ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้นธปท.หั่นดอกเบี้ย ดัน SET เดือนพ.ค.แตะ 1,321 จุด

ลุ้นธปท.หั่นดอกเบี้ย ดัน SET เดือนพ.ค.แตะ 1,321 จุด

     โบรกฯ ประเมินตลาดหุ้น พ.ค.ยังเจอหลายปัจจัยลบกดดัน - จับตาจีดีพี Q1/63 จะติดลบถึง 7% - งบหุ้นน้ำมันและการบินสาหัส เล็งหั่น EPS รอบที่ 4 คาดสถาบันสู้ Sell in May ไม่ไหว ลุ้นธปท.หั่นดอกเบี้ยช่วยหนุนดัชนีไป 1,321 จุด        

* SET ปิดเดือน เม.ย. ยืน 1,300 จุด  - ต่างชาติขาย 4.6 หมื่น ลบ. 
    
    ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายส่งท้ายเดือนเมษายน 2563 ที่ระดับ 1,301.66 จุด เพิ่มขึ้น 18.98 จุด หรือ 1.48% มูลค่าการซื้อขาย 79,145 ล้านบาท โดยเดือนนี้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนจากบริเวณ 1,100 จุด หรือคิดเป็นการปรับขึ้นตลอดเดือนประมาณ 18% 
    
    ขณะที่สัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ เดือนเม.ย.นี้ ยังคงขายสุทธิ 46,975 ล้านบาท (YTD ขายสุทธิ 162,330 ล้านบาท ) นักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 23,674.67 ล้านบาท (YTD ซื้อสุทธิ 49,748 ล้านบาท )  บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 4,512 ล้านบาท (YTD ขายสุทธิ 2,837 ล้านบาท )  นักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 18,788 ล้านบาท (YTD ขายสุทธิ 115,420 ล้านบาท )  
    
* คาดจีดีพี Q1/63 ติดลบ 7% - Q2 หนักสุด 

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมว่า  สำหรับจีดีพี Q1/63 ไทยที่จะประกาศ 18 พ.ค. คาดหดตัว  ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 ยังคงมีมุมมองเดิมจะเข้าสู่ภาวะถดถอย Recession (จีดีพีหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 2 ไตรมาส) จากปัญหาโควิด-19  โดยคาดจีดีพีทั้งปี 2563จะติดลบ 1.4% อย่างไรก็ตามรอการประกาศจีดีพี Q1/63 จากสภาพัฒน์ฯ วันที่ 18 พ.ค.2563 

    เบื้องต้น ASPS ได้ประมาณการจีดีพีไทยงวด Q1/63 ผ่านข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน อิงจาก Leading Economics Indicator ของไทย ในช่วง 2M2563 จะออกมาติดลบ 7% ถือเป็น Downsid ต่อประมาณการจีดีพีปี 2563 ที่ปัจจุบันคาด  -1.4% เนื่องจาก ASPS ยังมีมุมองงวด  Q2/63 คาดจะเป็นงวดที่ GDP จะติดลบมากที่สุด และน่าจะเป็น Bottom ของปีและคาดจะกลับค่อยๆ  ดีขึ้นในงวดไตรมาส 3 เป็นต้นไป 

 * จับตางบบจ.ดิ่ง พลังงาน - การบิน สาหัส   

     SET Index ฟื้นขึ้นเร็วราวครึ่งทาง จากจุดต่ำสดของปีที่ -39% เหลือ -19%ytd ในยามที่ไร้ Fund Flow หนุน และต่อจากนี้คงต้องกลับมาให้น้ำหนักในเรื่องผลประกอบการหลักเนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงประกาศ Earning Season งวด Q1/63 เริ่มจากกลุ่ม ธ.พ. มีกำไรสุทธิในงวด Q1/63 อยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาทลดลง 17 %yoy เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตอจากนี้เป็นการประกาศใน Real Sector หลายกลุ่มโอกาสปรับตัวลงแรงเกิน 40%yoy 
    
    กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ต้องเผชิญกับผลขาดทุน จากการบันทึกขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันตามราคาน้ำมันดิบ ณ สิ้นงวด Q1/63 ที่ปรับตวลดลงจาก Q1/62 ราว 25-30 เหรียญ รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนค่ากว่า 2.5 บาท/เหรียญฯ

    กลุ่มขนส่งทางอากาศ คาดลดลงอย่างมีนัยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลกระทบหลักมาจากปริมาณความต้องการเดินทางที่ลดลง โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดโควิด-19 อย่างหนักสะท้อนจากจํานวนผู้ใช้บริการเส้นทางในประเทศ และเส้นทางต่างประเทศของ  AOT ที่ลดลง 35.5%yoy และ 22.7%ตามลําดับ ขณะที่สายการบินคาดวาจะพลิกจากกําไรใน Q1/62 มาเป็นขาดทุนทุกราย รวมถึงหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่กำไรมีโอกาสลดลงทั้ง qoq และ yoy เช่นกัน คือ กลุ่มท่องเที่ยว , พลังงาน, อสังหาฯ ฯลฯ

*  เตรียมหั่น EPS รอบ 4 

    ผลสํารวจเบื้องต้นจากการทํา Earning Preview  จำนวน 49 บริษัท (สัดส่วน 38% ของ Market Cap ทั้งตลาด ) คาดวาจะเห็นการลดลงของฐานกําไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญจากงวด Q1/62 มีกําไรสุทธิรวม 1.20 แสนล้านบาท เหลือ3.81 หมื่นล้านบาท (ลดลงเกือบ 70%) และต่อให้กําไรงวด Q1/63 ของบริษัทจดทะเบียนเหลือ เท่ากับงวด Q1/62 จะส่งผลให้ภาพรวมกําไรบริษัทจดทะเบียนงวด Q1/63 อยู่ที่ 1.82 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 23% ประมาณการทั้งปี

    ปกติแล้วไตรมาสแรกของปี กําไรจะมีสัดส่วนงสงสุดดของปีราว 28% ของประมาณการทั้งปีบวกกับไตรมาสที่ 2 ปีนี้น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี ดังนั้นทำให้ประมาณกําไรในช่วง Q2-Q4 กว่า 5.98 แสนล้านบาท (สัดส่วน 77%) ถือเป็นอะไรที่ท้าทายมาก  กําไรงวด Q1/63 หดตัวอาจนําไปสู่การปรับลดประมาณการกําไรปี 2563 รอบที่ 4 ดังนั้นหากกำไรงวด Q1/63 หดตวแรงอาจเปิดความเสี่ยงให้ฝ่ายวิจัยมีโอกาสปรับลดกําไรต่อหุ้น (ESP) ปี 2563 ลง เป็นรอบที่ 4 

*  สถาบันรับมือ Sell in May ไม่ไหว หลัง SSF ขายไม่ออก  

    ตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงปัจจุบันเม็ดเงินต่างชาติทยอยไหลออกจากตลาดห้นในภูมิภาคถึง 4.2 หมื่นล้านเหรียญ (ytd) โดยไต้หวันถูกขายสุทธิหนักสุดกว่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญ เกาหลีใต้ 1.7 หมื่นล้านเหรียญ ตามด้วยอินโดนีเซีย 1,204 ล้านเหรียญ ฟิลิปปินส์ 934 ล้านเหรียญ และไทยที่ยังคงขายสุทธิเป็นปีที่ 3 กว่า 5 พันล้านเหรียญหรือ 1.6 แสนล้านบาท 

    หากพิจารณาเฉพาะตลาดหุ้นไทยพบว่านักลงทุนต่างชาติยังลังเลการลงทุน ทั้งตลาดตราสราหนี้และตลาดหุ้น ตางชาติขายสุทธิกว่า 9.3 หมื่นล้านบาท (ytd) และ 1.04 แสนล้านบาท (ytd) ตามลําดับซึ่งเป็นแรงขายที่สูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายทั้ง 2561 ที่ต่างชาติขายสุทธิมากสุดเป็น
ประวัติการณ์กว่า 2.82 แสนล้านบาท

    แนวโน้ม Fund Flow ในเดือน พ.ค. 2563 ยัง ไหลออกอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในไทยที่ยังไม่นิ่ง รวมถึงเดือน พ.ค. มักเป็นเดือนที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทยมากที่สุดเฉลี่ยสูงถึง 1.65 หมื่นล้านบาท กดดันตลาดหุ้นไทยมักจะปรับตัวลงแรงเสมอ เฉลี่ยลดลงราว2% และเป็นการปรับตวลงถึง 8 ปีใน 10 ปี

    เนื่องจากเดือน พ.ค. เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นเครื่องหมาย XD และจ่ายปันผลงบปี 2562 เกือบหมดแล้วกว่า 408ใน 488 บริษัท (คิดเป็น 83% ของบริษัทที่ประกาศจ่ายปันผล) ทําให้นักลงทุนมีการโยกเงินกลับประเทศบางส่วนรวมถึงก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ยังได้เก็งกําไรหุ้นแล้ว จึงไม่มีแรงซื้อที่เข้ามาหนุนตลาดเหมือนกับเดือนที่ผ่านมา 

    ขณะที่แรงซื้อจากสถาบันเริ่มแผ่วลงในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน SSFX อาจไม่ช่วยหนุนตลาดอย่างที่นักลงทุนคาดหวังมากนัก เนื่องจากมียอดซื้อสะสม ณ 24 เม.ย. 2563 น้อย ซึ่งไม่ถึง 1 พันล้านบาท แรงซื้อของนักลงทุนสถาบัน  จึงรับมือกับ Sell in May ได้จํากัด 

*  ลุ้นธปท.ลดดบ.อาจหนุน SET ไปได้ถึง 1,321 จุด 

    บล.เอเซียพลัส เปิดเผย Valuation ทางพื้นฐานของหุ้นไทยเริ่มตึงตัว โดยประเมินบนคาดการณ์กำไรสุทธิ/หุ้น (EPS) ของตลาดปี 63 ที่ 72.62 บาท/หุ้น (ต่ำกว่า Consensus ที่ 75 บาท/หุ้น) และให้ Market Earning Yield Gap ที่ 5% จะให้ค่า PER เป้าหมายที่ 17.4 เท่า คิดเป็น SET Index เป้าหมายที่ 1,264 จุด  แต่หากธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มีโอกาสขยายได้ 1,321 จุด แต่ท่าทีนโยบายทางการเงินแม้จะผ่อนคลาย แต่คาดว่ายังเน้นอัดฉีดเม็ดเงินรูปแบบอื่นมากกว่า    

* แนะลุยหุ้นผันผวนต่ำ ปันผลสูง 

    แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในเดือน พ.ค. 63 แนะจัดพอร์ตเตรียมรับความผันผวนของตลาด โดยเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่ผันผวนต่ำ ปันผลสูง โดยแนะนำ DCC เติบโตสวนกระแสบริษัทอื่นๆที่ผลประกอบการหดตัว , STA ความต้องการของถุงมือยางปรับตัวขึ้นมากในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 , RATCH เป็นหุ้น Defensive และปันผลสม่ำเสมอ , IVL ช่วงไตรมาส 2 เป็นช่วงไฮซีซั่นธุรกิจ , COM7 ระบายสินค้าออกในช่วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง รองรับสินค้าใหม่ๆ ที่จะเริ่มจำหน่ายหลังโควิด-19 คลี่คลาย และเทคโนโลยี 5G , KBANK ราคาปรับฐานลงมามากเกินไป 

    ส่วนหุ้นที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้น Over Value อย่าง ERW และ DELTA
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด