที่ 370 บาท
7.ยูโอบีเคย์เฮียน                 "ถือ" ราคาพื้นฐานที่ 370 บาท
8.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี             "ขาย " ราคาเป้าหมาย 355 บาท







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด