ข่าวนี้ที่ 1

โควิด-19 ทำศก.บักโกรกฉุดจีดีพีปีนี้โตแค่ 0.5%

โควิด-19 ทำศก.บักโกรกฉุดจีดีพีปีนี้โตแค่ 0.5%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือโต 0.5% จากเดิม 2.7% หลังไวรัสโควิด-19 ส่อเค้ารุนแรงและกระจายวงกว้างมากขึ้น คาดไตรมาส 1-2 จีดีพีติดลบ ทำเศรษฐกิจเข้าภาวะถดถอยทางเทคนิค แต่ไตรมาส 3-4 เริ่มฟื้นตัว หลังโควิด-19 อาจฉุดรายได้ท่องเที่ยว 4.1 แสนลบ. ค้าปลีกปีนี้วูบ 1.5-2 แสนลบ.

*** หั่นจีดีพีไทยปี 63 เหลือโต 0.5% 

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ได้ปรับลดเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือขยายตัว 0.5% จากเดิม 2.7% ภายใต้เงื่อนไขที่มองว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจีน สามารถควบคุมจำนวนการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อได้ในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า สถานการณ์ในประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศอิตาลี และ เกาหลีใต้สามารถควบคุมได้ในไตรมาส 2 และสถานการณ์ในไทย ยังไม่ปรากฎเหตุการณ์ที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาสั้น ๆ

*** ประเมิน Q1-Q2 จีดีพีไทยติดลบ และฟื้นตัว Q3-Q4

    เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/6 จะติดลบไม่ถึง 1% ส่วนไตรมาส 2/63 ติดลบลงลึกมากกว่า 1% และในไตรมาส 3/63 ค่อยฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1% และ ไตรมาส 4/63 จะกลับมาเติบโตได้ 3%

*** คาดส่งออกหดตัวลึก -5.6% จากเดิม -1%

    การส่งออกจะหดตัวลึกขึ้นเป็น -5.6% จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ -1.0% เนื่องจากการแพร่ระบาดที่ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจโลกทรุด และ ความต้องการต่อสินค้าออกไทยลดลง ตลอดจนกระทบห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะของจีนที่กระทบต่อเนื่องมายังภาคการผลิตของไทย ขณะเดียวกันการบริโภคและลงทุนในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงเช่นกัน เพราะผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการใช้จ่าย และ เดินทางออกนอกบ้าน ทำให้ธุรกิจค้าปลีกไทยในปีนี้น่าจะได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท โดยทั้งหมดนี้ทำให้ต้องจับตาปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจ และ สถานการณ์การจ้างงาน ซึ่งเป็นประเด็นเฉพาะหน้าที่ภาครัฐต้องเข้าไปดูแลเป็นลำดับแรก ๆ อีกทั้ง ยังต้องติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะออกงบประมาณเพิ่มเติมด้วย

*** จับตาโควิด-19 ฉุดรายได้ท่องเที่ยว 4.1 แสนลบ.

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบหนักสุดคงอยู่ที่ภาคการท่องเที่ยว คาดว่ารายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไป 4.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.4% ของจีดีพี จำนวนนักท่องเที่ยวรวมจะหายไป 8.3 ล้านคน หรือ หดตัว -20.8% จากปีก่อนหน้า

*** รับเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

    ต้องยอมรับว่าประเมินได้ยาก เพราะสถานการณ์ไวรัสยังไม่นิ่ง ซึ่งเราให้น้ำหนัก 3 ข้อ อย่างแรก จีนต้องไม่กลับมาพบผู้ติดเชื้ออีกรอบ อย่างที่สอง คือ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกชะลอตัวลงภายในไตรมาส 2 และ อย่างที่สาม คือ จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในไทยไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแน่นอนว่า กระทบท่องเที่ยว ส่งออก นำเข้า กำลังซื้อ โดยเชื่อว่าไตรมาส 2/63 สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จะพีคขึ้นสูงสุด และ หากการระบาดมีสัญญาณคลี่คลายลงภายในช่วงครึ่งปีแรกตามสมมติฐานคงจะทำให้เห็นจีดีพีที่กลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เรียกว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ไม่เหมือนปี 40 ถดถอยครั้งนี้เป็นปัจจัยนอกประเทศ โรคภัย ไม่ใช่ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เพียงแต่ความเชื่อมั่นไม่มี การบริโภคภายในประเทศหยุดชะงัก ส่งออกก็หดตัว
 
*** ลุ้นแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย 0.25-0.5% ปีนี้

    ส่วนนโยบายการเงินนั้น คาดว่าผลกระทบที่จะทยอยปรากฏชัดเจนขึ้นผ่านโอกาสการหดตัวชั่วคราวของจีดีพีในไตรมาส 1 และ ไตรมาส 2 ของปี จะทำให้ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 0.25-0.50% ในระยะที่เหลือของปีนี้ ซึ่งจะตามมาด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ และ แม้ทางเลือกการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ใช่ยาวิเศษที่พลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วในจังหวะไม่ปกติเช่นนี้ แต่ก็คงช่วยบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนลงได้บางส่วน สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนั้น คาดว่าหากสถานการณ์การระบาดของไวรัสเป็นไปตามสมมติฐาน คือ เริ่มดีขึ้น อาจทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และ จีดีพีกลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้ง
    "เราเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ที่จะมีการประชุมวันที่ 25 นี้ อาจจะเห็นลดดอกเบี้ยลง 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ และ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัส แต่ก็มีโอกาสที่จะเห็นลดลง 0.5% ได้เช่นกัน หากกนง.ประเมินแล้วว่าสถานการณ์ไวรัสรุนแรงกว่าคาด"นางสาวณัฐพร กล่าว
    ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลัง เตรียมออกมาตรการกระตุ้น และ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัส วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท แม้จะไม่สามารถชดเชย หรือ กระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ถือว่าในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ ไม่ปกติ ประชาชนขาดรายได้ สิ่งที่จะทำได้ในตอนนี้ คือ การอีดฉีดเงินเข้าสู่ระบบให้รวดเร็วไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่านี้

*** สินเชื่อระบบแบงก์คาดโตไม่เกิน 1%

    ทางด้านธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทย มองว่าสินเชื่อในระบบปีนี้จะขยายตัวเพียงไม่เกิน 1% จากเดิม 3% จากสถานการณ์การชะลอตัวลงแรงของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก จะส่งผลกระทบต่อรายได้ ทั้งรายได้จากดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะรายได้ดอกเบี้ยหลักจากเงินให้สินเชื่อที่จะเผชิญทั้งผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

*** NPL ระบบแบงก์ Q1/63 พุ่งแตะ 3.1-3.2% จากปี 62 ที่ 2.98%

    ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้ด้อยคุณภาพอาจเพิ่มขึ้นตามทิศทางหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL) ที่มีโอกาสขยับขึ้นจาก 2.98% เมื่อสิ้นปี562 โดยต้องรอดูสถานการณ์และตัวเลขไตรมาสแรกที่จะออกมาภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่ด้วยเพื่อประเมินทิศทางที่ชัดเจนอีกครั้ง 
    อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญกว่าของธนาคารพาณิชย์ไทย ณ ขณะนี้ คือการช่วยเหลือลูกค้าผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่ร่วมมือกับทางการ เพื่อให้ลูกค้าผ่านพ้นช่วงยากลำบากนี้ไปก่อน ขณะที่ผลกระทบต่อผลประกอบการในปีนี้ เป็นสิ่งที่นักลงทุนรับรู้ไประดับหนึ่งแล้ว และ เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับสถาบันการเงินทั่วโลก
    "หากแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย แน่นอนว่า กระทบรายได้แบงก์แน่นอน ยังไม่รวมสินเชื่อที่คาดว่าจะหดตัว เพราะความต้องการใช้ก็ไม่มี และ ยังมีลูกค้ามาชำระคืนอีก ส่งผลให้ไตรมาส 1-2 กระทบต่อผลประกอบการ ยังไม่รวม NPL ที่อาจเห็นขึ้นไปแตะ 3% ได้ ในไตรมาส 1-2 นี้ ในขณะที่สินเชื่อระบบแบงก์ห็จะหดตัวเช่นกัน โดยเฉพาะสินเชื่อรายใหญ่ และ เอสเอ็มอี ซึ่งปีก่อนสินเชื่อติดลบทั้ง 2 กลุ่ม โดยสินเชื่อธุรกิจติดลบไป 1.8% และ ปีนี้สินเชื่อดังกลาวก็จะติดลบมากกว่า 1.8% ส่วนสินเชื่อรายย่อยปีก่อนโต 7.5% แต่ปีนี้จะต่ำกว่า 5%"นางสาวณัฐพร กล่าว

*** โควิด-19 ฉุดมูลค่าค้าปลีกปี 63 วูบ 1.5-2 แสนลบ.

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่คาดว่าจะลากยาวไปจนถึงครึ่งปีแรก บวกกับกำลังซื้อของคนในประเทศที่ยังคงอ่อนแรงต่อเนื่อง จากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การว่างงานที่เพิ่มขึ้น และภัยแล้ง ส่งผลให้คาดว่า ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกทั้งปี 2563 จะหดตัวราวร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดลากยาวออกไปหรือรุนแรงขึ้น ก็อาจจะทำให้มูลค่าตลาดค้าปลีกหดตัวถึงร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หรือคิดเป็นเม็ดเงินค้าปลีกทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยที่สูญหายไปประมาณ 150,000-200,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ที่น่าจะมีการใช้จ่ายที่ลดลง และอาจจะถูกแทนที่ด้วยกลุ่มสินค้าสินค้าอุปโภค-บริโภค (อาหารแห้ง ของใช้ส่วนตัว) รวมถึงหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือ ซึ่งมีความจำเป็นและอาจมีการสำรองสินค้ากลุ่มนี้ไว้บ้าง ตามกำลังซื้อท่ามกลางความกังวลต่อ COVID-19







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด