ข่าวนี้ที่ 1

WHA เล็งซื้อโซลาร์ฯเวียดนาม 360 MW-จ่อปรับแผนขายที่ดิน

WHA เล็งซื้อโซลาร์ฯเวียดนาม 360 MW-จ่อปรับแผนขายที่ดิน

"ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น" เผยอยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการโซลาร์ฟาร์มในเวียดนาม กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์(MW)คาดชัดเจนภายในครึ่งหลังปีนี้ พร้อมเตรียมปรับแผนธุรกิจ หลังโควิด-19 กระทบยอดขายที่ดินที่ตั้งไว้ปีนี้ 1.4 พันไร่ ลุ้นสถานการณ์จบ พ.ค.นี้ ด้าน "อมตะ คอร์ปอเรชั่น" เตรียมแผนรับมือภาพรวมการลงทุนที่เปลี่ยนไป แนะรัฐเร่งวางมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ

*** รุกโซลาร์ฟาร์มเวียดนาม
     นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาซื้อกิจการ (M&A) โครงการโซลาร์ฟาร์มในเวียดนาม กำลังการผลิตรวม 360 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้จ่ายเข้าไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว คาดเห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง 

    ส่วนโครงการน้ำ Duong River Surface Water Plant ในเวียดนาม ยังเดินไปตามแผน คาดจะเริ่มสร้างกำไรได้ในปีนี้

    ทั้งนี้ ธุรกิจ กลุ่มสาธารณูปโภคและพลังงาน ยังคงเป้าปีนี้  COD  ให้กับลูกค้าทั้งในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ และ นอกนิคมฯ จำนวน 31 เมกะวัตต์ และคาดว่าปีนี้จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 591 เมกะวัตต์

*** เตรียมปรับแผนธุรกิจหลังโควิดกระทบ
    ทั้งนี้ช่วงกลางปีนี้ บริษัทจะปรับแผนธุรกิจอีกครั้ง  โดยเฉพาะการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม จากเดิมตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 1,400 ไร่ แบ่งเป็นยอดขายที่ไทย 1,200 ไร่ และ ยอดขายที่ดินในนิคมฯที่เวียดนาม 200 ไร่

     “ภาพรวมกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมช่วงครึ่งปีแรกกระทบอย่างแน่นอน จากสถานการณ์โควิด ซึ่งจะพีคสุดในเดือน เม.ย.นี้ และ เชื่อว่าในเดือนพ.ค. จะจบ ดังนั้นถ้าจีนกลับมาได้จะส่งผลดีต่อการขายที่ดินของเรา เพราะจีนเป็นลูกค้าเราคิดเป็นสัดส่วนที่สูงอยู่”นางสาวจรีพร กล่าว

     สำหรับกลุ่มโลจิสติกส์ กลับได้รับผลบวกจากโควิด-19 เนื่องจากผู้เช่าเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร, สุขภาพ และ e-commerce ทำให้ภาพรวมไตรมาส 1/63 กลุ่มธุรกิจดังกล่าวเติบโตได้ดีกว่าเป้าที่วางไว้ โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดเช่าพื้นที่โลจิสติกส์ไว้ที่ 250,000 ตารางเมตร จะทำให้มีพื้นที่คลังสินค้าภายใต้การถือครอง และ บริหารรวม เพิ่มขึ้นเป็น 2,560,000 ตารางเมตร

     ทางด้านธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม ตั้งเป้าสนับสนุนการดำเนินงานทุกรูปแบบในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยการเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดิจิทัล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล ช่วงปลายปีนี้จะมีการติดตั้งไฟเบอร์ออฟติก (FTTx) ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนในนิคมอุตสาหกรรม 9 แห่งจากทั้งหมด 10 แห่งในประเทศไทย

*** ลุ้นผลงาน Q2/63 สดใส
    นางสาวจรีพร กล่าวยอมรับว่า  ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่ถ้ามองไปไตรมาส 2/63  หวังว่าจะมีการโอนที่ดินให้กับลูกค้าชาวจีนประมาณ 100 ไร่ ซึ่งเป็นสัญญาเดิมที่เลื่อนมาจากไตรมาส 1/63 ส่งผลให้ บริษัทจะรับรู้รายได้เข้ามาในไตรมาส 2/63 และ ทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 จะออกมาดี 

***  AMATA ปรับแผนรับมือการลงทุนเปลี่ยน
      นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า จากผลกระทบของการระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) คาดว่าจะส่งผลให้ภาพของการลงทุนและการผลิตทั่วโลกจะเปลี่ยนไป  โดย อมตะฯ มีแผนสำหรับรองรับกับเปลี่ยนแปลงของภาพการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้  ทั้งในเรื่องของพื้นที่รองรับการลงทุนที่มีอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะชิตี้ ชลบุรี และ นิคมฯอมตะชิตี้ ระยอง ที่ปัจจุบันมีอยู่ที่ 14,000 ไร่ แต่รูปแบบการเปิดรับการเข้ามาลงทุนของนักลงทุน อมตะจะพิจารณาความต้องการ ของนักลงทุนอย่างถี่ถ้วนในการเข้ามาใช้พื้นที่ตามเงื่อนไขของนักลงทุนทั้งการชื้อและเช่าที่ดินเนื่องจากนักลงทุนยังให้ความสนใจในการเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อการลงทุนในระยะยาวในนิคมฯของกลุ่มอมตะอย่างต่อเนื่อง

     แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้การเข้ามาของนักลงทุนเกิดการชะลอตัว เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งนับว่าเป็นจังหวะเดียวกับช่วง Low season ของกลุ่มบริษัท อมตะที่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในช่วงไตรมาส 1-2 ของทุกปี
   
     อย่างไรก็ตามในช่วงภาวะวิกฤติครั้งนี้ บริษัท อมตะ ยังคงมีการติดต่อกับนักลงทุน โดยใช้ระบบเทคโนโลยีด้านสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูลเบื้องต้นกับกลุ่มลูกค้าและนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็น  Video Conference  E-Mail เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการทำตลาดในช่วงนี้ ก่อนที่นักลงทุนจะสามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อศึกษาพื้นที่จริง และตัดสินใจเข้ามาลงทุนต่อไป

***  ลุ้นโควิดจบ นักลงทุนย้ายฐานเข้าไทย
    นายวิบูลย์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ประเทศส่วนใหญ่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้  จะทำให้เกิดการตัดสินใจการย้ายฐานการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น แต่พื้นที่ที่จะเลือกลงทุนของนักลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ(FDI)จะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยนักลงทุนจะมองเรื่องความมีเสถียรภาพของรัฐบาลและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนมากขึ้น

     “ การเลือกพื้นที่การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศจะมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป ด้วยปัจจัยต่างๆแต่ละประเทศมีความพร้อมที่จะเปิดรับการลงทุน ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์ แรงงาน และนโยบายของรัฐบาล ที่มีความชัดเจนในการเปิดรับนักลงทุนต่างประเทศ  ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชาและเมียนมา ซึ่งไทยแม้ว่าจะได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ แต่อาจจะไม่ใช่คำตอบของนักลงทุนทั้งหมดเพราะการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับการมีเสถียรภาพของรัฐบาลและนโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนควบคู่ไปด้วย” นายวิบูลย์กล่าว

*** แนะรัฐเร่งฟื้นฟูศก.
       ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องเร่งออกนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ ภายหลังการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้แล้ว โดยเริ่มต้นจากการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น ดังนั้นนโยบายรัฐบาลที่ได้ออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยประคองระบบเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะไทยคงไม่สามารถพึ่งพาตลาดส่งออกในระยะแรก เนื่องจากแต่ละประเทศจะต้องใช้เวลาในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจจะสำเร็จไม่พร้อมกัน 

    ขณะเดียวกันจำเป็นต้องมีการยกระดับรายได้ของภาคเกษตร เพราะเป็นพื้นฐานการบริโภคที่สำคัญ ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ  ซึ่งระดับรายได้เฉลี่ยของคนไทยในปัจจุบันอยู่ที่ ระดับ 9,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยังไม่สูงมากนัก

*** โบรกฯ ลุ้นครึ่งปีหลังเร่งยอดขายที่ดิน
    บล.เอเชีย เวลท์ เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า  WHA มียอด Presales ที่ดินในปี 2563 ตรงตามเป้าหมายที่ 1,400 ไร่ นอกจากนี้บริษัทยังได้ประโยชน์จากมาตรการอัดฉีดงบ 1.9 ล้านล้านบาท  โดยประเมินว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงกว่า 35%YTD ตอบรับกับปัจจัยลบจากประเด็นการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตและขยายฐานการผลิตไปพอสมควรแล้ว โดยเราเชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1H63 จะช่วยให้บริษัทเร่งการโอนและการขายได้ในช่วง 2H63 อย่างมีนัยยะ ประกอบการประเทศจีนเริ่มเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลง ทำให้เราประเมินว่ากำไรสุทธิในปี 2563 จะโตขึ้น 10%YoY ที่ 3,557 ล้านบาท แนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท

    ส่วน AMATA    นับจากต้นปี 2563 เ ประเมินว่าได้สะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว ทั้งผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการชะลอการตัดสินใจขยายหรือย้ายฐานการผลิต รวมทั้งส่งผลให้การเจรจากับลูกค้าใหม่ต้องเลื่อนออกไปก่อน โดยเราคาดว่าหากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1H63 บริษัทจะสามารถเร่งยอดขายและโอนได้ในช่วง 2H63 โดยเราประเมินกำไรสุทธิไว้ที่ 1,495 ล้านบาท (-15%YoY) แต่ราคาปัจจุบันยังมี Upside กว่า 33% ทำให้เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ"
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด