ข่าวนี้ที่ 1

ธปท.จ่อหั่นเป้าจีดีพีปีนี้อีกรอบ-CIMBT คาดหดตัวแรง 8.9%

ธปท.จ่อหั่นเป้าจีดีพีปีนี้อีกรอบ-CIMBT คาดหดตัวแรง 8.9%

     กนง.ส่งสัญญาณหั่นเป้าจีดีพีปีนี้ลงอีก จากเดิมคาดติดลบ 5.3% จากพิษโควิด-19 พร้อมลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการร์ ด้าน CIMBT มองศก.ปีนี้หนักกว่าต้มยำกุ้ง หวั่น Q2 อาจติดลบ 14% ส่งผลทั้งปีคาดติดลบ 8.9% ส่วนส.อ.ท.เผยอุตฯไทยดิ่งต่ำสุดรอบ 11 ปี    

*** กนง.มองศก.ปีนี้แย่กว่าคาด เล็งหั่นเป้าจีดีพีอีกรอบ 

    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย คณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มชะลอลงมากกว่าที่ประมาณการครั้งล่าสุดที่คาดว่าจะติดลบ 5.8%  ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่หดตัวรุนแรงกว่าที่คาดและผลกระทบจากมาตรการการควบคุมการระบาดทั่วโลก คณะกรรมการจึงมีมีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากเดิม 0.75% เหลือ 0.5% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์  โดยมีผลทันที

    นอกจากนี้ กนง.ยังประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบมากกว่าที่ประเมินไว้ เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางมากขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น คณะกรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น รวมทั้งสอดประสานกับมาตรการการคลังของรัฐบาลและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ได้ออกไปก่อนหน้านี้

     “เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวกว่าที่ประเมินไว้ การท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบ จากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามากกว่าคาด ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน หดตัวกว่าที่ประเมินไว้จากการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นและมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19”นายทิตนันทิ์ กล่าว 

    ทั้งนี้ กนง.จะปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย อีกครั้งในการประชุมกนง.ในวันที่ 24 มิถุนายนนี้

*** กังวลเงินเฟ้อติดลบหนักตามน้ำมัน - จับตาบาทแข็งทำศก.ฟื้นช้า 
 
    นายทิตนันทิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 63 มีแนวโน้มติดลบมากกว่าที่คาด ตามราคาพลังงานที่ลดลงเป็นสำคัญ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง  โดยคณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจต่างประเทศและการระบาดของ โควิด-19 ในต่างประเทศ การผ่อนคลาย มาตรการควบคุมและโอกาสที่การระบาดในประเทศอาจกลับมา รวมทั้งประสิทธิผลของมาตรการการคลัง และมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
 
    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
         
     คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19 รวมถึงความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสม เพิ่มเติมหากจำเป็น

*** CIMBT คาดจีดีพีปีนี้ติดลบ 8.9% หนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง 

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT เปิดเผยว่า  เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังอาจหดตัวราว 10% และเนื่องจากการหดตัวที่ลึกและลากยาวของเศรษฐกิจที่มากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวช้า จึงได้ปรับลดมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงจาก -6.4% เป็น -8.9% 
    
    ทั้งนี้ได้ประเมินว่า วิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้อาจเลวร้ายที่สุดที่ประเทศไทยเคยเผชิญ ซึ่งจะรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยในปี 2541 หดตัว 7.63% โดยเฉพาะไตรมาสที่สองปีนั้นหดตัวลึกถึง 12.53% แต่รอบนี้อาจได้เห็นเศรษฐกิจหดตัวเลขสองหลักอีกครั้งและลากยาวกว่าเดิม
    
      นอกจากนี้ยังประเมินว่าปัจจัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากภาคต่างประเทศ ที่การส่งออกสินค้ามีโอกาสหดตัวได้ถึง 20% และจำนวนนักท่องเที่ยวมีโอกาสหดตัวได้ถึง 90% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทางสำนักวิจัยจึงได้คาดว่า GDP ไตรมาสที่สองนี้มีโอกาสหดตัวได้ถึง 14% และน่าจะลดการหดตัวลงในช่วงที่เหลือของปี

*** ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ดิ่งต่ำสุดรอบ 11 ปี  

     นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย ในการแถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.63 ว่า ดัชนีฯ  อยู่ที่ระดับ 75.9 ลดลงจากระดับ 88.0 ในเดือนมี.ค.63 เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่เม.ย.52  หลังจากอุตสาหกรรมทั้งขนาดย่อม ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ชะลอตัว  จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ 

     โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น เนื่องจากกังวลว่าเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วโลก ทำให้คำสั่งซื้อต่างประเทศลดลง ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง คือ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ, อัตราแลกเปลี่ยนในมุมมองของผู้ส่งออก และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
 
    สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง อยู่ที่ระดับ 88.8 โดยลดลงจาก 96.0 ในเดือนมี.ค. ซึ่งค่าดัชนีฯ ต่ำสุดตั้งแต่เดือนพ.ค.52 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการประกอบกิจการในอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง จากปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวลงภายหลังจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีความรุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างไปทั่วโลก และยังไม่แน่ชัดว่าวิกฤติโควิด-19 จะสิ้นสุดเมื่อใด
 
*** MBKET มองกนง.ลดดบ.อาจช่วยให้ศก.ไม่แย่อย่างที่คาด
 
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เปิดเผยว่า กนง.มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แม้ว่าในระสั้นจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นจำกัด แต่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบริโภคในประเทศฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง  ประกอบการมาตรการผ่อนปรนของรัฐ (ล็อกดาวน์) เฟส 2 ที่ทำได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะเป็นแรงหนุนให้ภาพรวมเศรษฐกิจ และกำไรบริษัทจดทะเบียนใน Q2/63 มีอัพไซต์มากขึ้น เนื่องจากไม่แย่อย่างที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า  
    
    ซึ่งกลยุทธ์การลงทุน แนะนำลงทุนแบบเลือกหุ้นรายตัว  โดยเฉพาะหุ้นที่ได้รับผลบวกจากแนวโน้มรายได้ที่จะเติบโต เช่น MTC (ราคาเป้าหมาย 45 บาท) และ GPSC (ราคาเป้าหมาย 80 บาท )     

*** KBANK คาดกนง.คงดอกเบี้ยที่ 0.50% ในช่วงที่เหลือของปี  

    บล.กสิกรไทยประเมินว่า ในช่วงที่เหลือของปี  กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% เนื่องจากคาดว่าผลกระทบของโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจจากมาตรการรักษาระยะห่าง ลดการเดินทาง และปิดประเทศ จะรุนแรงที่สุดในไตรมาสที่ 2 และสถานการณ์จะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี ประกอบกับยังมีมาตรการภาครัฐวงเงิน 1 ล้านล้านบาทที่ช่วยพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจในเวลานี้ ทำให้ กนง. ไม่จำเป็นต้องเร่งลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมอีก 

    ในส่วนของเงินบาท ประเมินว่าเศรษฐกิจที่อ่อนแอและความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19 รอบสองในไทยจะยังสนับสนุนการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่แนวโน้มการคงดอกเบี้ยนโยบายและความเสี่ยงของไวรัสที่คาดว่าจะผ่อนคลายลงในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นปัจจัยเสริมให้เงินบาทกลับมาแข็งค่า ประกอบกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าทั้งปี 2020 จะยังคงเกินดุลแม้ว่ามีรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไป โดยคาดเงินบาท ณ สิ้นปี 2020 จะอยู่ในช่วง 31.5-32.0 บาท/ดอลลาร์ 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด