ข่าวนี้ที่ 1

กกร.คาดไวรัสทุบศก.พัง"ล้านลบ."-ตกงานมหาศาล

กกร.คาดไวรัสทุบศก.พัง

"กกร." ประเมินการแพร่ระบาดโควิด-19 สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทยหลักล้านล้านบาท  ฉุดเศรษฐกิจครึ่งปีแรกเสี่ยงเข้าภาวะถดถอย ทั้งปีเศรษฐกิจติดลบแน่นอน ส่วนส่งออก ติดลบ  5-10%  ด้าน"อุตตม" รับวิกฤตโควิด-19 รุนแรงกว่าวิกฤต"ต้มยำกุ้ง"ปี 40  แต่มั่นใจมาตรการรัฐกระตุ้น- เยียวยา เฟส 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจในอนาคต 

*** โควิด-19 ทุบศก.นับล้านล้านบาท
     นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) เปิดเผยว่า  ที่ประชุม กกร.ได้ประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบโควิด-19 อาจมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านล้านบาทและกระทบการจ้างงานหลายล้านคน 

    โดยมองว่าการแพร่ระบาดของโรค หากสามารถยุติลงได้ภายในช่วงครึ่งแรกปีนี้  การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ สู่ภาวะปกติยังต้องใช้เวลา

*** ฉุดศก.ครึ่งแรกถดถอย
    กกร.ยังมองว่า การระบาดของ โควิด-19  ไม่เพียงส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยองค์การระหว่างประเทศหลายสถาบันต่างทยอยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจหลักในโลกลง 

    สำหรับเศรษฐกิจไทยเชื่อว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2563  และเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจจำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ

    ส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้ ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากรอประเมินผลจากมาตรการต่างๆของรัฐบาล  แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้ติดลบแน่นอน จากเดิมที่คาดว่าขยายตัว  1.5-2% ส่วนส่งออกคาดว่าติดลบ 5-10% จากเดิมคาดหดตัว 2-0% ส่วนเงินเฟ้อคาดติดลบ 1.5% จากเดิมคาดที่ 0.8-1.5% หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงและการบริโภคลดลง 


*** เสนอรัฐอุ้มภาคเอกชนหลายกลุ่ม
      กกร.สนับสนุนภาครัฐที่ออกมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ระยะที่ 3  เพื่อช่วยเหลือประชาชน และภาคธุรกิจเอสเอ็มอี  ทั้งการพักชำระหนี้เงินต้น และดอกเบี้ย รวมถึงการจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 
    
    อย่างไรก็ตาม เห็นว่า ภาครัฐควรออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายกลุ่ม  โดยขอให้ภาครัฐพิจารณาออกคำสั่งปิดกิจการของรัฐ ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมหรืองานบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อให้พนักงานสามารถได้เงินชดเชยตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนด โดยยกเว้นให้โรงแรมหรือบริการอื่นๆ ที่มีความจำเป็น สามารถเปิดกิจการโดยความสมัครใจ  อาทิ เป็นที่พักบุคคลากรทางการแพทย์ หรือ ที่พักของผู้กักตัว เป็นต้น
 
    รวมถึงขอให้ปรับลดค่าไฟฟ้าเป็น 5% ทั่วประเทศ จากเดิมที่รัฐบาลได้ประกาศลดค่าไฟฟ้าแล้ว 3% เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนน้ำมันลดลงอย่างมาก ค่า FT จึงควรสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงเสนอเพิ่มสภาพคล่องโดยการอัดฉีดวงเงินใหม่ให้กับภาคธุรกิจ ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% โดยให้ บสย.ค้ำประกันวงเงินกู้เพิ่มจาก 40% เป็น 80% 

    เสนอให้เพิ่มค่าลดหย่อนภาษี โดยนำค่าใช้จ่ายหักลดหย่อน 3 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการป้องกันการระบาดของโควิด-19 และให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณการจ้างงาน ซื้อสินค้า จากผู้ผลิตในประเทศ (Made-in-Thailand) ในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้ในการป้องกันโควิด-19

     ด้านมาตรการแรงงานขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการเพิ่มเติมให้แรงงาน ลูกจ้าง ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ได้รับการชดเชยรายได้ โดยพนักงานที่เข้าระบบ Leave without pay จะไม่สามารถได้รับเงินชดเชยการหยุดกิจการของสถานประกอบการชั่วคราวจากคำสั่งของรัฐ และไม่เข้าหลักเกณฑ์เยียวยา 5,000 บาท ดังนั้นควรมีมาตรการชดเชยช่วยเหลือจากสำนักงานประกันสังคม โดยจ่ายเงิน 50%  ของค่าจ้าง ตามที่ส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม
 
    เสนอให้มีการจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อป้องกันปัญหาการเลิกจ้างแรงงาน โดยกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ 325 บาทต่อวัน คิดเป็น ชั่วโมงละ 40-41 บาท ต่อการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง และ ไม่เกิน 8 ชั่วโมง/วัน (ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน) รวมถึงลดอัตราเงินสมทบของนายจ้าง จาก 4% เหลือ 1% ให้เท่ากับผู้ประกันตน ตามมาตรา 33  รวมถึงช่วยเหลือแรงงาน  โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีโอกาสปลดแรงงานออก สามารถจ่ายเงินเดือนในจำนวนเงิน 75% ของเงินเดือนที่ได้รับปกติ โดยภาครัฐสนับสนุนค่าจ้างเงินเดือน 50%  (จากประกันสังคม) และบริษัทเอกชนจ่ายอีก 25% ให้พนักงานและแรงงานที่มีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทและเสนอให้บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนค่าจ้างแรงงานมาใช้หักภาษีได้ 3 เท่า  

     ด้านมาตรการโลจิสติกส์ ปัจจุบันแต่ละจังหวัดมีการออกประกาศแตกต่างกัน  ทำให้เกิดปัญหาในการขนส่ง .จึงขอเสนอให้ ศบค. ออกประกาศจากส่วนกลางเพื่อการปฎิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ  

***   คลังรับถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่
      นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยอมรับว่า เป็นวิกฤติครั้งใหญ่และรุนแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เนื่องจากส่งผลกระทบทุกภาคส่วน  ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อดูแลและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นและดูแลผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระยะที่ 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ มาตรการระยะที่ 3 จะประกอบด้วย การให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย ออกพ.ร.ก. 2 ฉบับ วงเงิน 900,000 ล้านบาท ขณะที่ของกระทรวงการคลัง เป็นพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เน้นย้ำว่า ให้ดูแลทุกกลุ่ม เนื่องจากไม่ได้กระทบภาคธุรกิจเท่านั้น แต่กระทบถึงภาคเกษตรกร ประชาชนในทุกระดับ  

  สำหรับแนวทางการช่วยเหลือภาคเกษตร จะเน้นการเสริมสภาพคล่อง เช่น การช่วยเหลือเป็นตัวเงินโดยรูปแบบต้องเหมาะสมและรัดกุม ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังมีฐานข้อมูลครัวเรือนเกษตรกรทั้งจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อยู่แล้ว จากฐานข้อมูลครัวเรือนในภาคเกษตรขณะนี้มีอยู่ประมาณ 9 ล้านครัวเรือน ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่ชัดเจน จะนำเสนอต่อ ครม. อนุมัติอีกครั้ง
 
  “มั่นใจว่ามาตรการที่รัฐบาลดำเนินการ โดยเฉพาะการออกพ.ร.ก.กู้เงิน และพ.ร.ก.ของธปท.รวม 3 ฉบับ จะสามารถดูแลภาพรวมเศรษฐกิจได้ เพราะมาตรการที่ออกมานั้นเป็นความคิดที่ทุกฝ่ายได้ร่วมหารือเป็นอย่างดี และ ตามกฎหมายระบุว่า ภายใน 60 วัน เมื่อกฎหมายผ่านแล้วทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อครม.และสภาผู้แทนราษฎรด้วย”นายอุตตม กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด