ข่าวนี้ที่ 1

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯต่ำสุดรอบ 21 เดือน วิตกศก.ทรุด-ไวรัสระบาด

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯต่ำสุดรอบ 21 เดือน วิตกศก.ทรุด-ไวรัสระบาด

    ส.อ.ท.เผย ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนก.พ.63 อยู่ที่ 90.2 ต่ำสุดในรอบ 21 เดือน ส่วน 3 เดือนข้างหน้าคาดอยู่ที่ 98.1 ต่ำสุดในรอบ 45 เดือน จากผลกระทบเศรษฐกิจรอบด้าน ชงรัฐตั้งกองทุน 1 แสนลบ. ช่วย SME หลังโควิด-19 ทุบความเชื่อมั่น เตรียมพร้อมเข้มข้นรับมือโรคระบาดระยะ 3 ด้านยอดผลิตรถยนต์ก.พ.63 ลดลง 17.73% ส่วนยอดส่งออก ลดลง 5.33% พร้อมหั่นเป้าผลิตรถยนต์ปีนี้เหลือ 1.9 ล้านคัน

*** ดัชนีเชื่อมั่นก.พ.63 ที่ 90.2 ต่ำสุดรอบ 21 เดือน กังวลโควิด-19

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 90.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 92.2 โดยค่าดัชนีดังกล่าวถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 21 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561
    ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นที่ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า มีผลจากความกังวลต่อการชะลอตัวและอุปสงค์  และกำลังซื้อที่ซบเซาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การดำเนินกิจการประสบปัญหาด้านการผลิต การจำหน่าย รวมทั้งการขนส่งสินค้าและการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศจีนที่มีความล่าช้า
    ขณะที่ปัญหาภัยแล้งส่งผลต่อปริมาณวัตถุดิบและการเกษตรลดลง นอกจากนี้การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าในโครงการก่อสร้างของภาครัฐยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วย

*** คาด 3 เดือนข้างหน้า เชื่อมั่นต่ำสุดรอบ 45 เดือน หรือเกือบ 4 ปี
    
    สำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าคาดว่าจะปรับตัวลดลง อยู่ที่ระดับ 98.1 โดยลดลงจาก 99.4 ในเดือนมกราคม โดยค่าดัชนีต่ำสุดในรอบ 45 เดือน ตั้งแต่พฤษภาคม 2559 เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีแนวโน้มรุนแรงและกระจายทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกใวนระยะต่อไปโดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ประชาชนระมัดระวังในการจับจ่าย
    
*** เอกชนแนะรัฐเพิ่มมาตรการควบคุม COVID-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเพิ่มมาตรการและสร้างความเชื่อมั่นในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น และขอให้ภาครัฐออกมาตรการเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการในระยะสั้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น มาตรการทางภาษี

*** ยอดผลิตรถก.พ.63 ที่ 150,604 คัน ลดลง 17.73%
    
    นายสุรพงษ์ โพสิฐพัฒนาพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้มีทั้งสิ้น 150,604 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.73% และลดลงจากเดือนก่อนหน้า 3.62% จากยอดขายในประเทศและการส่งออกที่ชะลอตัว เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
    ขณะที่ 2 เดือนแรกปี 63 (ม.ค.-ก.พ.63) จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้มีทั้งสิ้น 306,870 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.38%

*** ยอดส่งออกที่ 95,191 คัน ลดลง 5.33%

    สำหรับการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งออกได้ 95,191 คันลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.33% โดยส่งออกลดลงเกือบทุกตลาด เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยกเว้นตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ซึ่งมีมูลค่าการกส่งออก 47,463.73 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.24%
    ขณะที่ 2 เดือนแรก ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 160,486 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.89% มีมูลค่าการส่งออก 79,735.10 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.28%

*** หั่นเป้าผลิตปีนี้ลง 1 แสนคัน

    นายสุรพงษ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว ส.อ.ท.จึงได้ปรับเป้าการผลิตรถยนต์ในปีนี้ลงเหลือ 1.9 ล้านคัน จากเดิม 2 ล้านคัน โดยปรับลดเป้าการผลิตเพื่อส่งออก 50,000 คัน จาก 1 ล้านคัน เหลือ 950,000 คัน และเพื่อจำหน่ายในประเทศปรับลดจากเป้าเดิม 50,000 คัน จาก 1 ล้านคัน เหลือ 950,000 คัน
    ด้านรถจักรยานยนต์ ปรับลดเป้าการผลิตจากเป้าเดิม 50,000 คัน เป็น 2.05 ล้านคัน จากเดิม 2.1 ล้านคัน โดยผลิตเพื่อส่งออกยังคงเป้าการผลิตเดิมที่ 400,000 คัน แต่ลดเป้าจำหน่ายในประเทศลง 50,000 คัน

*** ชงรัฐตั้งกองทุน 1 แสนลบ. ช่วยSME

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. เตรียมเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งกองทุนรับมือสถานการณ์โควิด-19 วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว/ภาคบริการ และการค้าปลีก
    โดยขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด ซึ่งกรณีเลวร้ายสุดคือ การเลิกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้คนตกงาน 1 ล้านคน
    “ขณะนี้หลายบริษัทและหน่วยงานต่างๆ ได้ปรับตัวค่อนข้างมากเพื่อเตรียมพร้อมความรับมือกับสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้น เช่น การทดสอบระบบให้พนักงานทำงานจากที่บ้านหากการระบาดรุนแรงเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งบางกลุ่มอุตสาหกรรมอาจปรับตัวโดยให้พนักงานลางานโดยไม่รับเงินเดือน หรือยังคงทำงานอยู่แต่ปรับลดเงินเดือน หรือกรณีเลวร้ายสุดคือ การเลิกจ้าง จะส่งผลให้คนตกงาน 1 ล้านคน จึงอยากเสนอให้นำเงินจากกองทุนดังกล่าวประมาณ 20,000 ล้านบาท? มาใช้ในการพัฒนาทักษะและฝึกอบรมบุคลากรที่ตกงานในรูปแบบของคูปองผ่านโครงการของรัฐบาล”นายสุพันธุ์ กล่าว
    สำหรับแนวทางการจัดตั้งกองทุนรับมือสถานการณ์โควิด-19 นั้นรัฐบาลอาจต้องใช้วิธีกู้หรือ ออกพันธบัตรภาครัฐเพื่อระดมเงินโดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐดำเนินการ? อัตราดอกเบี้ย 2% ระยะเวลาผ่อนชำระ 1 ปี นิติบุคคลละไม่เกิน 20 ล้านบาท แต่ต้องมีเงื่อนไขผ่อนปรนกว่ากองทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 150,000 ล้านบาทเดิมของกระทรวงการคลัง
    ทั้งนี้ ต้องยอมรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศซบเซา การดำเนินกิจการประสบปัญหาด้านการผลิต การจำหน่าย รวมทั้งการขนส่งสินค้าและนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศจีนมีความล่าช้า

*** เตรียมพร้อมรับมือหากเกิดเฟส 3 

    โดยประเมินว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและกระจายไปทั่วโลก อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป โดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศหลังนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายส่งผลให้การบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมลดลง ประกอบกับปัญหาภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบการเกษตรลดลง การเบิกจ่ายงบประมาณโครงการก่อสร้างภาครัฐล่าช้ายังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วย
    
    สำหรับการหารือถึงผลกระทบที่มีต่อภาคอุตสาหกรรม และแนวทางการบริหารธุรกิจในสภาวะวิกฤติให้มีความต่อเนื่อง โดยได้ข้อสรุปออกมา 6 ข้อหลัก ดังนี้
    1) จัดเตรียมแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) โดยการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น พร้อมจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้สภาวะฉุกเฉิน เช่น  การปฏิบัติงานจากบ้าน (Work from home)
    2) สื่อสารและให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความตื่นตระหนก โดยเน้นการสื่อสารกับพนักงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ 3) จัดสรรแยกกลุ่มพนักงานเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยออกเป็น 2 กลุ่ม ลดการพบปะกันโดยตรง และนำ Video Conference มาใช้ในการสนทนาและประชุม

    4) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการสัมผัส เช่น ใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้าเข้า-ออกงานแทนการสแกนนิ้วมือ รวมถึงการชำระเงินผ่านการสแกน QR Code
    5) ประเมินคู่ค้า วางแผนสำรองและหาแหล่งทดแทนด้วยการตรวจสอบความสามารถในการผลิตและขนส่ง วิเคราะห์ความเสี่ยงด้าน Supply Chain จากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีการแพร่ระบาด และเตรียมหาแหล่งวัตถุดิบสำรองภายในประเทศทดแทน และ
    6) ถ่ายโอนความเสี่ยงทางการเงินด้วยประกันภัย ที่สามารถช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ และชดเชยให้บริษัทในกรณีมีบุคลากรหลักเสียชีวิต เป็นต้น



Tags:

ส.อ.ท.




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด