ข่าวนี้ที่ 1

STC มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง กูรูให้เป้า 1.38 บาท

STC มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง กูรูให้เป้า 1.38 บาท

    "เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์" พร้อมเข้าซื้อขายใน mai วันแรก (29 พ.ย.) มั่นใจราคาเหนือจอง เหตุพื้นฐานแกร่ง สอดรับผลงานปีนี้คาดนิวไฮ แนวโน้ม Q4 เข้าไฮซีซั่น พร้อมรับอานิสงส์การลงทุนภาครัฐภายใต้นโยบาย EEC ล่าสุด เปิดงบ 9 เดือน กำไร 17.94 ลบ.พุ่ง 221.5% โบรกฯ ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 1.38 บาท คาดกำไรสุทธิปี 62-64 เติบโต 53% ต่อปี

*** ตลาด mai รับ STC เริ่มซื้อขาย 29 พ.ย.นี้

    นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ mai ยินดีต้อนรับ บมจ. เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายใต้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “STC” ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562

    STC ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป และคอนกรีตผสมเสร็จ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “STC” พร้อมให้บริการแบบครบวงจร ครอบคลุมการตอกเสาเข็ม และเทคอนกรีตผสมเสร็จถึงหน้างาน ปัจจุบันมีโรงงาน 4 แห่งในพื้นที่จังหวัดชลบุรี โดยกลุ่มลูกค้าของ STC คือกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำหรับผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปประเภทท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ แผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ และอิฐบล็อกมวลเบา

    STC มีทุนชำระแล้ว 284 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 420 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 148 ล้านหุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ในวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2562 ในราคาหุ้นละ 1บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 148 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 568 ล้านบาท ทั้งนี้การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 20.41 เท่า ซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัทฯ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 เท่ากับ 27.77 ล้านบาท เมื่อหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ เท่ากับ 568 ล้านหุ้น (fully diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.049 บาทต่อหุ้น โดยมี บมจ. หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
 
*** มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง รับ EEC โอกาสโตสูง

    นายเอกชัย ชัยตระกูลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน) หรือ STC กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าหุ้น STC ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 นี้ จะสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนได้ เนื่องจากบริษัทฯ มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ประกอบกับแนวโน้มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และในพื้นที่ภาคตะวันออก หรือ EEC สนับสนุนให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ของ STC เพิ่มขึ้น

    อีกทั้ง ในช่วงที่ผ่านมา STC ขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปประเภทท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บ่อพักน้ำ ท่อระบายน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนในการผลิต มีคู่แข่งในพื้นที่น้อยรายที่สามารถผลิตได้ ควบคู่ความสามารถในการทำกำไรในระดับสูงขึ้น จึงมั่นใจ นักลงทุนจะเชื่อมั่น และมองเห็นโอกาสการเติบโต
    
*** ผู้นำธุรกิจคอนกรีตรายใหญ่เมืองพัทยา

    นายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม สายงานวาณิชธนกิจ-ด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์  เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า STC เป็นน้องใหม่ไอพีโอที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน นอกจากจะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งแล้ว การดำเนินธุรกิจในอนาคตมีโอกาสเติบโตสูง ในฐานะผู้นำธุรกิจคอนกรีตในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ที่มีสินค้าและบริการครบวงจรที่สุด ได้อานิงส์อย่างชัดเจนจากการลงทุนในเขตพัฒนาระเบียงพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

    รวมทั้งการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) เป็นระดับที่เหมาะสม โดยราคาไอพีโออยู่ที่ 1 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/E ย้อนหลังของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน แม้จะเป็นหุ้นขนาดเล็กแต่มีความโดดเด่นด้านศักยภาพการเติบโต จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยฉพาะในพื้นที่เมืองจังหวัดชลบุรี และใน EEC โดย STC มีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ตั้งแต่งานฐานรากไปจนถึงงานอาคาร พร้อมทั้งบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจต่อผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการปรับปรุงสูตรผสมคอนกรีตให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อควบคุมต้นทุนและการบริหารจัดการกำลังการผลิตเพื่อให้เกิดการประหยัดขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงมั่นใจว่า STC จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ในวันซื้อขายวันแรก 29 พฤศจิกายนนี้ และเชื่อว่า จะเป็นหุ้นที่อยู่ในใจนักลงทุนอีกตัวหนึ่งในระยะยาว

*** นำเงิน 141.3 ลบ.คืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 

    นายเอกชัย กล่าวว่า ภายหลังการระดมทุนครั้งนี้ ยิ่งทำให้ STC แข็งแกร่ง เงินที่ได้จากการระดมทุนหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้เงินประมาณ 141.30 ล้านบาท นำไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน  รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม
               
*** ลุ้นกำไรปีนี้นิวไฮ แนวโน้ม Q4 ดีต่อเนื่อง เข้าไฮซีซั่น
    
    สำหรับแนวโน้มธุรกิจปีนี้ คาดว่าจะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ ทั้งรายได้และกำไร เนื่องจากแผนการขยายกำลังการผลิตที่โรงงานนาวังเฟส 2 ซึ่งดำเนินการผลิตแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ทำให้ปีนี้ บริษัทฯ สามารถรับงานได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สอดรับโครงการ EEC ที่มีการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่า นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เพราะโครงการจาก EEC จะสนับสนุนให้ภาคตะวันออกมีการขยายการลงทุนไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปี จึงเป็นโอกาสของ STC เช่นกัน

    “ปกติช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงที่ดีของธุรกิจ เนื่องจากมีการส่งมอบงานอย่างต่อเนื่อง จากช่วงครึ่งปีแรกติดวันหยุดยาว และเป็นช่วงหน้าฝน ทำให้ผลงานไตรมาส 3 ปีนี้ที่ออกมา มาตามนัด แค่ไตรมาสเดียวสามารถเติบโตกว่าครึ่งปีแรกทั้งปี และงวด 9 เดือนปีนี้ เติบโตกว่าทั้งปี 2561 เรียบร้อยแล้ว สะท้อนแผนการขยายกำลังการผลิต ขยายผลิตภัณฑ์ และการรับงานเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าแนวโน้มไตรมาส 4 จะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งปกติเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจอยู่แล้ว สนับสนุนผลงานปี 2562 ให้โดดเด่นกว่าแผนงานที่วางไว้” นายเอกชัย กล่าว

*** 9 เดือน กำไรพุ่ง 221.5% ที่ 17.94 ลบ.

    ล่าสุด ผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2562 รายได้รวมอยู่ที่ 303.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.12% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 273.09 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 96.07 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 35.27% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 71.02 ล้านบาท กำไรสุทธิ 17.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221.51% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 5.58 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นในงวด 9 เดือน ปี 2562 สูงขึ้นอยู่ที่ 31.78% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5.91%

    จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐ สนับสนุนให้รายได้จากผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปประเภทท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก และบ่อพักน้ำเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบัน STC มีโรงงานผลิต 4 แห่ง คือ พัทยา 1 - พัทยา 2 - หนองปรือ – และนาวัง ครอบคลุมพื้นที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีกำลังการผลิตต่อปีรวมสำหรับผลิตภัณฑ์คอนกรีตประมาณ 236,250 คิวคอนกรีต
    
*** ได้อานิสงส์การลงทุนภาครัฐภายใต้นโยบาย EEC ที่จะมีเพิ่มขึ้น

    นายเอกชัย กล่าวย้ำว่า ในช่วงปี 2560-2564 รัฐบาลมีแผนการผลักดันโครงการ EEC ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้ Thailand 4.0 และเป็นโครงการต่อยอดมาจากนโยบายโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Sea Board Development) ก่อให้เกิดการลงทุนบนพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่สูงจากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับ EEC ได้แก่ โครงการถนนรองรับ EEC เช่น โครงการปรับปรุงทางหลวงและโครงข่ายถนนสายรองในพื้นที่รอบๆ อู่ตะเภา มาบตาพุด และถนนเลียบชายฝั่งทะเลระยอง-ชลบุรี โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อ 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ รวมไปถึง โครงการพัฒนาเมืองใหม่และการท่องเที่ยว 4 แห่ง ได้แก่ ฉะเฉิงเทรา พัทยา อู่ตะเภา และระยอง เพื่อจะเป็นมหานครแห่งใหม่ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีนโยบายการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ : BOI) ซึ่งจะทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น  โดยในปัจจุบัน STC มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตให้กับผู้รับเหมาที่ได้รับงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวบางส่วนแล้ว และอีกหลายโครงการ เป็นโครงการเป้าหมายของบริษัทฯ

    รวมไปถึง แผนแม่บทการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่เมืองพัทยา ซึ่ง STC ได้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต ได้แก่ ท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักน้ำ ให้กับผู้รับเหมาที่ได้รับงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวบางส่วนแล้ว ทั้งหมดนี้เชื่อว่า จะเสริมความเชื่อมั่นในการเข้าซื้อขายวันแรกของ STC ให้ประสบความสำเร็จ    

***บล.คันทรี่ กรุ๊ป ประเมินมูลค่าเหมาะสม 1.38 บาท
    
    บล.คันทรี่ กรุ๊ป ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 1.38 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี PE multiple โดยอิงกับเป้าหมาย PE ที่ 18.3 เท่าซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย Trailing PE ของบริษัทที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกับบริษัทฯ และกำไรต่อหุ้นปี 20 ที่ 0.08 บาทได้มูลค่าเหมาะสมที่ 1.38 บาท
    บริษัทฯเป็นที่รู้จักของลูกค้าในชลบุรีมานานกว่า 30 ปี อีกทั้งบริษัทฯมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าตั้งแต่งานรากฐานไปจนถึงงานอาคารพร้อมทั้งบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจต่อผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี รวมไปถึงการปรับปรุงสูตรผสมคอนกรีตให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อควบคุมต้นทุนและการบริหารจัดการกำลังการผลิตเพื่อให้เกิดการประหยัดขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

*** คาดกำไรสุทธิปี 62-64 เติบโต 53% ต่อปี
    
    จากสมมติฐาน (1) ยอดขายที่เติบโตปีละ 13% ตามการรับรู้รายได้จากงานที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนของภาครัฐภายใต้ นโยบาย EEC ที่จะมีเพิ่มขึ้น อีกทั้งการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของภาคเอกชน (2) อัตรากาไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นที่ 31.2%, 31.7% และ 31.9% ในปี 20-21 เทียบกับ 27.5% ในปี 18 เนื่องจากมีการประหยัดขนาดที่เพิ่มมากขึ้น (3) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้นที่ 21.4% ในปี 19 เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ฯ และลดลงที่ 19.1% และ 18.1% ในปี 63-64 จาก 21.1% ในปี 18 เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบริหารอยู่ในระดับคงที่ และค่าใช้จ่ายในการขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
    เงิน IPO จะใช้ในการชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
    เงินที่ได้จากการขายหุ้น IPO คราวนี้ บริษัทมีแผนนำไปใช้ในการคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินและ/หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการของบริษัทฯ

*** 'สตาร์เฟล็กซ์(SFLEX)'จ่อเทรด SET สัปดาห์ที่ 3 ของธ.ค.นี้

    นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX คาดกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และกำหนดวันจองซื้อหุ้นช่วงต้นเดือนนี้ ขณะเดียวกันคาดจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ธ.ค.นี้

    ขณะที่เตรียมเดินสายนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุน (โรดโชว์) เริ่มจากวันที่ 29 พ.ย.ที่ อ.หาดใหญ่, 2 ธ.ค.ที่กรุงเทพฯ และ 3 ธ.ค.ที่ จ.เชียงใหม่ โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากธุรกิจของ “สตาร์เฟล็กซ์” เป็นธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภค และบริโภค โดยเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้กับคอนซูมเมอร์โปรดักส์ระดับโลก เช่น Unilever และ LION ประเทศไทย เป็นต้น
    
    ทั้งนี้ บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ 9 แห่ง ที่เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย ประเมินช่วงราคาเหมาะสมไว้ที่ 5.4-6.1 บาท/หุ้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด