ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหั่นกำไร 10 บจ.ยักษ์ใหญ่-SETหลุด 1,500 จุด

กูรูหั่นกำไร 10 บจ.ยักษ์ใหญ่-SETหลุด 1,500 จุด

      โบรกฯ จ่อหั่นกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเหลือ 92.62 บาท/หุ้น จาก 95.7 บาท/หุ้น นำร่องปรับลดกำไร 10 บจ. ในกลุ่ม แบงก์-ปิโตรฯ ทั้ง SCB-BBL-TISCO-PTTGC และ  IVL ด้านดัชนีตลาดหุ้นไทยดิ่งแรงต่อเนื่อง หลุด 1,500 จุดแล้ว ทำโลว์ในรอบ 3 ปี 

***SET ปรับฐานต่ำสุดในรอบ 3 ปี


    บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่าหลากหลายปัจจัยลบรอบด้าน บวกกับ Fund Flow ที่ยังไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ล่าสุดมียอดขายสุทธิ 1.73 หมื่นล้านบาท (ytd)กดดันให้ SET Index ปรับฐานลงมาทำจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี ประเมินจากสถานการณ์แวดล้อมทางพื้นฐาน เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางลบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ทั้งจากการใข้มาตรฐานการบัญชี TFRS16 เรื่องสัญญาเช่า ซึ่งมีผลต่อทั้ง งบกำไรขาดทุน และโครงสร้างการเงิน 
    นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม Real Sector อีกบางส่วนที่ได้รับผลกระทบทางลบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ โดยประมาณการเดิมของฝ่ายวิจัยคาดว่า กำไรสุทธิงวดปี 2563 จะอยู่ที่ราว 1.0 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ระดับ 95.7 บาทต่อหุ้น

***นำร่องหั่นคาดการณ์ 10 บจ.


    ในเบื้องต้นฝ่ายวิจัยได้มีการทำ Earning Preview และมีการปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลง ประกอบไปด้วยบริษัทขนาดใหญ่ 10 บริษัท แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่ม ธ.พ., ปิโตรฯ,วัสดุก่อสร้าง และหุ้นบางบริษัทในกลุ่ม ICT,การเงิน รวมถึงหุ้นสนามบิน ดังตารางทางด้านล่าง

    เบื้องต้นบริษัทขนาดใหญ่ที่ฝ่ายวิจัยฯ มีการปรับลดประมาณการกำไรปี 2563

    หุ้น               กลุ่ม            ปรับลดประมาณการลง (ลบ.)
              
    SCB             Bank          -6,054
     BBL            Bank          -2,280
     TISCO        Bank          -638
     PTTGC       Petro         -8,038
     IVL             Petro         -7,894
     IRPC          Petro          -2,100
     SCC           Conmat      -3,718
     DTAC        ICT            -857
     AEONTS   Fin             -375
     AOT          Trans          -281
    Total                              -32,235

*** จ่อหั่น EPSตลาด หลังจบเทศกาลแจ้งงบปี62 

    ทั้งนี้ เมื่อหักลบกับประมาณการเดิม ส่งผลให้คาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนในปี63 ลดลงจาก 1 ล้านล้านบาท เหลือ 9.68 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นเป็น EPS ที่ระดับ 92.62 บาทต่อหุ้น (ยังเติบโตเล็กน้อย 0.5% เมื่อเทียบกับ EPS ปี62) ซึ่งฝ่ายวิจัยมีแผนที่จะปรับลดประมาณการตัวเลขกำไรสุทธิ และกำไรต่อหุ้นปี 2563 หลังการประกาศงบการเงินงวดปี62 เสร็จสิ้น ถือเป็น Downside Risk ต่อดัชนีตลาดฯ
 
*** ทิสโก้ มอง Downsideจำกัด  เหตุดัชนีฯ สะท้อนโคโรนาไปมากแล้ว

     นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ทิสโก้ เปิดเผยว่า ผลกระทบของการระบาดของไวรัสโคโรน่า ประเมินว่าการควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ น่าจะทำได้รวดเร็วกว่าการควบคุมการระบาดของโรค SARS ที่เกิดขึ้นในปี 2546 เนื่องจากเทคโนโลยีการแพทย์ก้าวหน้าขึ้น และจีนมีบทเรียนจากโรค SARS แล้ว นอกจากนี้ ทางการจีนยังให้การตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยได้แจ้งไปยังองค์การอนามัยโลก (WHO) ภายใน 23 วันหลังจากพบผู้ติดเชื้อรายแรก
    ในขณะที่กรณีของโรค SARS จีนพยายามปิดข่าวและรอถึง 86 วันก่อนจะเปิดเผยถึงการระบาด นอกจากนี้ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ยังดูมีความรุนแรงน้อยกว่าโดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าผู้ติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 3% ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าโรค SARS ที่มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 10% ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด
    อย่างไรก็ตาม ในแง่ของผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวไทย โดยหากย้อนไปดูผลกระทบของการระบาดของโรค SARS ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 8,000 รายและเสียชีวิตเกือบ 800 รายทั่วโลกนั้น ได้ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยในช่วงไตรมาส 2/2546 หดตัวถึง 40% นำโดยนักท่องเที่ยวจีนที่มีจำนวนลดตัวลงแรงถึง 79%
    “ในกรณีเลวร้ายหากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่ายังขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยรุนแรงกว่าการแพร่ระบาดของโรค SARS เนื่องจากนักท่องเที่ยวเอเชียที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากในอดีต โดยเฉพาะตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด จากปี 2545 ที่มีสัดส่วนเพียง 7%” นายคมศรกล่าว
    สำหรับผลกระทบในด้านการลงทุนนั้น  ประเมินว่าราคาหุ้นไทยได้ปรับตัวลงมาสะท้อนผลกระทบไปมากแล้ว โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยกลุ่มท่องเที่ยว (SET TOURISM) ปรับลดลงมาประมาณ 18% นับจากวันที่มีการค้นพบโรค ในขณะที่ปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงที่โรค SARSแพร่ระบาดนั้น ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงเพียง 10% และหลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่มีแนวโน้มลดลงตลาดหุ้นไทยก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
      ดังนั้น จึงประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับลดลง (Downside)จำกัด โดยปัจจุบันนักลงทุนยังคงติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 3 - 4 วันที่ผ่านมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1,700-2,000 ราย/วัน หากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เริ่มนิ่ง และมีแนวโน้มกลับมาลดลง จะเป็นสัญญาณบวกที่จะทำให้ตลาดหุ้นดีดกลับได้อย่างรวดเร็ว

*** SET ปิดหลุด 1,500 จุด 


       ด้านตลาดหุ้นไทยวันนี้ ปิดหลุด 1,500 จุด แม้ระหว่างวันจะยืนเหนือ 1,500 จุดได้ก็ตาม โดยเปิดตลาดที่ 1,507.28 จุด ระหว่างวันทำไฮ 1,513.43 จุด ทำโลว์ 1,495.94 จุด ก่อนจะปิดการซื้อขายที่ 1,496.06 จุด ต่ำสุดในรอบ 3 ปี 3 เดือน นับจากจุดต่ำสุดครั้งก่อนที่ 1,495.72 จุดในเดือน ต.ค.59 
      โดยหุ้นที่ฉุดตลาด 5 อันดับแรก ได้แก่ CPALL,CPF,PTT,CPN และ BDMS 


    
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด