ข่าวนี้ที่ 1

บจ.เร่งกันเงินสด-กู้แบงก์ ไถ่ถอนหุ้นกู้ หวั่นโรลโอเวอร์ไม่ได้

บจ.เร่งกันเงินสด-กู้แบงก์ ไถ่ถอนหุ้นกู้ หวั่นโรลโอเวอร์ไม่ได้

 


          บจ.แห่กันกระแสเงินสด-ขอวงเงินกู้แบงก์เพิ่มเติม รองรับการไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดปี 63 หลังโควิด-19 ทำตลาดบอนด์ซบเซา หวั่นโรลโอเวอร์ไม่ได้ TFG-TSE-NOBLE-LH-CHO-JKN เร่งเตรียมแผนสำรองไว้ในกรณีฉุกเฉิน ด้าน"ชูชาติ" เตรียมเสนอแบงก์ชาติช่วยอุ้มหุ้นกู้กลุ่มเสี่ยง หวั่นผิดนัดชำระ ด้าน ก.ล.ต.เกาะติดใกล้ชิด วาง 5 แนวทางจำกัดผลกระทบ 

 

          จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั่วประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้เริ่มประสบปัญหาการไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 63 บางรายขายหมด บางรายขายไม่หมด โดยเฉพาะหุ้นกู้กลุ่มเสี่ยง ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับต่ำกว่า investment grade (unrated และ non-investment grade) 


          ขณะที่บางบริษัทแม้หุ้นกู้เคยเป็นระดับลงทุนได้ (investment grade) แต่เมื่อสถานการณ์โควิดกระทบ ก็ทำให้อันดับเครดิตบริษัทลดลง และกระทบไปยังอันดับเครดิตของหุ้นกู้ถูกปรับลงสู่กลุ่มเสี่ยง 


          หลายบริษัทจึงต้องวางแผนสองรับมือ โดยการกันกระแสเงินสด รวมทั้งการขอวงเงินกู้จากแบงก์เพิ่มเติม เพื่อเตรียมนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ (โรลโอเวอร์) ในกรณีหุ้นกู้ขายไม่หมด


          ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการช่วยเหลือสภาพคล่อง โดยการตั้งกองทุน BSF แต่จะช่วยเฉพาะหุ้นกู้ในระดับ investment grade ส่วนหุ้นกู้ที่ต่ำกว่า investment grade เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการเข้ามาดูแล พิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือ เพื่อลดและจำกัดผลกระทบในวงกว้าง


*** TFG-TSE-NOBLE-LH-CHO-JKN กันเงินสดรองรับไถ่ถอนหุ้นกู้  

 

TFG

 

          นางสาวศิริลักษณ์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ ผู้ช่วยประธานอาวุโส กลุ่มงานบัญชีและสินเชื่อ บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า บริษัทมีเงินทุนเพียงพอสำหรับไถ่ถอนหุ้นกู้มูลค่า 1,100 ล้านบาทที่จะครบกำหนดในไตรมาส 3/63 โดยได้เตรียมเงินสดจากการดำเนินงานไว้แล้วส่วนหนึ่ง และอาจจะมีการกู้จากสถาบันการส่วนหนึ่ง หากหุ้นกู้มูลค่า 600 ล้านบาท ที่เตรียมเสนอขายระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-29 เม.ย.นี้ ขายไม่หมดตามเป้าหมาย

          อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้สอบถามไปยังผู้จัดการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ พบว่า มีนักลงทุนสนใจซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวเกิน 50% แล้ว โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน อายุหุ้นกู้ 3 ปี ซึ่งบริษัทมีอันดับเครดิตองค์กรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ BBB- ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่ม Investment Grade

          "เราได้เตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้าแล้วสำหรับการไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด หากหุ้นกู้ชุดใหม่ขายไม่หมด ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาช่วงนี้ เพราะการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุน ทำให้นักลงทุนจะลดความเสี่ยงและถือเงินสดมากขึ้น" นางสาวศิริลักษณ์ กล่าว

 

TSE

 

          นายสมภพ พรหมพนาพิทักษ์กรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า แม้หุ้นกู้ชุดล่าสุดจะเสนอขายได้เพียง 1,099.60 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1,650.00 ล้านบาท แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการไถ่ถอนหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนด เนื่องจากมีมูลค่าการไถ่ถอนเพียง 950 ล้านบาท

          ขณะเดียวกันไม่กระทบกับแผนการดำเนินงานและแผนการลงทุน เนื่องจากล่าสุดบริษัทได้วงเงินกู้จากสถาบันการเงินมาทดแทนหุ้นกู้ที่ขายไม่หมด ซึ่งถือว่าได้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าหุ้นกู้ประมาณ 1% โดยหุ้นกู็ที่บริษัทเสนอขายมีอัตราดอกเบี้ย 4.5% ต่อปี

 

NOBLE 

 

          นายอรรถวิทย์ เฉลิมทรัพยากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ ( NOBLE) ระบุว่า บริษัทเตรียมเงินรองรับการไถ่ถอนหุ้นกู้มูลค่า 1,500 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดไถ่ถอน 4 พ.ค.นี้ โดยมาจากเงินสดจากการดำเนินงานซึ่งมีอยู่กว่า 2,000 ล้านบาท รวมถึงมีวงเงินกู้จากสถาบันการเงินถึง 6,000 ล้านบาท แม้การเสนอขายหุ้นกู้ล่าสุดจะทำได้เพียง 490 ล้านบาท จากมูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท         

          " ที่จริงเรารู้อยู่แล้วว่าจะขายไม่หมด เพราะช่วงที่เสนอขายอยู่ในภาวะโควิด-19 ระบาดอย่างรุนแรง และไม่ได้กังวลเรื่องแหล่งเงินทุนสำหรับไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด เพราะมีเงินสดสูง และมีวงเงินกู้จากสถาบันการเงินอีก แต่หุ้นกู้ชุดนั้นต้องขาย เพราะมีกลุ่มนักลงทุนประจำที่รอซื้ออยู่ ส่วนช่วงปลายปีมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท ก็ไม่ได้กังวล เพราะมีแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องเพียงพอ รวมถึง ณ ตอนนั้นการระบาดของโควิด-19 อาจจะทุเลาลง ซึ่งจะทำให้สามารถขายหุ้นกู้ได้ตามปกติ" นายอรรถวิทย์ กล่าวกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"

 

LH

 

          นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH)เปิดเผยกับ  “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า ในปี 63 บริษัทมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนวงเงินประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยหุ้นกู้ชุดแรกที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในสิ้นเดือน เม.ย.63 วงเงินประมาณ 6,000 ล้านบาท และจะครบกำหนดไถ่ถอนวงเงิน 7,000 ล้านบาท ในเดือนต.ค.63

          สำหรับหุ้นกู้ชุดแรกที่จะครบกำหนด บริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอจะชำระไถ่ถอนหุ้นกู้วงเงิน 6,000 ล้านบาท หากไม่มีความต้องการของตลาด หรืออาจจะเป็นการออกหุ้นกู้ชุดใหม่บางส่วนแบบไม่เต็มจำนวน 6,000 ล้านบาท ในกรณีที่มีความต้องการต้องการซื้อน้อย

          "ต้องยอมรับว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ความน่าสนใจของตลาดมีน้อย บริษัทกำลังที่จะพิจารณาอยู่ว่าอาจจะใช้กระแสเงินสดที่มีอยู่ไปไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดก้อนแรกประมาณ 6,000 ล้านบาท หรืออาจจะออกชุดใหม่แค่เพียงบางส่วน เพราะต้องนำเงินไปซื้อที่ดิน" นายอดิศร กล่าว

 

JKN 

 

          นายธีรภัทร เพ็ชรโปรี รองกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบัญชี บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย (JKN) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า บริษัทมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอายุไถ่ถอนในปี 63 วงเงินรวม 900 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นชุดแรกจะครบกำหนดในเดือน ก.ค.วงเงิน 400 ล้านบาท และในเดือน พ.ย. จำนวน 500 ล้านบาท

          ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในเดือน พ.ย.วงเงินจำนวน 500 ล้านบาทก่อน ภายในเดือน พ.ค.หรือ มิ.ย.นี้ เนื่องจากมีเรื่องของการใช้หลักประกันต่างๆ จากนั้นจะไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในเดือนก.ค.วงเงิน 400 ล้านบาท โดยคาดจะทำการไถ่ถอน ด้วยการใช้กระแสเงินสดของบริษัทที่มีอยู่ขณะนี้ประมาณ 600 ล้านบาท รวมถึงวงเงินกู้จากสถาบันการเงิน ที่มีความสามารถกู้เงินได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท เนื่องจากที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทให้ความเห็นว่าในช่วงนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ เพราะภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย

          "รูปแบบการชำระหุ้นกู้ตอนนี้จะใช้กระแสเงินสดของบริษัท เพราะตอนนี้ตลาดไม่ค่อยเหมาะที่จะออกหุ้นชุดใหม่ ถึงแม้ว่านักลงทุนจะไม่มีความกังวลบริษัท เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาการคืนเงินหุ้นกู้ไม่เคยมีปัญหา แต่ที่ปรึกษาการเงินลงความเห็นว่าช่วงนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม จะต้องรอให้สถานการณ์เศรษฐกิจมันนิ่งกว่านี้" นายธีรภัทร กล่าว

 

GUNKUL

         

          นางสาวโศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ในช่วงวันที่ 27-29 เม.ย. 63 บริษัทมีแผนจะออกและเสนอขายหุ้นกู้วงเงิน 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดในเดือนพ.ค.วงเงิน 1,000 ล้านบาท เบื้องต้นหุ้นกู้ชุดใหม่จะมีอัตราดอกเบี้ยลดลงจากเดิมเล็กน้อย ทั้งนี้ เชื่อว่าหุ้นกู้ดังกล่าวจะสามารถเสนอขายให้กับนักลงทุนรายใหญ่ และนักลงทุนประเภทสถาบันได้จนหมด

          บริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งบริษัทมีกระแสเงินสดจากธุรกิจไฟฟ้า ปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท จากการที่โรงไฟฟ้าจ่ายไฟเข้าระบบแล้ว 430 MW และมีแผนบริหารหนี้สินโดยเฉพาะหุ้นกู้ที่มีวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท แผนเบื้องต้นจะทำการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้ชุดเดิม และหากมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพิ่มเติมก็ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกเต็มจำนวน โดยสามารถเอาเงินสดไปชำระถือหุ้นกู้ที่ครบกำหนดได้เพื่อลดวเงินหุ้นกู้

          บริษัทยังเป้ารายได้ปีนี้จะทำได้ประมาณ 9,000 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าสู่ระบบแล้วประมาณ 430 MW ประกอบกับธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้ามีมูลค่างานในมือประมาณ 8,000 ล้านบาทขณะเดียวกันอยู่ระหว่างวางแผนประมูลงานใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังมีงานใหม่ออกมาให้ประมูลอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสCovid-19 ธุรกิจของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการดังกล่าวแต่อย่างใด จึงทำให้เชื่อว่ารายได้และกำไรของบริษัทในปีนี้จะเติบโตทุกไตรมาส

          "ในปีนี้มีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดก้อนเดียว 1,000 ล้านบาท วันที่ 27,28 และ 29 เม.ย.นี้จะเสนอขายให้ชุดใหม่ เพื่อรีไฟแนนซ์ชุดเดิม มั่นใจว่าจะขายได้หมดเกลี้ยงโดยไม่มีปัญหา เพราะขายให้กับรายใหญ่และสถาบันดอกเบี้ยก็ดีกว่าเดิมนิดหน่อย โควิดไม่กระทบต่อผลงานของบริษัทเลย ขณะนี้ทุกอย่างยังเดินหน้าไปตามแผน มีกระแสเงินสดจากธุรกิจไฟฟ้าก็ 3,000-4,000 ล้านบาทแล้ว" น.ส. โศภชา กล่าว

 

CHO 

 

          นายนิติธร ดีอำไพ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ.ช ทวี (CHO) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าบริษัทจดทะเบียนหลายบริษัท อาจเผชิญปัญหาไม่สามารถขายหุ้นกู้ได้หมด จากผลกระทบของโควิด-19 นั้น สำหรับบริษัทมั่นใจว่าจะไม่เจอปัญหาดังกล่าว เนื่องจากหุ้นกู้บริษัทมีนโยบายชัดเจนว่าจะนำไปลงทุนในโครงการภาครัฐ และทุกครั้งที่บริษัทจะออกหุ้นกู้ก็ต่อเมื่อสามารถประมูลโครงการได้

          โดยในวันที่ 28 เมษายนนี้ บริษัทเตรียมเสนอราคาประมูลรถเมล์  บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 314 คัน ซึ่งมีความมั่นใจประมาณ 90% ว่าจะชนะการประมูล เนื่องจากบริษัทมีประสบการณ์ และหากบริษัทชนะประมูล  บริษัทได้เตรียมใช้เงินลงทุนจากการออกหุ้นกู้ 1,000 ล้านบาท อายุประมาณ 2-3 ปี ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน  
 
          แต่อย่างไรก็ตามด้วยภาวะตลาดยังถูกกดดันจากการระบาดของโควิด-19  บริษัทได้เตรียมแผนรองรับกรณีหุ้นกู้ดังกล่าวอาจจะไม่ได้รับความสนใจ คือเตรียมกู้เงินกับสถาบันการเงินแทน ซึ่งจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ 8% สูงกว่าหุ้นกู้ที่ดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 5% 

          "การขายหุ้นกู้ของเราปกติเช็กลูกค้ากับมาร์เก็ตติ้งของบริษัทหลักทรัพย์ก่อน ซึ่งขายได้อยู่แล้วเพราะเราออกหุ้นกู้เพื่อไปลงทุนในโครงการที่ชัดเจนมีแหล่งที่มาที่ไป แต่หากหุ้นกู้ที่เราออกขายไม่หมด เราก็ยังเดินหน้าโครงการเหล่านี้ได้ เพราะเรามีสถาบันการเงินพร้อมจะสนับสนุน แม้ต้นทุนดอกเบี้ยจะสูงขึ้นแต่ก็เป็นระดับที่เรารับได้  " นายนิติธรกล่าว

          ทั้งนี้ หุ้นกู้เดิมที่บริษัทเคยออกเป็นประเภทไม่มีหลักประกันและไม่มีเรตติ้ง ซึ่งจะมีครบกำหนดในเดือนกันยายนนี้จำนวน 201 ล้านบาท และหุ้นกู้จำนวน 545 ล้านบาทจะครบกำหนดในปี 2564 ซึ่งทั้ง 2 ชุดนี้เป็นหุ้นกู้ที่ออกมารองรับโครงการรัฐ  ซึ่งบริษัทมีเงินสดจากทั้งการขายที่ดินและกำไรของโครงการดังกล่าวเตรียมไว้ไถ่ถอนแล้ว ไม่กระทบ
กับเงินสดที่จะใช้ในการดำเนินงานอื่นๆ  

          สำหรับรายได้บริษัทในปีนี้คาดว่าจะเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยวางไว้ที่ 10% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้รายได้จากการผลิตรถลำเลียงอาหารของสายการบินในประเทศคือการบินไทยมูลค่า 55 ล้านจะเลื่อนการรับรู้รายได้ไปเป็นปี 2564 ส่วนการประมูลผลิตรถลำเลียงอาหารของต่างประเทศถูกเลื่อนไปประมูลในปี 2564 แทน ซึ่งสัดส่วนรายได้รถลำเลียงอาหารมีประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดในปีนี้

          อย่างไรก็ตามแม้สัดส่วนรายได้รถลำเลียงจะหายไป แต่มีรถส่งกับข้าว(รถพุ่มพวง) และรถฉีดฆ่าเชื้อและรถฉีดพ่นกันฝุ่น PM2.5 เข้ามาแทน โดยสัดส่วนรายได้ที่เข้ามาคิดเป็น 7-8% ของรายได้ทั้งหมด

           "เป้ารายได้ปีนี้เราคงต่ำกว่า 10% ไม่ถึง 2 พันล้านบาทแน่ๆ จากปัจจัยหลักคือรถลำเลียงอาหารที่หายไป แต่ก็จะมีรถฆ่าเชื้อ PM2.5 มาแทน ซึ่งรายได้ตรงนี้ไม่ได้อยู่ในแผนงานของเรา โดยเราจะประเมินแผนงานกันใหม่ช่วงเดือนมิถุนายนนี้ " นายนิติธร


*** ทริสเรทติ้ง หั่นอันดับเครดิตองค์กร - อันดับเครดิตหุ้นกู้ฯ PSL 

 

          ล่าสุด บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้ปรับลดอันดับเครดิตองค์กร ของ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL)เหลือ "BB+" จาก "BBB-"และลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันเหลือ "BB"จาก "BB+" ซึ่งถือว่าอยู่ต่ำกว่าระดับ Investment Grade ขณะเดียวกันประกาศ "เครดิตพินิจ" แนวโน้ม "Negative" หรือ "ลบ" สำหรับอันดับเครดิตของบริษัทด้วย

          การประกาศผลอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการหาแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาใช้ไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระของบริษัท ท่ามกลางภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยของตลาดเงิน ตลาดทุน รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทที่จะอ่อนแอลงอันเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

          ทั้งนี้ PSL มีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระรวมจำนวน 218 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะ 12 เดือนข้างหน้านับตั้งแต่ เม.ย.63 - มี.ค.64 ในจำนวนนี้รวมหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระจำนวน 54.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย.63 (ซึ่งได้มีการเข้าทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินจากจำนวน 1.96 พันล้านบาท) และจำนวน 99.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน ม.ค.64 (มีการเข้าทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินจากจำนวน 3.59 พันล้านบาท)
     
    
*** ก.ล.ต. เกาะติดหุ้นกู้กลุ่มเสี่ยง - ดีเดย์ 30 เม.ย.อัปเกรดแอป เช็คชื่อหุ้นกู้เสี่ยง 

 

          สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ติดตามสถานการณ์ของตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง (unratedและ non-investment grade) มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ประสานงานกับบริษัทผู้ออกตราสาร บริษัทหลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาแนวทางเพื่อลดและจำกัดผลกระทบในวงกว้างเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมาตรการที่ ก.ล.ต. ดำเนินการที่ผ่านมา สรุปได้ ดังนี้         

          1.ติดตามสถานการณ์และผู้ออกตราสารอย่างใกล้ชิด
          2.ก.ล.ต. ตั้งศูนย์ประสานงานหุ้นกู้  เพื่อติดต่อสอบถามและให้คำแนะนำผู้ออกตราสาร กรณีคาดว่าจะไม่สามารถ rollover ได้
          3.จัดตั้งคณะกรรมการกำกับและพัฒนาตลาดตราสารหนี้  เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการกำกับและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ยกระดับ ecosystem ของตลาดตราสารหนี้ และช่วยหาแนวทางแก้ปัญหาเป็นรายกรณีหากจำเป็น
          4.แนะนำผู้ออกตราสาร ,ตัวกลางในการขาย และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้  เช่น แนวทางการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้  การมอบฉันทะ  การจัดประชุมแบบ e-meeting กรณีผู้ออกต้องการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อแก้ไขข้อกำหนดสิทธิในเรื่องต่าง ๆ
          5.กำชับผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ให้ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้

          ก.ล.ต.จะเปิดตัวแอปพลิเคชัน "SEC Bond Check" เวอร์ชันที่ 2 ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ เพื่อแสดงข้อมูลรายชื่อผู้ออกตราสารหนี้รายใหญ่ และจำนวนยอดคงค้างของผู้ออกตราสารหนี้ non-investment grade และ unrated สูงสุด  10 รายแรก  เพื่อให้ผู้ลงทุนทราบว่าผู้ออกตราสารหนี้เหล่านี้มีการพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากการออกตราสารหนี้เป็นจำนวนมากเท่าใด และสามารถนำไปประเมินความเสี่ยงประกอบการตัดสินใจลงทุน 
          นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถค้นหาชื่อผู้ออก  อัตราดอกเบี้ย อันดับความน่าเชื่อถือ อายุคงเหลือ และระดับความเสี่ยงได้  

 

*** "ชูชาติ" เสนอแบงก์ชาติอุ้มหุ้นกู้ต่ำกว่า investment grade 

 

          นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า (27 เม.ย.-1 พ.ค.) เตรียมส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกองทุน BSF โดยอยากเห็นการทบทวนแนวคิดการช่วยเหลือภาคเอกชนที่ออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนที่ออกหุ้นกู้ในระดับที่ต่ำกว่า Investment grade มากกว่า 

          นายชูชาติ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า MTC ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องนี้เลย เพราะหุ้นกู้ของบริษัทเกรด BBB+ และเชื่อว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะขยายธุรกิจด้วยหุ้นกู้ได้ แต่สาเหตุที่อยากเสนอกับรัฐบาล  เป็นการทำหน้าที่ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่เห็นสัญญาณความดือดร้อนจากเพื่อนร่วมอาชีพ ที่ได้มาพูดคุย ปรึกษาหารือกันว่าการโรลโอเวอร์ (rollover) ช่วงนี้ทำได้ยากลำบากมากขึ้น แล้วพอจะมีแนวทางไหนช่วยได้บ้าง 

          "ถามว่ามาเสนอเรื่องนี้ทำไม ก็ในฐานะพลเมืองคนไทยคนหนึ่งที่เห็นเพื่อนร่วมอาชีพ คุยกัน เขาบ่นมาแล้วไง เขาต่ำกว่า investment grade เขาเริ่มคุยกับผม บอกแบงก์ก็ไม่สนับสนุน ตั๋วของเขาแค่ 500 หรือ 300 ล้านแต่ rollover ได้แค่ 50 ล้าน 60 ล้าน อย่างนี้ เสียงความเดือดร้อนเริ่มมา ก็คุยกัน ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้หน่อย ผมก็ช่วยนำเสนอ ช่วยกันในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ" นายชูชาติ กล่าว 
 
          ดังนั้น การเสนอจึงไม่ใช่เป็นการขัดแย้งกับความคิดของทางผู้ใหญ่ของแบงก์ชาติ แต่เป็นการเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติม สิ่งที่ทำดีอยู่แล้วในการช่วยเหลือกลุ่ม investment grade ก็เดินหน้าต่อ แต่กำลังบอกให้มองให้รอบข้างว่าแล้วที่ต่ำกว่า investment grade เราได้ดูแลเขาหรือไม่ ใครจะดูแลเพราะถ้ากลุ่มนี้เขามีปัญหา rollover ตํ๋วไม่ได้ ย่อมกระทบต่อผู้ที่ลงทุนในหุ้นกู้ และกระทบต่อมาที่สถาบันการเงิน

          ผู้ประกอบการที่เดือดร้อนมีแทบจะทุกกลุ่ม เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธุรกิจพลังงานและธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งมีวงเงินหุ้นกู้ไม่มากแต่เริ่ม rolloverได้ยาก จึงมองว่าการที่มีภาครัฐมาช่วยซื้อบางส่วน ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ต้องหาเงินเองทั้งหมด 100% จึงอยากเห็นรูปแบบการช่วยเหลือ เหมือนกับที่ช่วยกลุ่ม investment grade 
   
          "ที่ผมกำลังพูดคือมันเป็นเชิงจิตวิทยามากกว่า คือ ถ้าหากว่ามีแบงก์ชาติ หรือหน่วยงานไหนมารองรับแล้ว ตรงนี้คนที่ rollover หุ้นกู้ที่ต่ำกว่า investment grade ก็จะได้สบายใจว่าอย่างน้อยมีคนมาดูแล มันจะเป็นผลบวกในเชิงจิตวิทยามากกว่าครับ"  นายชูชาติ ระบุ  

          นอกจากนี้ ในฐานะที่เขาเป็นเศรษฐีอันดับ 10 ของประเทศ นายชูชาติ ยังได้เสนอแนวทางช่วยเหลือคนไทยในสถานการณ์โควิด-19 ด้วยกัน 4 แนวทาง รวมงบประมาณที่เตรียมไว้ทั้งสิ้น 110 ล้านบาท พร้อมทั้งเผยว่านายกฯ ฝากมาอย่าเลิกจ้างพนักงาน ซึ่ง MTC ก็ไม่ได้ลดพนักงาน และยังเตรียมจะรับเพิ่มปีนี้ประมาณ 1,000 คน เพื่อรองรับการเปิดสาขาใหม่อีก  600  แห่ง รวมเป็น 4,700 แห่งสิ้นปีนี้  

          ข่าวที่เกี่ยวข้อง : MTC ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ช่วยอุ้มหุ้นกู้ที่ต่ำกว่า Investment grade

     
 


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด