ข่าวนี้ที่ 1

ERW รายได้วูบครั้งแรกรอบ 6 ปี ไวรัสฉุดยอดจองห้องพักหาย 60%

ERW รายได้วูบครั้งแรกรอบ 6 ปี ไวรัสฉุดยอดจองห้องพักหาย 60%

"ดิ เอราวัณ กรุ๊ป" รับสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ส่อทำรายได้ปีนี้หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี หลังพบก.พ.-มี.ค.63 นักท่องเที่ยวยกเลิกจองห้องพักแล้ว 50 - 60% ของยอดจองทั้งหมด คาดอัตราเข้าพักทั้งปีเฉลี่ย 78% พร้อมตั้งงบลงทุนปีนี้ 1.4 พันลบ. ขยายลงทุน ด้านโบรกฯ รุมหั่นประมาณการ แต่เชื่อระยะยาวท่องเที่ยวไทยยังแกร่ง


*** โควิด-19 เล่นงาน รายได้หดตัวครั้งแรกรอบ 6 ปี 


นายเพชร ไกรนุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW เปิดเผยว่า ทางบริษัทคาดการณ์ว่ารายได้รวมปีนี้จะลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 58 หลังจากได้รับผลกระทบเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะที่ชะลอตัว ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง และสภาวะการแข่งขันของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสูงขึ้น และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (COVID-19) ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวลดลง


ซึ่งในช่วงเดือน ก.พ. - มี.ค.63 พบว่านักท่องเที่ยวยกเลิกจองห้องพักแล้ว 50 - 60% ของยอดจองรวม ซึ่งหากสถานการณ์ COVID-19 ยืดเยื้อออกไปมากกว่า 5 เดือน จะทำให้รายได้ลดลงมากกว่าที่คาดเอาไว้อีกด้วย


*** อัตราเข้าพักโรงแรมในไทย ยังเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เตรียมลดราคาเพิ่มยอดจอง


ขณะที่อัตราการเข้าพัก(OCC)ปีนี้ คาดในประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 78% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 73% และ ในประเทศฟิลิปปินส์คาดอยู่ที่ระดับ 80% ลดลงจากปีก่อนที่ 82% (ไม่รวมโรงแรมในกลุ่ม HOP INN) ขณะที่สัดส่วนลูกค้าเมื่อเทียบจากรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักพบว่า มาจากคนไทย 20% จีน 12% สหรัฐ 9% และ อินเดีย 5-6% หลังสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทำให้ลูกค้าชาวจีนหายไปเป็นจำนวนมาก 


สำหรับสัดส่วนรายได้ในปี 63 มาจากโรงแรมราว 97% (รายได้จากค่าห้องพัก 70% และ รายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 30%) และที่เหลือมาจากค่าเช่า ปัจจุบันมีพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค๊อก คิดเป็นรายได้ประมาณ 3% ของรายได้รวม


ทั้งนี้จากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป ทำให้บริษัทต้องกระตุ้นลูกค้าชาวไทยเข้ามาใช้บริการแทนด้วยการทำโปรโมชั่น และ ลดราคาที่พัก และเร็วๆนี้จะมีงานไทยเที่ยวไทย เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นยอดจองให้กลับมาดีขึ้นได้ และที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับเพิ่มราคาห้องพักเฉลี่ย 3% แต่อาจต้องปรับลดราคาลงเพื่อเพิ่มยอดจอง


"คาดปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลง 9.5% จากปี 62 และ เราก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน เพื่อประคองไม่ให้รายได้เราลดลงไปมากกว่านี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปีนี้รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย และ ผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมจะปรับตัวลดลง ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 จะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะเพียงยอดการยกเลิกการจองที่พักเฉลี่ยต่อวันก็หายไปเยอะแล้ว"นายเพชร กล่าว


*** ปักงบลงทุน 1.4 พันลบ. เน้นลงทุน HOP INN โรงแรมศักยภาพโตสูง


นายเพชร ระบุต่อว่าตั้งงบลงทุนปีนี้รวม 1,400 ล้านบาท แบ่งใช้สำหรับการปรับปรุงและการลงทุนต่อเนื่องภายในประเทศไทย 50% หรือ ประมาณ 700 ล้านบาท และ ใช้สำหรับการปรับปรุง และการลงทุนต่อเนื่องในประเทศฟิลิปปินส์ ประมาณ 50% โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และ การกู้ยืมจากสถาบันการเงินบางส่วน


เน้นขยายการลงทุนในกลุ่มโรงแรม HOP INN อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง เห็นได้จากในปี 62 ที่ผ่านมา แม้ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะมีอัตราการเติบโตในระดับต่ำ แต่ผลการดำเนินงานของโรงแรมภายใต้แบรนด์ “HOP INN" ที่เน้นกลุ่มลูกค้าในประเทศ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทย และ ประเทศฟิลิปปินส์


ปัจจุบันบริษัทมีโรงแรมที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ จำนวน 17 แห่ง และปีนี้จะเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ ภายใต้แบรนด์ "HOP INN" จำนวน 7 แห่ง ในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้ ณ สิ้นปี มีโรงแรม HOP INN รวมจำนวน 50 แห่ง ครอบคลุมใน 37 จังหวัดทั่วทุกภาคในประเทศไทย และ มีโรงแรมรวม 77 แห่ง เป็นโรงแรมภายในประเทศไทย จำนวน 72 โรง และ โรงแรมในประเทศฟิลิปปินส์ จำนวน 5 แห่ง


*** ต้นทุนการเงินลดเหลือ 3.96% จากสิ้นปีก่อน 4.15%


ขณะที่ปีนี้บริษัทมีภาระที่ต้องชำระคืนเงินต้น และ ดอกเบี้ยให้กับธนาคารพาณิชย์วงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้ชำระหนี้ให้กับธนาคารไปแล้ว 210 ล้านบาท ยังมียอดหนี้อีก 790 ล้านบาท ที่ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารพาณิชย์เพื่อขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป โดยที่ผ่านมาธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้ต้นทุนทางการเงินลดลงมาอยู่ที่ 3.96% จากสิ้นปีก่อนที่อยู่ 4.15%


*** โบรกฯแห่ลดประมาณการปี 63 รับผลกระทบโควิด-19 แนะเก็บหุ้นรอปี 64 ฟื้น


บล.หยวนต้า ระบุ เราปรับลดประมาณการกำไรปี 63 ลง 54% อยู่ที่ 257 ล้านบาท (-42% YoY) โดยคาดรายได้ 1H63 จะลดลงแรงจากผลกระทบการระบาดของโควิด-19 ช่วงต้นเดือน ม.ค. 63 ต่อมาประเทศจีนประกาศห้ามกรุ๊ปทัวร์ออกนอกประเทศในช่วงปลายเดือน ม.ค. ทำให้ให้จำนวนหนักท่องเที่ยวจีนลดลงแรงในช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นวันหยุดยาวในต้นปี ส่งผลให้เราปรับสมมุติฐาน RevPar (ex. Hop Inn) ในปี 63 ลงเป็น 8% YoY ลดลงจากทั้ง ADR และ Occ. Rate 


คาดการระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเนื่องในระยะ 6 เดือน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลง อย่างไรก็ตามคาดจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวใน 2H63 หลังสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐมากขึ้น


ยังแนะนำ "ซื้อ" ปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 5 บาท อ้างอิงค่าเฉลี่ย EV/EBITDA ที่ 13 เท่า บน -0.5SD ของ EV/EBITDA ย้อนหลัง 5 ปี จากราคาที่ลดลง -27.39% YTD สะท้อนผลกระทบโควิด-19ไปมากแล้ว หากสถานการณ์การของโรคระบาดกลับมาคลี่คลายใน 2H63 งบ 63 คาดอ่อนแอเป็นจุดต่ำสุดรอบ 5 ปี ตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ในปี 58 แม้ระยะสั้นหุ้นอาจมีบรรยากาศลบจากกระแสข่าวของไวรัสจากประเทศจีน แต่เรามองว่ารายการดังกล่าวเป็นรายการที่กระทบหนักในปีนี้เท่านั้น และจะกลับมาฟื้นตัวสู่ระดับการทำกำไรปกติในปี564 


ดังนั้นเป็นโอกาสทยอยลงทุนสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ยังเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของอุตฯท่องเที่ยวไทย อย่างไรก็ดี เชิงกลยุทธ์ อาจต้องรอให้ไตรมาส 2/63 ซึ่งน่าจะเป็นจุดต่ำสุดผ่านไปก่อน และจับตาประเด็นการคลี่คลายการระบาดโควิด-19 และการออกนโยบายภาครัฐเพิ่มเติมเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ


*** ฟาก MINT ไม่รอดเจอกระทบหนักเช่นกัน หลังโควิด-19 ระบาดยุโรป


บล.เคทีบี ระบุ MINT ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ไปยังยุโรป โดยเฉพาะการระบาดแบบเร่งตัวในประเทศอิตาลี และมีความเสี่ยงที่จะระบาดในยุโรปมากขึ้น โดยจะกระทบกับ MINT ในแง่ที่มีสัดส่วนกำไรในยุโรปจากการถือหุ้นใน NH Hotel (NH) สูงถึง 60% ของกำไรรวม


ประเด็นนี้จะส่งผลต่อมูลค่าหุ้นของ MINT ราว 5.53 บาทต่อหุ้น อ้างอิงจากการที่เราได้ทำ Sensitivity Analysis โดยสันนิษฐานว่าคนที่พักใน NH ที่ยุโรปหายไป 70% จำนวน 3 เดือน ส่งผลกระทบกำไรปี 63 อยู่ที่ 811 ล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 0.18 บาทต่อหุ้น อิง PER ที่ 31.50 เท่า


คงคำแนะนำ "ถือ" MINT ที่ราคาเป้าหมาย 37.00 บาท อิง DCF (WACC ที่ 7%, terminal growth ที่ 2%) เทียบเท่า PER ที่ 31.5x (+0.75SD above 5-yr average PER) โดยมีความเสี่ยงจากการระบาดของ COVID-19 และการ disrupt ในธุรกิจอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ delivery และแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ที่จะลดลง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด