ข่าวนี้ที่ 1

ธปท.ส่งซิกเงินบาทเริ่มสมดุล ไทยหมดเสน่ห์!ต่างชาติเมินพักเงิน

ธปท.ส่งซิกเงินบาทเริ่มสมดุล ไทยหมดเสน่ห์!ต่างชาติเมินพักเงิน

ธปท.มองค่าเงินบาทเริ่มเข้าสู่จุดสมดุล เหตุนักลงทุนต่างชาติชะลอพักเงินในไทย หลังมองไม่ใช่ Safe Haven อีกต่อไป เหตุแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่ำเพียง 2.8% และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไม่ดึงดูดความสนใจ ด้านนักวิเคราะห์ยังเชื่อว่ามีโอกาสที่จีดีพีไทยจะโตต่ำกว่า 2.8% 


*** ผู้ว่าธปท. เชื่อเงินบาทเริ่มสมดุล ไทยไม่ใช่ Safe Haven


นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทขณะนี้เริ่มเข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น ทั้งจากฝั่งซื้อ และขาย เนื่องจากที่ผ่านมาธปท.ได้ออกมาตรการต่างๆ และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรยังอยู่ระดับต่ำทำให้ยากขึ้นที่จะเอาเงินมาพักในไทย และเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตในระดับต่ำ ซึ่งจากเหตุการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านล่าสุด ประเทศไทยที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานจึงได้รับผลกระทบ ดังนั้นมองว่าจังหวะนี้ไม่คิดว่านักลงทุนจะมองไทยเป็น Save Haven


*** เศรษฐกิจไทยปี 63 โตต่ำกว่าศักยภาพ คาดขยายตัว 2.8%


นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 63 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ จากการส่งออกสินค้าที่ชะลอตัวกว่าที่ประเมินและมีโอกาสฟื้นตัวช้า โดยในปีนี้คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะขยายตัวได้ 2.8% จากเดิมคาด 3.3%


โดยการส่งออกสินค้าหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ตามปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากผลกระทบสงครามการค้า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภาคการผลิต ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก โดยการส่งออกในปี 63 คาดว่าจะขยายตัวได้ 0.5% เพิ่มขึ้นจากปี 62 ที่คาดว่าจะติดลบ 3.3% และนำเข้าขยายตัวได้ 1.4% จากปี 62 ที่คาดว่าจะติดลบ 5.2% แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง


"ในปีนี้การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามการฟื้นตัวของปริมาณการค้าโลกและวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวสูงในระยะสั้นจากมาตรการภาครัฐ แต่คาดว่าจะชะลอลงในระยะต่อไปจากปัจจัยรายได้”นายดอน กล่าว


ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานบางโครงการ และการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงจากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลงโดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อการส่งออก สำหรับหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง เป็นผลจากภัยแล้ง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อรายได้เกษตรกรในปี 63


*** นักวิเคราะห์ ชี้แล้งหนักสุดรอบ 40 ปี ฉุดเศรษฐกิจโตต่ำกว่า 2.8% 


บล.เอเซียพลัส ระบุ ความเสี่ยงหนึ่งที่เป็นปัจจัยกดดันการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ที่คาดขยายตัวเพียง 2.8% yoy และมีโอกาสอาจต่ำกว่าคาดได้ มาจากปัญหาภัยแล้งในปี 63  เริ่มรุนแรงกว่าคาด ซึ่งในปีนี้จะเป็นปีที่แล้งมากสุดในรอบ 40ปี   เกิดจากฝนจะตกล่าช้ากว่าปกติ 1-2 เดือน คือ จะเริ่มช่วง มิ.ย.-ก.ค.2563(ปกติแต่ละปีฝนจะเริ่มตก กลาง พ.ค.- ต.ค.)  ขณะที่มี.ค.-เม.ย.2563 อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-2 องศาฯราว 40 กว่าองศาฯ ทำให้แหล่งน้ำเหือดแห้ง


ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คือ ปีนี้เกษตรกรจะเพาะปลูกพืชน้อยลง กระทบต่อรายได้เกษตรกร ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งกำลังซื้อของกลุ่มฐานราก และเศรษฐกิจไทย หากพิจารณาในอดีตช่วงสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2558 - 2559 พบว่า GDP Growth ของภาคเกษตรหดตัวลง คือ ปี 2558 GDP ภาคเกษตรหดตัว 6.7% yoy และปี 2559 หดตัว 1.4% GDP Growth ภาคเกษตร และ GDP Growth รวมของไทย


*** การเงินไทยยังมีเสถียรภาพ แต่เปราะบางเพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง


นายดอน ระบุเพิ่มเติม ยังเชื่อว่าระบบการเงินไทยโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่ยังสะสมความเปราะบางภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง กนง.เห็นว่าการดูแลความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินควรใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายควบคู่กับการใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ร่วมกันอย่างเหมาะสม


ทั้งนี้ กนง.เห็นว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน เช่น ด้านแรงงาน การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ประชากรวัยทำงานลดลง ธุรกิจนำเข้าอัตโนมัติมาใช้แรงงานมากขึ้น นอกจากนี้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างอาจกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานยากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานสูงอายุและมีทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด


ส่วนการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างว่า ไทยมีการออมสูง แต่การลงทุนต่ำโดยเฉพาะในภาคธุรกิจ การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แม้เงินออมจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นควรสนับสนุนให้ลงทุนเพิ่มขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและเสริมศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว


*** เป้าเงินเฟ้อปี 63 อยู่ที่ 1-3% คาดมีแนวโน้มกลับเข้ากรอบครึ่งหลังปี 64


นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 62 และ 63 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดตามเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวต่ำและอุปทานพลังงานที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี 64


สำหรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปปี 63 จะอยู่ที่ 1 - 3% โดยสาเหตุที่ธปท.ปรับลดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงินและอัตราเงินเฟ้อของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ส่วนกรณีที่เปลี่ยนมาใช้แบบช่วง โดยไม่มีค่ากลาง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับนโยบายการเงิน ภายใต้โลกที่ผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด