ข่าวนี้ที่ 1

KTC ลั่นธุรกิจผ่านจุดต่ำสุด หลังยอดรูดบัตรพ.ค.ฟื้นตัว

KTC ลั่นธุรกิจผ่านจุดต่ำสุด หลังยอดรูดบัตรพ.ค.ฟื้นตัว

"บัตรกรุงไทย" ชี้ธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หลังยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในเดือน เม.ย. 63 ลดลงหนักสุด 40%  แต่เดือน พ.ค.63 ปรับตัวดีขึ้น ยอดใช้จ่ายลดลงเหลือ 20%   ยอมรับ NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนสิ้นปีนี้ยังอยู่ในกรอบ 7-9% หรือไม่ รอประเมินผลกระทบโควิด-19 ที่ชัดเจน "โบรกเกอร์" ชี้มีความเสี่ยงถูก ธปท.ร้องขอให้ลดดอกเบี้ย 1-2% เพื่อช่วยเหลือลูกค้า 

*** ชี้ธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

    รายงานข่าวจาก บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ยอมรับว่า ช่วงไตรมาส 2/63 ลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีจำนวนลดลง จากผลกระทบการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  โดยเดือน เม.ย. 63  เป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตติดลบ 40% ส่วนเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ติดลบ 20%  ถือว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ 

    "มองว่าเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา จะเป็นจุดต่ำสุดของปีแล้ว และหลังจากนี้จะปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ ตามสถานการณ์"

    ปัจจุบัน บริษัท มีจำนวนลูกค้าบัตรเครดิตทั้งสิ้น  2.5 ล้านบัตร และสินเชื่อบุคคลจำนวน 9.2 แสนบัญชี บริษัทยังคงมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าตามความต้องการ พร้อมทั้งใช้คะแนน KTC FOREVER เป็นเครื่องมือช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า รวมทั้งนำเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อจูงใจลูกค้าอีกด้วย

*** ห่วงหนี้เสียเพิ่มจากพิษโควิด

    บริษัทยอมรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้  (NPL) ในไตรมาส 2/63 จะเพิ่มขึ้นจากระดับ 4.02% ในไตรมาส 1/63 ตามภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าลดลง แต่คาดว่า NPL ยังอยู่ในระดับที่บริษัทควบคุมได้ 

    ส่วนสิ้นปีนี้ NPL จะยังอยู่ในกรอบที่ประเมินไว้เดิมที่ 7-9% หรือไม่ ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากกรอบเดิมยังไม่ได้รวมผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงกว่าคาดการณ์
 
     "ขณะนี้เราตั้งสำรองหนี้เสียคิดเป็น 8.1% ของจำนวนสินเชื่อทั้งหมด ส่วนในอนาคตจะมีการเพิ่มหรือลดการตั้งสำรองหนี้เสียหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากคุณภาพสินเชื่อที่ปล่อย ประกอบกับการด้อยค่าของหนี้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเพิ่มหรือลดการตั้งสำรองหนี้ของบริษัท 

*** ยังคงแผนธุรกิจเดิม

    บริษัทยังไม่มีนโยบายปรับแผนธุรกิจใหม่  จากที่ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโต 15% จำนวนบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 350,000 บัตร และ พอร์ตสินเชื่อปีนี้จะเติบโตได้ 10% 

    "การพิจารณาปรับเพิ่มหรือลดเป้าต่างๆ ยังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องรอดูความชัดเจนของไวรัสโควิด-19 ก่อน"  

    ปัจจุบัน บริษัทมีวงเงินให้สินเชื่อทั้งหมดจำนวน 8.2 หมื่นล้านบาท และได้ตั้งสำรองหนี้เสียจำนวน 6.6 พันล้านบาท

***  หวั่น KTC  เสี่ยงถูกขอลดดอกเบี้ย

    บล.บัวหลวง  เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า   ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการร้องขอให้ กลุ่มลิสซิ่งและนอนแบงค์ ให้ความช่วยเหลือแก่ ลูกค้าผ่านการลดอัตราดอกเบี้ย 1-2%และขยายโครงการลดชำระค่างวด/เงินต้นและหรือพักชำระหนี้ออกไปอีก  KTC อาจได้รับผลเสียจากมาตรการดังกล่าวจากผลการลดอัตราดอกเบี้ย 1-2% ของเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 18% มีผลต่อประมาณการกำไรปี 2563 ของเราประมาณ 6% และ 10% ปี 2564 (สินเชื่อบุคคลไม่กระทบมากนักเนื่องจากกิจการคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 26.5%)
 
    ส่วน MTC ไม่น่าได้รับผลกระทบดังกล่าวเนื่องจากปัจจุบันกิจการคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้า 24% เท่านั้นและมีอัตราต่ำกว่าเพดานเงินกู้ที่ 28% ถึง 4% รวมถึงมีผู้ร้องขอเรื่องกาพักชำระหนี้เงินต้นและลดค่างวดน้อยมาก

    SAWAD อาจไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าวแม้ว่า ปัจจุบันกิจการคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้าประมาณ 28%ผ่านบริษัทเงินทุนศรีสวัสดิ์ (BFIT) ที่มีการดำเนินงานภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทยเหมือนธนาคารพาณิชย์อื่นอยู่แล้ว รวมถึงมีผู้ร้องขอเรื่องกาพักชำระหนี้เงินต้นและลดค่างวดน้อยมาก

     เราเชื่อว่ามาตรการธนาคารแห่งประเทศไทยในการร้องขอให้กลุ่ม นอนแบงค์น่าจะมีผลบังคับใช้และเชื่อว่า KTC มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบสูงสุด ต่อประมาณการกำไรของเรา และกิจการอาจลดสำรองค่าเผื่อหนี้สูญลงปี 2563-2564 และลดต้นทุนการเงิน (ผ่านการกู้ Soft loan)  เพื่อรักษาระดับกำไรให้ไม่ผันผวนมากนัก ระยะสั้นเราให้หลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อนหากความชัดเจนไม่ปรากฏ และสำหรับ MTC  และ SAWAD ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนักดังกล่าวข้างต้น และเราคงคำแนะนำซื้อลงทุน  MTC และ SAWAD หากราคาปรับตัวลงจากข่าวดังกล่าว

 *** โบรกฯมองครึ่งปีหลังกำไรโตโดดเด่น

 ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินาราคาหุ้น KTC ที่ปรับตัวลงแรงก่อนหน้านี้ มาจากความกังวลในเรื่องของคุณภาพสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มแย่กว่าที่มองไว้ ประเมิน NPL Ratio ปี 63 อยู่ในระดับ 8.5% และยังมีแนวโน้มปรับขึ้นเป็น Double Digit เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง

     ทั้งนี้ ได้ปรับคำแนะนำเป็น "BUY" จากเดิม"NEUTRAL" และปรับราคาเป้าหมายปี 63/64 ที่ 47 บาท จากราคาเป้าหมายปี 63 ที่ 33 บาท โดยเลือก KTC เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะคาดว่ากำไรไตรมาส 2-4/63 ยังเติบโตจากปีก่อน ซึ่งคาดเติบโตเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง จากปัจจัยการปรับใช้มาตรฐานบัญชี TFRS9 แม้คุณภาพสินทรัพย์แย่ลง ตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่มองว่า KTC ได้รับผลกระทบจำกัด







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด