ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้น Window Dressing-LTF ดันหุ้นไทยโค้งสุดท้าย

ลุ้น Window Dressing-LTF ดันหุ้นไทยโค้งสุดท้าย

 

    วงการคาดหุ้นไทยโค้งสุดท้ายคึกคัก ได้แรงหนุนจากกองทุนทำ Window Dressing และแรงไล่งซื้อจาก LTF ปีสุดท้าย สถิติชี้ชัดครึ่งหลังเดือน ธ.ค. นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิหุ้นไทยเฉลี่ยสูงถึง 1.4 หมื่นลบ. และเป็นการซื้อสุทธิทุกปี ชู 3 หุ้นเด่นเข้าธีม Window Dressing กูรูชอบ PTT-LH-CPF

*** สถิติบอกครึ่งหลังเดือน ธ.ค. สถาบันฯซื้อสุทธิ 1.4 หมื่นลบ. 

    บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซียพลัส กล่าวว่า  ในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะได้แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการซื้อ LTF ปีสุดท้าย ที่น่าจะมีเม็ดเงินมากระจุกช่วงท้ายปีในปริมาณมาก (กองทุน LTF มีสัดส่วนทรัพย์สินเกือบ 50% ของกองทุนหุ้นไทยทั้งหมดในประเทศ) และจากสถิติในอดีตย้อนหลัง 5 ปี ยังบ่งชี้ว่าช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือน ธ.ค. สถาบันฯ ซื้อสุทธิหุ้นไทยเฉลี่ยสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท และเป็นการซื้อสุทธิทุกปี บวกกับแรงขายของต่างชาติน่าจะทุเลาลง เนื่องจากกำลังเข้าสู่เทศกาลหยุดยาวตั้งวันคริสต์มาสถึงปีใหม่ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดแรงซื้อเพื่อปิดงวดบัญชี(Window Dressing) หรือการดันราคาหุ้นของนักลงทุนสถาบันฯ เพื่อให้พอร์ตที่ลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
    เช่นเดียวกับ บล.เคจีไอ ที่มองว่า สัปดาห์หน้า (23-27 ธ.ค.) ปัจจัยที่น่าจะมีผลต่อตลาดได้แก่ ตัวเลขส่งออก/นำเข้า พ.ย. ของไทย (วันที่ 23 ธ.ค.) รวมทั้งตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่จะออกมาระหว่างสัปดาห์ ขณะที่ฟันด์โฟลว์ต่างชาติน่าจะชะลอลงมากในสัปดาห์หน้า เพราะเข้าช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ส่งผลให้แรงซื้อจากฝั่งในประเทศโดยเฉพาะกองทุนในประเทศน่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อน SET Index ได้ชัดเจนมากขึ้น และด้วยดัชนีฯ หุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี 2562 แทบไม่ปรับขึ้นเลยถึงปัจจุบัน ฝ่ายวิจัยฯ มองว่ามีโอกาสสูงที่จะมี window dressing เข้ามาในรอบนี้

*** 3 หุ้นเด่น เข้าธีม Window Dressing ชอบ PTT-LH-CPF

     ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส  ได้ทำการคัดกรองค้นหาหุ้นขนาดใหญ่ (อยุ่ใน SET50) ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และมักจะถูกไล่ราคาในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเสมอ คือ LH,CPF และ PTT เป็นหุ้น Top Picks โดยผลตอบแทนและความน่าจะเป็นที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของหุ้น Top picks มีดังนี้ 
     PTT(FV@B56)  ช่วงครึ่งหลังของเดือน ธ.ค. มักปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.7% (ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี) และมีบางปีปรับตัวขึ้นได้เกือบ 5% ขณะที่ราคาหุ้นในตอนนี้น่าจะตอบรับประเด็นคดีความโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย-โรงไฟฟ้าพระ นครไประดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งแนวโน้มกำไรน่าจะผ่านจุดต่ำสุดและฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติงวด Q4/62 จะฟื้นตัวขึ้น QoQ หนุนหลักจาก PTTEP ที่คาดจะได้ในส่วนของปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นราว 5.7% QoQ ขณะที่ Valuation ยังให้ผลตอบแทนรวมจูงใจ โดยมี Dividend Yield สูงกว่า 4.7% ต่อปี (จ่ายปันผลปีละ  2 ครั้ง) 
    นอกจากนี้ PTT เป็นหุ้นลำดับแรกที่กองทุนนิยมถือมากที่สุด และราคายัง Laggardราคาน้ำมันอยู่มาก (PTT เพิ่มขึ้น 2.3%mtd, ราคาน้ำมันดิบโลก10.7%mtd)
    LH(FV@B12.00) ช่วงครึ่งหลังของเดือน ธ.ค.มักปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% (ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี) ขณะที่จุดเด่น มาจากฐานธุรกิจที่มั่นคง แนวโน้ม กำไรงวด Q4/62 สูงสุดของปีจากการโอนฯ คอนโดฯ และขายโรงแรมเข้า LHHOTEL หนุนเงินปันผลพิเศษ คาด Dividend Yield กว่า 7% ต่อปี และได้อนิสงส์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ โครงการ “บ้านดีมีดาวน์”
    CPF(FV@B35) ช่วงครึ่งหลังของเดือน ธ.ค.มักปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.0%(ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี) และมีบางปีปรับตัวขึ้นได้กว่า 7% มีปัจจัยบวกจากราคาสุกรปรับเพิ่มขึ้น 3.2% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 64 บาท/กก. หนุนจากการเข้าช่วงเทศกาลวันหยุดยาว นอกจากนี้ ราคาสุกรในประเทศเวียดนามยังยืนสูงต่อเนื่องที่ระดับ 7 หมื่นดอง/กก. (96 บาท/กก.) ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากปัญหาสุกรขาดแคลน เพราะโรคอหิวาต์แอฟริการะบาดหนักในเวียดนาม ส่งผลบวกต่อโดยตรงต่อ CPF (สัดส่วนรายได้จากธุรกิจสุกรในเวียดนาม 7%) ที่ฟาร์มของตัวเองไม่ได้รับกระทบ ทำให้ได้ผลบวกจากราคาสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้นเต็มที่ตั้งแต่งวด Q4/62 เป็นต้นไป 
    สำหรับราคาไก่ยังทรงตัวในระดับที่ดีต่อเนื่องที่ 36 บาท/กก. ฟื้นตัวจากทั้งการบริโภคในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดจีนที่เพิ่มขึ้น (นำเข้าไก่ทดแทนสุกรที่ขาดตลาด) และญี่ปุ่น (เพิ่มคำสั่งซื้อไก่รองรับการจัดโอลิมปิกในปี 2563) ราคาหุ้นปัจจุบันมีค่า PER ปี 2563 เพียง 12.2 เท่า และสามารถคาดหวัง Dividend Yield เฉลี่ย 3% p.a.SET

***ประเมินแนวต้านโค้งสุดท้าย 1,580-1,620 จุด

     นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน- กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ 
โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 62 มองว่ายังมีแนวโน้มที่เป็นบวก โดยมีปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากการประกาศดัชนีภาคอุตสาหกรรมหลายๆด้านของกลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากจีน สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยุโรป
     ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ยังคงเชื่อว่าจะมีเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในแดนบวกได้อย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีเม็ดเงินจาก LTF เข้ามาช่วยประคอง 
     ด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะนำนักลงทุนหาจังหวะเก็งกำไร โดยประเมินแนวรับ 1,500-1,550จุด และประเมินแนวต้าน  1,600-1,620 จุด
     นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์สุดท้ายของปี 62 บรรยากาศการลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศจะค่อนข้างซบเซา แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามปัจจัยภายในประเทศ เนื่องจากในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ข้อให้ยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ หากไม่รับคำร้องเชื่อว่าจะทำให้ให้ภาพรวมตลาดมีทิศทางที่ดีขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ตามหากมีการรับคำร้องก็จะต้องมาดูว่าจะนัดไต่สวนเมื่อไหร่
     สำหรับปัจจัย ต่างประเทศยังคงต้องจับตาการตกลงลงนามสัญญาการค้าของสหรัฐฯ กับจีนในเฟส 1  
    ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนรอหาจังหวะเข้าลงทุน เมื่อราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นควรหาจังหวะขายเพื่อทำกำไร และหากปรับลดลง ควรหาจังหวะเข้าลงทุน โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,550 จุด และประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,580 จุด

***SET ให้ผลตอบแทนติดลบราว 5% นับจากปิดสิ้นปีก่อน 

    หากพิจารณาดัชนี SET ที่ปิด ณ สิ้นปี 2561 ที่ระดับ 1,653.88 จุด เทียบกับปิด ณ วันศุกร์ที่ 20 ธ.ค.2562 ที่ 1,572.92 จุด พบว่าดัชนีฯ ปรับลดลง 80.96 จุด หรือ -4.89% และหากเทียบกับราคาปิด ณ สิ้นไตรมาส 3/62 ที่ 1,637.22 จุด ลดลง 64.30 จุด หรือ -3.92%  

  
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด