ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้นกองทุนดัน SET เดือนธ.ค. กูรูชี้เป้า 1,640 จุด

ลุ้นกองทุนดัน SET เดือนธ.ค. กูรูชี้เป้า 1,640 จุด

 

      โบรกฯ คาดหุ้นไทยเดือน ธ.ค.รีบาวน์ เหตุได้แรงซื้อจากกองทุน LTF-RMF หนุน แถมมาตรการกระตุ้น ศก.ในประเทศเริ่มเห็นผล ขณะที่ต่างชาติชะลอขายเพราะเข้าสู่ช่วงเทศกาล จับตาสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน คลี่คลายภายในเดือน ธ.ค.หรือไม่ ประเมินกรอบดัชนีฯ 1,580-1,640 จุด แนะทยอยสะสมหุ้นบริเวณ 1,580-1,600 จุด เพื่อรอลุ้นเด้ง
 
*** ฟินันเซีย ไซรัส คาด SET ธ.ค.ปรับขึ้นในกรอบ 1,580-1,640 จุด
 
     นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นในเดือนธันวาคมน่าจะแกว่งตัว Side Way ไปจนถึง Side Way up เนื่องจากแรงซื้อขายของต่างชาติเริ่มนิ่ง ขณะที่นักลงทุนสถาบันเป็นฝ่ายซื้อหนักในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเม็ดเงินจากกองทุน LTF/RMF  ดังนั้น โอกาสที่ดัชนีตลาดจะปรับขึ้นจึงมีมากกว่าปรับลง ประกอบกับดัชนีตลาดหุ้นในเดือน พ.ย.ได้ปรับลงมาทดสอบกรอบล่างที่ประเมินไว้ที่ 1,580 จุดแล้ว ดังนั้น จึงคาดว่าดัชนีในเดือนธันวาคมมีโอกาสที่จะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นได้
    ปัจจัยบวก ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งน่าจะเห็นผลในช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป เช่น แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย มาตรการชิมช้อปใช้ หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กระทรวงการคลังแย้มว่าอาจจะออกมาอีกในช่วงปลายปี ก็น่าจะเป็นบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นได้
    ประเมินกรอบดัชนีเดือน ธ.ค.อยู่ที่ 1,580-1,640 จุด  อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องจับตาคือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งประเด็นบวกและประเด็นลบต่อตลาด ขึ้นอยู่กับข้อสรุปในการเจรจาที่จะต้องลุ้นให้ได้ข้อสรุปก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้
    กลยุทธ์การลงทุน ในระดับของดัชนีบริเวณ 1,580-1,600 จุด เป็นระดับที่น่าสนใจ ในการทยอยซื้อสะสมเพื่อถือลงทุนระยะกลางและยาว และควรมีทองคำติดพอร์ตไว้ประมาณ 20-30% เพื่อความปลอดภัย 
    แนะนำหุ้นกลุ่ม โรงพยาบาล กลุ่มโรงแรม  หุ้นกลุ่มสายการบิน เพราะเข้าช่วงไฮซีซั่นมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น  และหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมออย่างหุ้นโรงเรียน ซึ่งมีตัวเดียวในตลาดคือ SISB 

***บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) ประเมินกรอบ 1,580-1,630 จุด 

    นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า  กรอบดัชนีในเดือนธันวาคมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,580-1,630 จุด ซึ่งจะมีอัพไซด์ไม่มาก
นัก เนื่องจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3 ออกมาไม่ค่อยดี ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังไม่แรงพอ ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนจับตาดูในช่วงนี้ก็คือทิศทางการส่งออกว่าจะฟื้นตัวได้หรือไม่ รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐว่าจะคลี่คลายลงได้หรือไม่
    "แต่ถ้าในช่วงกลางเดือนธันวาคม เรื่องของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐสามารถคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีก็อาจจะมีฟันดืโฟลว์ไหลเข้ามา และสามารถผลักดันให้ดัชนีขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,650 จุดได้ แต่ถ้าหากไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยดัชนีฯ ก็น่าจะอยู่ในกรอบ 1,580-1,630 จุด สำหรับเดือนธันวาคม"
    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยเข้าลงทุน หุ้นที่ปรับตัวลงมาค่อนข้างมากแล้วอย่างเช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์  รวมถึงหุ้นพลังงานก็น่าสนใจ โดยมองว่าในช่วง เดือนธันวาคมกลุ่มพลังงานน่าจะเป็นกลุ่มที่นำตลาด เพราะสัปดาห์หน้าจะมีประเด็นเรื่องของ การขยายระยะเวลาในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 3 เดือน ซึ่งคิด
ว่าไม่น่าจะมีอะไรที่ออกมาเซอร์ไพรซ์ ตลาดคาดหวังว่าน่าจะขยายได้

*** บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี คาดผลตอบแทนตลาดเดือน ธ.ค.กลับมาบวก

    บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ประเมินผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในเดือนธันวาคมจะกลับมาเป็นบวก จากปัจจัยดังต่อไปนี้ 1) ความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเริ่มคลี่คลาย 2) การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐ 3) แรงซื้อจากกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง LTF ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามากว่า 2 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ 11 เดือนแรกกองทุน LTF เป็นขายสุทธิอยู่ 4 พันล้านบาท (ปกติจะมีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน LTF ประมาณปีละ 3 หมื่นล้านบาท) 
    4) แรงขายของนักลงทุนต่างประเทศที่จะชะลอลงตามปกติในช่วงเทศกาลปลายปี และ 5) การที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนต่ำ (ประมาณ +2.8% นับจากต้นปี) หรือ underperform ก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยดูไม่แพงหากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ 
    กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนทยอยสะสมหุ้นในระดับ 1,580-1,600 จุด เพื่อรอการรีบาวน์กลับในเดือนธันวาคม ประเมินว่าจะเห็นการทำ sector rotation ขายทำกำไรจากกลุ่มที่ปรับตัวดีขึ้นกว่าตลาดมาก (outperform) ในปีนี้อย่างกลุ่มไฟฟ้าและกลุ่มสื่อสาร มาซื้อสะสมในหุ้นที่ปรับตัวแย่กว่าตลาดมาก (underperform) แต่มีแนวโน้มการฟื้นตัวของผลกำไรในปีหน้า (turnaround with cheap valuation) อย่างกลุ่มธนาคาร (BBL KBANK SCB TMB) กลุ่มอสังหาฯ (AP LH QH PSH SPALI) กลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว (AOT CENTEL) และกลุ่มโรงกลั่น (SPRC TOP)  

*** ลุ้น LTF หนุน SET ท้ายปี-สถิติบอกจัดหนักเดือน ธ.ค.

    บล.เอเซียพลัส  กล่าวว่าใน 5 ปีหลังสุด มียอดซื้อ LTF สูงเกินกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี และล่าสุดในปี2561 เป็นปีที่นักลงทุนซื้อ LTFมากที่สุดถึง 7.66 หมื่นล้านบาท 
    นอกจากนี้ หากวิเคราะห์พฤติกรรมของนักลงทุนที่ซื้อ LTF ตามสถิติในอดีตย้อนหลัง 14 ปี พบว่าแรงซื้อ LTF มักกระจุกตัวอยู่ในเดือน ธ.ค.กว่า 45.1% ของยอดซื้อทั้งปี ตอกย้ำด้วยสถิติการซื้อขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนสถาบันฯ ย้อนหลัง 10 ปี พบว่า ในเดือน ธ.ค. สถาบันมักซื้อสุทธิเฉลี่ยหุ้นไทยสูงสุดของปีถึง 1.31 หมื่นล้านบาทซื้อสุทธิ 9 ใน 10 ปี ดังนั้น ความหวังช่วงโค้งสุดท้ายของปี ถูกฝากไว้กับแรงขับเคลื่อนจากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาซื้อ LTF ก่อนสิ้นปี
    หากกลับมาพิจารณาภาพรวมตลาดหุ้นไทย ในเดือน พ.ย.2562 แม้เผชิญกับหลากหลายปัจจัยลบ รวมถึงต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทย 4.5 พันล้านบาท (mtd)แต่ตลาดหุ้นไทยติดลบเล็กน้อยเพียง0.24% (mtd)เนื่องจากได้แรงหนุนจากนักลงทุนสถาบันฯ ที่ซื้อสุทธิ 3.8 พันล้านบาท และเชื่อว่าในเดือน ธ.ค. น่าจะเห็นแรงซื้อจากสถาบันฯ เร่งตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของปี  
    อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมคือ รายละเอียดและความชัดเจนของกองทุน LTF ใหม่  คาดจะได้ข้อสรุปก่อนสิ้นปีนี้ ขณะที่ในช่วงปี 2563 และ 2564 ไม่มีเม็ดเงิน LTF ที่ครบกำหนดขาย เนื่องจากผู้ที่ซื้อ LTF ปี 2559 มีการครบกำหนดขายได้อีกที่ในปี 2565 ทำให้ผู้จัดการกองทุนไม่จำเป็นต้องสำรองเม็ดเงินไว้รองรับการไถ่ถอน ดังเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมา  จึงเชื่อว่าในช่วงปลายปีนี้จึงน่าจะเห็นแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันเข้ามาขับเคลื่อนตลาดหุ้นได้
  
*** สัปดาห์หน้าให้น้ำหนักตัวเลข PMI ทั่วโลก และประชุม OPEC 5-6 ธ.ค.นี้

    บล.เอเซียพลัส  กล่าวว่า ปัจจัยในต่างประเทศสัปดาห์หน้า ให้น้ำหนักการรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตของทั่วโลก คือ จีนยุโรป และสหรัฐ ในวันที่ 2 ธ.ค. 2562 ซึ่งตลาดคาดว่าอาจจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้บ้างเล็กน้อยในเดือน พ.ย. (ยกเว้นจีน ที่ตลาดคาดอาจชะลอตัวต่อ) 
    ช่วงกลางสัปดาห์ ให้น้ำหนักการประชุมกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ในวันที่ 5-6 ธ.ค.62 ตลาดยังคาดหวังว่าจะมีการขยายระยะเวลาตัดลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบออกไปอีก 3 เดือนหรือไม่ จากเดิมที่กลุ่ม OPEC มีกำหนดตัดลดกำลังการผลิตจนถึงเดือน มี.ค.63 ซึ่งอาจมีผลต่อการปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบในช่วงสั้น และเป็นบรรยากาศในทางบวกระยะสั้นต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน 
    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสำคัญที่จะกดดันให้หุ้นกลุ่มพลังงาน คือ ประเด็น MSCI มีการประกาศว่าจะนำหุ้น Saudi Aramco เริ่มเข้ามาคำนวณในดัชนีเป็นกรณีพิเศษ 
   


 



Tags:

LTFRMF




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด