ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้น SET มิ.ย.แตะ 1,420 จุด แนะปรับพอร์ตเน้นหุ้นปลอดภัย

ลุ้น SET มิ.ย.แตะ 1,420 จุด แนะปรับพอร์ตเน้นหุ้นปลอดภัย

 
 

            "ทรีนีตี้" ประเมิน SET เดือนมิ.ย. เคลื่อนไหวในกรอบ 1,240-1,420 จุด อิง EPS ปีหน้า 84.3 บาท/หุ้น เผยรายย่อยเริ่มกลับเข้าตลาด แนะเลี่ยงหุ้นกลุ่มวัฏจักร เข้าหุ้นปลอดภัยกลุ่มโรงไฟฟ้า-สื่อสาร-ขนส่งมวลชน-เกษตรฯ-บริหารสินทรัพย์ ด้าน เอเซียพลัสแนะกลยุทธ์การลงทุน เน้นหุ้นเป้าหมายของฟันด์โฟลว์ BDMS-ADVANC-TTW

 

*** ทรีนีตี้ มอง SET มิ.ย. อยู่ในกรอบ 1,240-1,420 จุด  

           นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เผยมุมมองการลงทุนเดือนมิถุนายน 2563 ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มีโอกาสพัฒนาไปสู่สงครามการค้ารอบสอง จะเป็นปัจจัยที่จะมีน้ำหนักต่อการลงทุนของตลาดหุ้นมากขึ้น หลังสภาประชาชนแห่งชาติของจีนผ่านกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกง ทำให้เกิดการตอบโต้กันไปมาระหว่างสองประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีดำกับบริษัทจีนบางแห่ง และจีนตอบโต้ด้วยการกำหนดค่ากลางเงินหยวนให้อ่อนค่ามากขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แนะจับตาค่ากลางเงินหยวนนี้อย่างใกล้ชิด หากอ่อนค่ามากขึ้นจะเป็นสัญญาณไม่ดีถึงโอกาสที่สหรัฐฯ จะกลับมาขึ้นบัญชีดำจีนกรณีบิดเบือนค่าเงิน และออกมาตรการตอบโต้ทางการค้าต่างๆ ได้
          
          สำหรับดัชนีหุ้นไทยในปัจจุบันนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่แพงแล้ว เพราะซื้อขายด้วยระดับ Forward P/E สูงถึง 20 เท่า สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ นั่นหมายความว่าดัชนีในปัจจุบันนั้นเป็นการซื้อขายที่อิงกำไรตลาดในปีหน้าไปแล้ว จึงต้องลงทุนด้วยความระวังและถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง 

         ส่วนกรอบดัชนีเดือนนี้ มองกรณีดีสุดที่ 1,420 จุด กรณีฐาน 1,330 จุด และกรณีแย่สุดที่ 1,240 จุด อิงระดับประมาณการ EPS ปีหน้าที่ 84.3 บาท

       อย่างไรก็ดี ประเมินว่าดัชนียังจะปรับฐานแรงๆ ได้ยากในเดือนนี้ เนื่องจากถูกประคับประคอง ด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) แรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ไม่มีอิทธิพลใดๆ เนื่องจากระดับการถือครองตอนนี้อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 2) มาตรการ Uptick rule ของตลท. ที่ทำให้มูลค่า Short sales หายไปจากตลาดวันละ 4-5 พันล้านบาท และ 3) การเข้ามามีส่วนร่วมของนักลงทุนทั่วไป ที่ล่าสุดอยู่ในระดับราว 50% 
ของวอลุ่มการซื้อขายรายวันแล้ว

      "เหตุที่นักลงทุนกล้าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เป็นผลมาจากเงินบางส่วนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นกู้ เนื่องจากนักลงทุนมองว่ามีประเด็นความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและด้านเครดิตสูงขึ้น ในขณะที่ดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรภายในประเทศก็อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จึงทำให้นักลงทุนบางส่วนกล้าที่จะออกไปแสวงหาการลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้น เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้นนั่นเอง" 

 

*** แนะเลี่ยงหุ้นในกลุ่มวัฏจักร เข้ากลุ่มปลอดภัย 

        นายณัฐชาต กล่าวว่า ในภาวะเช่นนี้แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นในกลุ่มวัฏจักร (Cyclical)เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และหลบเข้าลงทุนหุ้นกลุ่มปลอดภัยจากปัจจัยภายนอก ซึ่งได้แก่ 1. กลุ่มโรงไฟฟ้า แนะนำ BGRIM,GPSC,GULF,RATCH,EGCO 2.กลุ่มสื่อสาร แนะนำ ADVANC,INTUCH 3. กลุ่มขนส่งมวลชน แนะนำ BTS,BEM 4.กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร แนะนำ CPF สำหรับหุ้นใหญ่ และ TFG,GFPT,ASIAN,CFRESH,CHOTI,APURE,SUN,RBF,XO, MALEE สำหรับหุ้นขนาดกลาง-เล็ก 5. กลุ่มธุรกิจบริหารสินทรัพย์ แนะนำ JMT 6.กลุ่มเหมาะเก็งกำไรบนธีมย้ายฐานการผลิตจากสงครามการค้า เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำ AMATA

 
*** แนะกระจายเงินลงทุนบางส่วน ไปยังหุ้นขนาดกลางและเล็ก     

          กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่นักลงทุนทั่วไปมีบทบาท แนะนำให้กระจายเงินลงทุนบางส่วนไปยังหุ้นขนาดกลางและเล็ก เพราะเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาดในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า เนื่องจากกำไรหุ้นกลุ่มนี้มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่ากำไรหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 ที่ยังเสี่ยงถูกลดประมาณการ นอกจากนี้ หุ้นขนาดกลางและเล็ก ซื้อขายต่ำกว่าตลาดมากว่า 3 ปี พี/อี ยังถูก และมีโอกาสที่กำไรจะเติบโต 50% ในปีหน้า ในขณะที่กำไรหุ้นขนาดใหญ่จะเติบโตเพียง 20% เท่านั้น

           นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจในเดือนนี้ ได้แก่ การประกาศรายชื่อหุ้นที่จะนำเข้า-ออก SET50และ SET100 ที่จะมีผลในเดือน ก.ค.เป็นต้นไป คาดว่าหุ้นที่จะนำเข้าคำนวณใน SET50 คือ TTW,BBP ส่วนที่จะถูกถอดคือ WHA และ BANPU สำหรับ SET100 หุ้นที่คาดว่าจะนำเข้าคำนวณคือ ACE, TVO, WHAUP, DOHOME, SIRI, RBF, SISB ส่วนหุ้นที่จะถูกถอดออกคือ MBK, THG, THAI, ERW, STPI, BGC, และ PSL

 
*** เน้นหุ้น Defensive ที่เป็นเป้าหมายของฟันด์โฟลว์ 

            บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นยังถูกปกคลุมจากความไม่แน่นอนจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งประเด็นการก่อจลาจลในสหรัฐ ความไม่สงบในฮ่องกง และความเสี่ยงจากสงครามทางการค้า  แต่ยังได้แรงหนุนจากสภาพคล่องส่วนเกินช่วยหนุนตลาด สังเกตได้จากตลาดหุ้นไทย ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อสุทธิสูงถึง 5.5 พันล้านบาท (หลังจากขายสุทธิทุกวันมาตลอดทั้งเดือน พ.ค.) หนุนให้ตลาดจากติดลบ -14.3 จุด ขึ้นมาปิดบวก 5.34 จุด อยู่ที่ 1342.85 จุด


          ส่วนหนึ่งเกิดจาก MSCI ได้มีการ Rebalance พอร์ตหุ้นไทยในช่วงท้ายของการซื้อขายซึ่งการปรับพอร์ตของกองทุนต่างประเทศ อาจจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ดังนั้น นักลงทุนอาจจะต้องคอยจับตาฟันด์โฟลว์ต่อจากนี้ หากเข้ามาต่อเนื่อง อาจช่วยพยุงตลาดในยามที่มีปัจจัยลบกดดันได้
     
          กลยุทธ์การลงทุน เน้นหุ้นที่เป็นเป้าหมายของฟันด์โฟลว์ทั้งในและต่างประเทศ 

          1. หุ้นที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ (ชอบ BDMS, BBL, LH, ADVANC) เริ่มจากฝ่ายวิจัยฯ ได้ทำการคัดกรองหา หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งที่น่าจะเป็นเป้าหมายของ Fund Flow จาก 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.1. เป็นหุ้นที่อยู่ในดัชนี MSCI Emerging Market 2.2. ราคาหุ้นกระโดดขึ้นมาในช่วงท้ายของวันศุกร์ 3.3. NVDR ซื้อสุทธิในวันศุกร์ โดยได้ผลลัพธ์ทั้งสิ้น 21 บริษัท โดยฝ่ายวิจัยฯชื่นชอบ BDMS, BBL, LH, ADVANC มากที่สุด  
   
         2. หุ้นที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนสถาบันฯ (ชอบ TTW)ขณะเดียวกันยังมีประเด็นเก็งกำไรจากหุ้นเข้าออกดัชนี SET50 และ SET100 ในเบื่องต้นฝ่ายวิจัยฯทำการประเมิน มีหุ้นที่มีโอกาสเข้า SET50 คือ TTW, BPP ฯลฯ และหุ้นเข้า SET100 คือ TVO, DOHOME, RBF ฯลฯ ส่วนหุ้นคัดออกและหุ้นคัดเข้าตัวอื่น สามารถติดตามได้ในบทวิเคราะห์ Quantitative Analysis ฉบับเต็มเร็วๆ นี้ 
       
        







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด