ข่าวนี้ที่ 1

BCP อัดงบลงทุน 5 หมื่นลบ. ดัน EBITDA โต 2.5 เท่า

BCP อัดงบลงทุน 5 หมื่นลบ. ดัน EBITDA โต 2.5 เท่า

    BCP วางงบลงทุน 5 ปี วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เน้นลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้า ตั้งเป้า EBITDA โต 2.5 เท่า เพิ่มกำลังผลิตแตะ 1.2 แสนบาร์เรล/วัน  ลั่นดันบ.ลูก "BBGI" เข้าตลาดหุ้นปีหน้า  ยันไร้แผนซื้อ"เทสโกโลตัส" โบรกฯ ยกเป็นหุ้นดีสุดในกลุ่มโรงกลั่น  

*** อัดงบ 5 หมื่นลบ. ขยายธุรกิจ เน้นโรงไฟฟ้า 
 
    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (63-67)? บริษัทจะใช้เงินลงทุน 50,000 ล้านบาท สำหรับพัฒนาและขยายธุรกิจ ซึ่งเน้นลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นหลัก เพราะสามารถสร้างรายได้แบบสม่ำเสมอ พร้อมตั้งเป้ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA)จะเติบโต 2.5 เท่า

    โดยสถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่ธุรกิจน้ำมันอยู่ในช่วงขาลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวต่อเนื่อง จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้ผลประกอบการในปี 61 ต่อเนื่องมาถึงปี 62 ของทั้งอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันรวมถึงของบริษัทปรับตัวลดลง

*** เพิ่มกำลังการผลิตปีหน้า แตะ 1.2 แสนบาร์เรล/วัน  

    ทั้งนี้ในปี 63 บริษัทมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิต ให้อยู่ที่ระดับ 120,000 บาร์เรลต่อวัน จากที่ในปี 62 ที่มีกำลังการผลิตเฉลี่ยที่ระดับ 112,500 บาร์เรลต่อวัน และมีอัตรากำลังการผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 123,500 บาร์เรลต่อวัน ในช่วงเดือนก.ย.ที่ผ่านมา

    ขณะเดียวกัน บริษัทศึกษาการลงทุนเพื่อปรับเป็นมาตรฐานยูโร 5 ทั้งโรงกลั่น คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จในปี 66 รวมถึงตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายจากการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานของโรงกลั่นจากการดำเนินโครงการ Rocket ให้ได้ไม่น้อยกว่า 900 ล้านบาทต่อปี ภายในสิ้นปี 63

    สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในปี 63 เชื่อว่ายังคงมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงต่ำกว่า 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะไม่เติบโต ซึ่งยอมรับว่าคาดการณ์ได้ยากเพราะมีความผันผวน

*** หวัง EBITDA ธุรกิจผลิตไฟฟ้าโตเฉลี่ย 15% 
    
    สำหรับกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจ โดยตั้งเป้า EBITDA เติบโตเฉลี่ย15 % สำหรับ 5 ปี ข้างหน้า(63-67) ด้วยการมุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจหลักของบริษัท ด้วยการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โดยพัฒนาโครงการตั้งแต่แรก และการเข้าซื้อกิจการโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว    

    ด้านกลุ่มธุรกิจการตลาดบริษัทตั้งเป้าในปี 67 จะมีส่วนแบ่งการตลาดให้อยู่ที่ดับ 18% เพิ่มขึ้นจากในปีนี้ที่คาดจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 16% ด้วยการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ ควบคู่กับการปรับปรุงสถานีบริการ รวมถึงขยายจำนวนสถานีบริการในรูปแบบทันสมัย ขยายโครงข่ายสถานีบริการน้ำมันรวม 60 แห่ง และขยายสาขาร้านกาแฟอินทนิลรูปแบบใหม่ “Inthanin the Grocer” เพิ่มเป็น 860 สาขา พร้อมการขยายฐานผู้แทนจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
    
*** พร้อมส่ง BBGI เข้าตลาดปีหน้า   

     บริษัทจะนำบริษัทลูกอย่าง บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 63 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัท 

    ขณะที่กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ จะขยายกำลังการผลิตเอทานอล เป็น 300,000 ลิตรต่อวัน จากเดิม 200,000 ลิตรต่อวัน และขยายกำลังการผลิตไบโอดีเซลเป็น 1 ล้านลิตรต่อวัน จากเดิม 930,000 ลิตรต่อวัน และเตรียมพร้อมในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ B100 เพิ่มขึ้นตามนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล (B100) ทั้งน้ำมันดีเซล B20 และ B10 เพื่อรองรับความต้องการใช้ในอนาคต

    บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาศึกษาเลือกพื้นที่จัดตั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) คาดไม่เกินไตรมาส 1/63 จะได้รวมถึงการหาพันธมิตรเข้าร่วมทุนผลิตสินค้า

*** ไม่มีแผนซื้อ"เทสโก้โลตัส"

    ด้านกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ในส่วนของแบตเตอรี่ ปัจจุบันมีกำลังการผลิตแร่ลิเทียมในเฟสที่ 1 จำนวน 40,000 ตันต่อปี คาดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในปี 64 ซึ่งปริมาณแร่ลิเทียมดังกล่าว เพียงพอสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 120,000 คัน

    ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมผ่านบริษัท OKEA ที่นอร์เวย์ มีแหล่งน้ำมันดิบ Yme และ Grevling ในทะเลเหนือที่จะเริ่มเปิดดำเนินการเพิ่มเติม จะทำให้มีกำลังผลิตจากแหล่งน้ำมันดิบ 5 แหล่ง รวม 20,000 บาร์เรลต่อวัน และยังคงมีแผนเข้าซื้อกิจการแหล่งน้ำมันดิบและพลังงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ บริษัทไม่มีความสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการเทสโก้โลตัส ในไทย และมาเลเซีย เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวไม่ได้เป็นธุรกิจหลักของบริษัท

*** โบรกฯ ยกดีสุดในกลุ่มปิโตรฯ ให้เป้า 34 บ. 

    บล.เอเชีย เวลท์ เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า BCP  เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์มากสุดจากมาตรการ lMO2020 โดยเฉพาะความพร้อมในการผลิต น้ำมันเตาคุณภาพสูง (LSFO) โดย BCP เป็นหนึ่งในโรงกลั่นในประเทศที่เดินเครื่อง Q4/62 เต็มกำลังกลั่น

      ค่าการกลั่นกลุ่มน้ำมันเตา LSFO ในช่วง Q4/62 อยู่ที่ 9.27 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 19.6%QoQ โดยมีส่วนต่างค่าการกลั่นน้ำมันเตา HSFO มากถึง 25.16 เหรียญต่อบาร์เรล 

     ส่วนค่าการกลั่นของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ ค่าการกลั่นน้ำมันเครื่องบิน และค่าการกลั่นน้ำมันดีเซล อ่อนตัว QoQ แต่จะกลับมาฟื้นตัวเมื่อเข้าสู่ Winter season ปลายปี   ขณะที่ค่าการกลั่นน้ำมันเบนซินยังคงแข็งแกร่ง โดย Q4/62 อยู่ที่ 14.25 เหรียญ เพิ่มขึ้น 2.59 เหรียญต่อบาร์เรล จาก Q3/62
         
    ทั้งยกให้ BCP ดีสุดในกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่อ่อนแอ ให้ราคาเป้าหมาย 34 บาท 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด