ข่าวนี้ที่ 1

ฟันธง! SETรับข่าวดีหลังงบ63 ไม่โมฆะ รับเหมาฯ - รถไฟฟ้าเฮ

ฟันธง! SETรับข่าวดีหลังงบ63 ไม่โมฆะ รับเหมาฯ - รถไฟฟ้าเฮ

     ประสานเสียง หุ้นไทยรับข่าวดี หลังศาลรธน.วินิจฉัยพ.ร.บ.งบปี 63 ไม่เป็นโมฆะ แต่แค่ให้โหวตวาระ 2-3 ใหม่ โบรกฯ ชี้ รับเหมาฯ - รถไฟฟ้า รับอานิสงส์เป็นกลุ่มแรก ยก STEC - CK - BTS - BEM  คาดระยะสั้น ลุ้นเป้า 1,566 จุด ส่วนระยะกลาง 1,630 จุด  

*** ศาลฯ วินิจฉัย งบฯ 63ไม่โมฆะ -แต่โหวตวาระ 2-3 ใหม่   

     ศาลรัฐธรรมนูญได้แถลงคำวินิจฉัย คำร้องของ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำรองความเห็นของ ส.ส. กรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในการประชุม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 วาระ 2-3

    โดยศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงมติ 5 : 4 เสียง วินิจฉัยแล้วว่า  ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท  ไม่เป็นโมฆะ แต่ต้องให้ลงคะแนนใหม่ในวาระ 2-3 ที่มีปัญหา พร้อมทั้งให้สภาผู้แทนราษฎรรายงานผลการปฏิบัติตามคำบังคับต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย 

    อนึ่ง เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งความเห็นของ ส.ส. กรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทน นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สุมทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมบูรณ์ ชารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ก่อนที่ศาลจะรับคำร้องเมื่อวันที่ 29 ม.ค.63 และนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันนี้   


*** หุ้นไทยปิดทรงตัวตามตลาดคาด 
        

    ตลาดหุ้นไทยวันที่  7 ก.พ.63 ปิดตลาดที่ 1,535.24 จุด ลดลงเล็กน้อย 0.55 จุด หรือ -0.04% มูลค่าการซื้อขาย 60,431.83 ล้านบาท โดยสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนรายกลุ่ม มีดังนี้ นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 694.81 ล้านบาท  บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 677.87  ล้านบาท  นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 891.95 ล้านบาท  นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 908.90 ล้านบาท     

    ขณะที่หุ้นกลุ่มที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะได้รับประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว ปิดการซื้อขายดังนี้ CK ปิดที่ระดับ 20.90 บาท ลดลง 0.30 บาท (-1.42%) , STEC ปิดที่ระดับ 16 บาท ลดลง 0.20 บาท (-1.23) , ITD ปิดที่ระดับ 1.51 บาท ลดลง 0.01 บาท (-0.66) ,  BTS ปิดที่ระดับ 13.10 บาท ลดลง 0.30 บาท (+2.34%) , BEM ปิดที่ระดับ 11.00 บาท ลดลง 0.10 บาท (+0.92%)  

    โดยตลาดหุ้นไทยปิดในกรอบแคบ เป็นไปตามที่ บล.หยวนต้า ได้ประเมินการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไว้ 3 กรณี คือ กรณีดีที่สุด ชี้ว่าเป็นเรื่องของสภาฯ โดยประเมินความผิดเป็นรายบุคคล และไม่ให้นับเสียงที่ถือเป็นโมฆะ (ไม่ต้องโหวตใหม่) SET ตอบรับเชิงบวก +10-20 จุด โดยเฉพาะกลุ่มรับเหมาและนิคมฯ 
    
    ส่วนกรณีที่เป็นกลาง มองว่าผิดเป็นรายบุคคล และให้โหวตใหม่ในวาระที่มีปัญหา SET จะทรงๆเพื่อรอดูระยะเวลาในการกลับมาโหวตวาระ 2-3 ขณะที่กรณีที่เป็นลบ คือ ตีตก พรบ. งบฯปี 63 ทั้งฉบับ SET จะตอบรับเชิงลบ -10-20 จุด อาจลงไปต่ำกว่า 1500 จุด อีกรอบ
      
***  เชื่อหุ้นไทยตอบรับเชิงบวก มองแนวต้าน 1,566 จุด  

    นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์?โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูฐ มีมติ 5 ต่อ 4 ตัดสินให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายปี 2563 ไม่เป็นโมฆะ และให้โหวตในวาระ 2-3 ใหม่ ถือว่าเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก สะท้อนจากดัชนีเริ่มดีดตัวกลับขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ เช่น กลุ่มผู้รับเหมา เป็นต้น

    สำหรับแนวโน้มตลาดในช่วงต่อไปนั้น ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยภายนอก เช่น การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ที่ต้องติดตามต่อเนื่อง และต้องติดตามการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะทยอยออกมา โดยในช่วงสัปดาห์หน้ามองแนวรับที่ 1,514-1,525 จุด และแนวต้านที่ 1,548-1,566 จุด

    ส่วนกลยุทธ์ในการลงทุนนั้น หลังจากมีความชัดเจนของงบประมาณแล้ว เชื่อว่า กลุ่มที่น่าจะดีดตัวได้ดี คือ ธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม กลุ่มรับเหมาะ และการบริโภค ส่วนกลุ่ม Global play หากสถานการณ์ต่างๆดีขึ้น กลุ่มราคาน้ำมันน่าจะเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ เช่น PTT และ PTTEP

*** KTBS ชี้ BTS - BEM รับอานิสงส์ด้วย ลุ้นหุ้นไป 1,630 จุด  
 
    นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล. เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBS  เปิดเผยว่า หลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมา ถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นรับเหมา STEC - CK แต่ทั้งนี้จะมีหุ้นที่ได้รับประโยชน์อีกหนึ่งกลุ่ม คือกลุ่มที่ได้สัมปทานโครงการต่างๆ ของรัฐบาล  โดยเฉพาะกลุ่มรถไฟฟ้า BTS - BEM  
     
    ด้านหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ประเมินว่ายังไม่ได้รับประโยชน์มากนัก เนื่องจากหุ้นกลุ่มดังกล่าวช่วงหลังจะไปอิงกับกำลังซื้อของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า ซึ่งหากภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดีก็จะเป็นปัจจัยกดดันกลุ่มนี้ต่อไป     

    เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่จะอิงกับการลงทุนในประเทศมากกว่างบประมาณรัฐ นอกจากนี้ปัญหาสงครามการค้า - โคโรน่ากดดัน จึงต้องรอดูมาตรการรัฐว่าจะเดินหน้ากระตุ้นให้เอกชนลงทุนจากนี้แค่ไหน จึงน่าจะมีผลต่อกลุ่มนิคมอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า    

    ส่วนภาพรวมตลาดหุ้นประเมินว่าจะเห็นภาพขาขึ้นที่ชัดเจนอีกครั้งในช่วงมี.ค. เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์โคโรน่าระบาดจะคลี่คลาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้ตลาดหุ้นไทยขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1,630 จุด และหากเศรษฐกิจในประเทศฟื้นจริงซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาในระดับที่มีเสถียรภาพ  จะส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยขึ้นไปที่ 1,700 จุด    
     
*** ASP ยก PYLON เด่น เหตุงบสวย - งานเพียบ  

    บล.เอเซียพลัสเปิดเผยว่า เรื่องคำวินิจฉัยของศาลเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ และเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งผลที่ศาล ที่วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.งบปี 63 ไม่เป็นโมฆะ แต่ให้โหวตวาระ โดยกระบวนการวินิจฉัยครั้งนี้ ตั้งแต่ประธานสภาฯ ส่งคำร้องให้ศาล ใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าทุกๆกระบวนการมีการเร่งให้สิ้นสุดโดยเร็ว เพราะยิ่งนานออกไป ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 (ล่าช้ามาแล้วกว่า 4 เดือน) และยิ่งล่าช้าจะยิ่งกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

    ดังนั้นผลคำตัดสินของศาลที่ออกมาในครั้งนี้  ถือว่าศาลเปิดแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนออกมา รวมถึงหากทุกๆ ฝ่ายร่วมมือรวมใจกันเร่งให้กระบวนการต่อจากนี้เร็วขึ้น จะยิ่งส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศทำให้เชื่อว่า จากกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเร็วกว่าคาด น่าจะช่วยหนุนให้งบประมาณปี 2563 มีโอกาสเบิกจ่ายได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ตลาดฯประเมินว่ากินระยะเวลาเกินกว่า 2 เดือน ถือว่า Sentiment ที่ดีต่อหุ้นกลุ่มรับเหมา

     บล.เอเซียพลัส ชื่นชอบ STEC CK และ PYLON  โดยยกให้ PYLON เด่นสุด  (FV @ 7.35) หนึ่งในหุ้นรับเหมาเสาเข็มที่แนวโน้มกำไรงวด Q4/62 เติบโตโดดเด่น หนุนจากงานรับเหมาเสาเข็มโครงการศูนย์ประชุมสิริกิติ์ และ Bangkok Mall รวมถึงงานคอนโดฯ Ideo พระราม 9 โดยในปัจจุบันบริษัทมี Backlog สูงราว 1,540 ล้านบาท 

    รวมถึงหากภาครัฐความชัดเจนมากขึ้นในเรื่อง การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2563 คาดทำให้โครงการต่างๆที่ค้างอยู่มีความคืบหน้าขึ้นได้ อาทิ โครงการทางด่วนดาวคะนอง-พระราม 3 (สัญญาที่ 1-3), ทางยกระดับพระราม 2, และรถไฟไทย-จีน คาดหนุนกำไรปี 2563 เติบโต 11.2% YoY ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา สวนทางกับ Earning Momentum ที่กำลังไต่ระดับขึ้นทำ New High จนทำให้ Expected PER ปี 2563 ลดลงเหลือเพียง 11 เท่า นอกจากนี้ยังคาดหวัง Dividend Yield ปีนี้สูงกว่า 5%
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด