ข่าวนี้ที่ 1

จีดีพีไทย Q1/63 ติดลบ 1.8% หดตัวน้อยกว่าที่คาด

จีดีพีไทย Q1/63 ติดลบ 1.8% หดตัวน้อยกว่าที่คาด

 

          สภาพัฒน์ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกติดลบ 1.8% ต่ำสุดรอบ 6 ปี แต่ดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะติดลบในช่วง 3-4% แต่ไตรมาส 2 ตลาดคาดหดตัวแรง 8% ต่ำสุดของปี รับผลกระทบล็อคดาวน์เต็มไตรมาส พุธนี้ลุ้น กนง. ลดดอกเบี้ยลงสู่ 0.50% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  


*** ศก.ไทยไตรมาสแรกติดลบ 1.8% ต่ำสุดรอบ 6 ปี 

          นายทศพร ศิริสัมพันธ์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกติดลบ 1.8% ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 57 ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาครัฐและเอกชนปรับตัวลดลง


          ขณะที่การส่งออกมีมูลค่า 60,867 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 1.5% ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ  4 ไตรมาส ตามการขยายตัวของการส่งออกทองคำ และกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลประโยชน์จากสงครามการค้าในช่วงก่อนหน้าและการระบาดของโควิด-19


          ด้านการนำเข้า ในไตรมาสแรกมีมูลค่า 52,817 ล้านดอลลาร์ ลดลง 0.9% ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ด้านดุลการค้าในไตรมาสแรกของปี 63 เกินดุล 8,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 9,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการเกินดุลการค้าและการเกินดุลบริการ เป็นต้น

 

*** สภาพัฒน์ คาดเศรษฐกิจไทยทั้งปี 63 หดตัว 5-6% 

          ส่วนภาคการท่องเที่ยว ในไตรมาสแรกนักท่องเที่ยวต่างประเทศมีทั้งสิ้น 6.69 ล้านคน ลดลง 38% ซึ่งลดลงครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 4/59 ตามการปรับลดลงของนักท่องเที่ยวต่างประเทศเกือบทุกประเทศ ขณะที่รายรับจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 0.515 ล้านล้านบาท ลดลง 38.2% สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาอยู่ที่ 0.4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.5%

          ขณะที่แนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ ได้ปรับลดประมาณการลงเป็นติดลบ 5-6% โดยมีค่ากลางที่ติดลบ 5.5% จากเดิมคาดขยายตัว 1.5-2.5% นอกจากนี้ ยังปรับลดคาดการส่งออกเป็นติดลบ 8% จากเดิมคาดขยายตัว 1.4% ด้านการนำเข้าคาดติดลบ 13.2% จากเดิมคาด 2.7%

          ส่วนดุลการค้าปีนี้คาดเกินดุล 35.7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดติดลบ 0.5-1.5% จากเดิมคาด 0.4-1.4%

          ด้านรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 0.59  ล้านล้านบาท ลดลง 68.8% จาก 1.88 ล้านล้านบาทในปีก่อน สอดคล้องกับการปรับลดการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้มาอยู่ที่ 12.7 ล้านคน จาก 37 ล้านคน ในการประมาณการครั้งก่อน

          อย่างไรก็ตาม การพิจารณาผ่อนคลายและเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนสูง และจำเป็นที่จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือ และมาตรการจัดการเพื่อป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในระดับที่มั่นใจว่าจะไม่นำไปสู่การระบาดให้เกิดขึ้นภายในประเทศอีกครั้ง

          นายทศพร กล่าวว่า ด้านการเบิกจ่ายงบประมาณ ในปีนี้การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 คาดว่าอยู่ที่ 90.5% ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งลดลงจากสมมติฐานการเบิกจ่ายเดิมที่ 91.2% เป็นผลจากการปรับลดอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนมาอยู่ที่ 55% แต่ปรับเพิ่มอัตราการเบิกจ่ายงบประจำมาอยู่ที่ 99% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 98%

          ด้านการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 64 คาดอยู่ที่ 94.2% ของวงเงินงบประมาณโดยเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำและอัตราการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนที่ 98% และ 80% ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานกระบวนการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 64 ไม่มีความล่าช้า

          ทั้งนี้ การประมาณการเศรษฐกิจดังกล่าวภายใต้สมมติฐาน ประกอบด้วย การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ในวงจำกัดตั้งแต่ไตรมาส 2 และเริ่มผ่อนคลาย Full Lockdown ในไตรมาส 2 และเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 3 อย่างไรก็ตาม ยังคงจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศถึงไตรมาส 3 และให้เดินทางระหว่างประเทศของนักท่องเที่ยวได้ในไตรมาส 4

*** Q1 หดตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาด - มองตรงกัน Q2 ติดลบหนัก 8%  

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรก แม้จะออกมาหดตัว 1.8% ต่ำสุดในรอบ 6ปี แต่ก็ถือว่าดีกว่าที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า GDP จะหดตัว 3-4% นอกจากนี้ ตลาดคาดว่าไตรมาส 2 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีคือติดลบประมาณ 8% 


          โดย บล.เอเชีย เวลท์ คาดว่าจะติดลบ 4%YoY (Q4/62 อยู่ที่ 1.6% YoY) จากผลของ COVID-19 อย่างไรก็ตาม จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19นำไปสู่การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และมาตรการ Curfew (เริ่ม 26 มี.ค.) เป็นปัจจัยลบต่อภาคการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ทำให้ประเมินว่า GDP ในช่วง Q2/63 จะติดลบ 7-8% YoY และจะเป็นจุดต่ำสุดของปี63 


          นอกจากนี้  การประชุม กนง. (20 พ.ค.) นักวิเคราะห์ของ เอเชีย เวลท์ ประเมินว่า BoT จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิมที่ 0.75% รวมทั้งรายงานคาดการณ์ GDP ปี63 ที่ เอเชีย เวลท์ คาดว่าจะปรับลดลงจากรอบก่อนที่คาดว่าจะติดลบ 5.3%  


          บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี กล่าวว่า  ตัวเลข GDP ใน Q1/63 หดตัว 1.8% ดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะหดตัว 3.8-4.5% และคาดว่าแนวโน้มปี 63 จะหดตัว 5-6% ทั้งมี มีประเด็นที่ต้องติดตามต่อในวันพุธนี้คือ การประชุมคณะกรรมการนโนบายการเงินในวันพุธนี้ 


          บล.กรุงศรี คาด GDP ใน Q1/63 หดตัว 3.3% และจะหดตัวเพิ่มอีกใน Q2/63 ส่วน Bloomberg Consensus คาดว่าจะหดตัว 3.3% จากขยายตัว 1.6% ใน Q4/62 นับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ปีเป็นผลจากทุกกิจกรรมเศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและส่งออก ส่วนแนวโน้ม Q2/63 คาด GDP ของไทยจะทรุดตัวมากขึ้นเพราะจะรับรู้ผลกระทบจากไวรัส Covid-19 เข้ามาเต็มไตรมาส (ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีฯ คาด GDP Q2/63 ของไทยจะหดตัวประมาณ 8.3%)

 

***  ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมิน GDP ปีนี้ -8.8%


               ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS    ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2020 อาจหดตัวราว 8.8% แม้ว่าไตรมาสแรกจะหดตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดที่ -3.9% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่มาตรการปิดเมืองของประเทศต่างๆ พึ่งเริ่มต้นในช่วง มี.ค. ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลึกสุดในไตรมาสที่ 2 ที่มีการระบาดรุนแรงที่สุดไปพร้อมกับความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังการควบคุมโรค ก่อนที่เศรษฐกิจจะหดตัวน้อยลงในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ตามลำดับ สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีแนวโน้มคลี่คลายขึ้น ซึ่งในกรณีนี้คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2021 จะกลับมาขยายตัวได้ที่ 6.1% แต่มูลค่าจีดีพียังคงต่ำกว่าในปี 2019


             การหดตัวที่ต่ำกว่าตลาดคาดในไตรมาสแรกทำให้คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% ในการประชุมวันที่ 20 พ.ค. แต่เราคาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสสอง เนื่องจากเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจโลก รวมทั้งไทยได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรคของประเทศต่างๆ มากที่สุด 


            จับตาคลายล็อคดาวน์ที่อาจนำมาสู่การระบาดซ้ำ ซึ่งหากการแพร่ระบาดเกิดขึ้นทั่วโลกอีกครั้งอาจฉุดให้จีดีพีไทยปี 2020 หดตัวได้มากถึง 11.7% สะท้อนบทเรียนของหลายประเทศที่สามารถควบคุมการระบาดได้แล้วก่อนหน้านี้ แต่กลับต้องเผชิญกับการระบาดอีกครั้งจากการผ่อนคลายล็อคดาวน์ ซึ่งหากการระบาดเกิดขึ้นอีกครั้งจนทำให้ต้องมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อาจทำให้จีดีพีหดตัวหนักขึ้น และทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้าลงไปอีก สอดคล้องกับมุมมองของ Jerome Powell1 ประธานเฟดที่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะไม่ฟื้นตัวเต็มที่และกลับไปเติบโตเหมือนเดิมหากยังไม่มีวัคซีนเข้ามาช่วยรักษา

 

*** พุธนี้ลุ้น กนง. ลดดอกเบี้ยลงสู่ 0.50% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 

          บล.กรุงศรี กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีกำหนดประชุมเพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 20 พ.ค. หากพิจารณาจากแนวโน้มของ GDP ที่คาดว่าจะหดตัวใน Q1/63 และ Q2/63 ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อก็ติดลบมากขึ้น 2 ปัจจัยนี้ค่อนข้างเอื้อให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่การประชุมในครั้งนี้จะเห็นแบงก์ชาติลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เป็น 0.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับ บล.คิงส์ ฟอร์ด คาดว่าวันพุธ กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 0.50%


          ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มหดตัวทั้งปี 2020 ที่ -5.0% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวรุนแรงในไตรมาสที่ 2 ของปีจากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีผลตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ให้มีการปิดเมืองและปิดการเดินทางเข้าออกประเทศ รวมถึงการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกจะกระทบต่อการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวรุนแรง ทำให้คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนพฤษภาคม 
          
        







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด