ข่าวนี้ที่ 1

กูรูลุ้นกนง.หั่นดอกเบี้ย หนุนเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น

กูรูลุ้นกนง.หั่นดอกเบี้ย หนุนเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น

นักวิเคราะห์คาด กนง.ประกาศลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.25% แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุแนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือปี 62 ถึงปีหน้าฟื้นตัวช้า คาดช่วยถ่าง Market Earning Yield Gap แตะ 5% หนุนเม็ดเงินย้ายจากตราสารหนี้เข้าตลาดหุ้น ด้านนักวิชาการ เสียงแตก มองประชุม กนง.รอบนี้ คงดอกเบี้ย แต่อาจปรับลดในช่วงกลางเดือนธ.ค.นี้ เชื่อไม่กระทบตลาดหุ้น

 

*** ASP คาดกนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%  

 

บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซียพลัส มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ลง 0.25% จากปัจจุบัน 1.5% เหลือ 1.25% ทำระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สอดคล้องกับผลสำรวจ(Consensus) ใน Bloomberg ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาด กนง. จะลดดอกเบี้ยในรอบนี้ 

 

ด้วยเงินเฟ้อไทย ล่าสุดเดือน ต.ค. ขยายตัว 0.11% ชะลอจาก 0.32% ในเดือน ก.ย. ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rate) หรือ ส่วนต่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อ และ อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.5% ปรับกว้างขึ้นเป็น 1.39% เป็นช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยลงได้

 

*** เศรษฐกิจยังแย่ หนุนกนง.ลดดอกเบี้ย

 

สำหรับสาเหตุหลักที่จะทำให้ กนง. ปรับลดดอกเบี้ยมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 62 ถึงปี 63 ยังฟื้นตัวล่าช้า เห็นได้จากรายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ย.62 ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมาชะลอตัว โดยเฉพาะการส่งออกที่หดตัวเฉลี่ยราว 2.2% นับตั้งแต่ต้นปี จากผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐ-จีน 

 

และกระทบต่อการลงทุนเอกชนจากอัตราการใช้กำลังการผลิต เดือน ก.ย. ลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 64.5% ชะลอจากเดือน ส.ค. ที่ 66.5% ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนจะยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 1 พ.ย.62 ที่มาเร็วกว่าคาดทำให้มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงปลายปี ซึ่งจะกระทบกับกำลังซื้อประชาชน

 

ด้านค่าเงินบาทยังแข็งค่า ล่าสุด แกว่งอยู่ที่ระดับ 30.15 บาท/ดอลลาร์ จากต้นปี เฉลี่ยราว 32.2 บาท (ถือแข็งค่ามากสุดในภูมิภาค เทียบกับสกุลอื่นในภูมิภาคแข็งค่าน้อยกว่า หรือ อ่อนค่า อาทิ เงินรูเปียอินโดนีเซียแข็งค่า 3%, เงินเปโซ ฟิลิปปินส์แข็งค่า 2.5% ขณะที่เงินมาเลเซียริงกิต และ เงินรูปีอินเดียอยู่ในทิศทางอ่อนค่า ซึ่งการที่เงินบาทที่แข็งค่าทำให้ราคาสินค่าส่งออกไทยแพงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และ กระทบต่อรายรับของผู้ส่งออกลดลง

 

*** หนุนเงินตราสารหนี้ย้ายเข้าตลาดหุ้น

 

บล.เอเซีย พลัส ระบุต่อว่า หาก กนง. ปรับลดดอกเบี้ยตามคาดจริง จะส่งผลทำให้ Market Earning Yield Gap ขยายขึ้นไปแตะระดับ 5% โดยปัจจุบันขยายขึ้นมาอยู่ที่ 4.85% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก (ค่าเฉลี่ยนับจากปี 51 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 4.28%) ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนจากตราสารหนี้เข้ามาสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น

 

*** นักวิชาการเชื่อลดดบ.ไม่ส่งผลดี มั่นใจรอบนี้คงดอกเบี้ย

 

นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" คาดกนง. จะตัดสินใจคงดอกเบี้ยในปีนี้ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างชัดเจน และสถานการณ์เงินเฟ้อขณะนี้เอื้อต่อการลดดอกเบี้ย

 

เนื่องจากมองว่าที่ผ่านมาการปรับลดดอกเบี้ยไม่ได้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน เนื่องจากแม้กนง.จะต้องการให้ธนาคารลดดอกเบี้ยลง แต่ธนาคารบางแห่งกลับปรับลดดอกเบี้ยเฉพาะเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) และ ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) ไม่ได้ปรับลง

 

"หากกนง. จะปรับลดดอกเบี้ย ต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจน เพราะถ้าลดดอกเบี้ยแล้วแบงก์ไม่ตอบสนอง จะสะท้อนว่านโยบายสูญเสียความน่าเชื่อถือ ตัวเลขดอกเบี้ย 1.5% หรือ 1.25% ก็ไม่ต่างอะไร ไม่ได้ช่วยเรื่องบรรยากาศของตลาด เพราะภาพเศรษฐกิจมันชะลอตัวชัดเจน ดังนั้นนโยบายที่ควรทำมากกว่า คือ ภาคอสังหาฯ โดยเฉพาะ LTV"นายนริศ กล่าว

 

*** โนมูระเชื่อคงดอกเบี้ยรอบนี้ ก่อนปรับลงรอบธ.ค.62

 

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า การประชุมกนง. ครั้งนี้ (6 พ.ย. 62) เชื่อว่าจะมีมติคงดอกเบี้ยไปก่อน เพื่อรอประเมินผลจากการลดดอกเบี้ยนโยบายรอบก่อนหน้านี้ รวมถึงการพิจารณาผลกระทบสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกให้ชัดเจน ก่อนที่กนง.จะลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบวันที่ 18 ธ.ค. นี้

 

*** เชื่อคงดอกเบี้ยรอบนี้ ไม่กระทบตลาดหุ้นไทย

 

ทั้งนี้หากกนง.คงดอกเบี้ยนโยบายตามคาด จะไม่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากเป็นประเด็นที่อยู่ในคาดการณ์ของตลาดอยู่แล้ว ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ได้รับผลกระทบอีกด้วย
"เรายังเชื่อว่าในวันพรุ่งนี้กนง. จะคงดอกเบี้ยไปก่อน และ ไปลดเอาตอนปลายปี โดยเชื่อว่าตลาดจะไม่ตกใจกับผลการประชุมครั้งนี้"นายกรภัทร กล่าว

 

ด้านนายนริศ เผยต่อว่า สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทย มองว่ากลงทุนไม่ได้พิจารณาลงทุนจากปัจจัยดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่จะมองภาพรวมทั้งหมด เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ดังนั้นประเด็นคงดอกเบี้ยไม่เพียงพอที่จะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของตลาด หรือ นักลงทุนได้
"หุ้นจะขึ้นจะลง นักลงทุนมองภาพรวม ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ยเท่านั้น เพราะลดดอกเบี้ยไป ก็ไม่ได้ช่วยผลักดันบรรยากาศตลาดมาเป็นบวกได้"นายนริศ กล่าว


*** IMF ชี้ไทยยังมีช่องว่างให้ใช้นโยบายการเงิน

 

นางคริสตาลีนา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า การประชุมกนง. จะต้องระมัดระวังในการใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงในระยะข้างหน้าที่ยังต้องติดตาม  ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ โดยด้านต่างประเทศ ยังมีเรื่องความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยฉุดรั้งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

อย่างไรก็ตามมองว่าประเทศไทย ยังมีช่องว่างที่จะดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอีก รวมถึงมีทุนสำรองสูง จึงเป็นกันชนสำหรับรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นได้

 

“ไทยโชคดีที่มีนโยบายการเงิน การคลังเหลือที่จะใช้เพื่อประคองเศรษฐกิจ แต่จะใช้เมื่อไหร่ คงขึ้นอยู่กับผู้บริหารของประเทศ สำหรับนโยบายด้านการคลังนั้น ถือเป็นเรื่องดี แต่การดำเนินงานหรือกลไกในการใช้ต้องระมัดระวัง และต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่การหว่านเงินอย่างเดียว ต้องมีกลไกรองรับและให้เงินเข้ากระเป๋าประชาชนด้วย”นางคริสตาลีนา กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด