ข่าวนี้ที่ 1

ครม.อัดงบ 1.9 ล้านลบ.เยียวยาศก.ดันหุ้นกระฉูด

ครม.อัดงบ 1.9 ล้านลบ.เยียวยาศก.ดันหุ้นกระฉูด

    ครม. ไฟเขียว อัดฉีดเงินมหาศาล 1.9 ล้านลบ. ดูแลและเยียวยาศก. เฟส3 จากโควิด-19 ทั้งการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านลบ. - ผ่านพ.ร.ก.ธปท. 2 ฉบับ  และเงินงบประมาณ เน้นขยายเวลาแจกเงิน 5,000/เดือน เป็น 6  เดือน ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เอสเอ็มอี ดูแลสภาพคล่องตลาดการเงิน หนุน SET Index พุ่งทะลุ 1,200 จุด โบรกฯมองแนวต้านถัดไป 1,300 จุด ชี้ยาแรงได้ผล แถมยังช่วยจีดีพีปีนี้ติดลบน้อยกว่าคาด


*** ครม.ไฟเขียวแผนฟื้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านบาท


    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าในวันนี้(7เม.ย.63) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการดูแลและเยียวยาโควิด-19 ระยะที่ 3 วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท ผ่านการออก พ.ร.ก. 3 ฉบับ ประกอบด้วย


    พ.ร.ก.ฉบับที่ 1 ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท แหล่งที่มาเป็นเงินสกุลเงินบาททั้งหมด หรือเป็นการกู้ภายในประเทศ กำหนดเวลาการกู้ต้องให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2564 หรือ 1 ปี 6 เดือน โดยจะทยอยกู้ตามวัตถุประสงค์ แบ่งเป็น 2 แผนงานที่จะดำเนินการ คือ แผนงานด้านสาธารณสุขและแผนงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 600,000 ล้านบาท ผ่านการให้เงิน 5,000 บาท/เดือน ซึ่งจะขยายเวลาจากเดิม 3 เดือน เป็น 6 เดือน  และแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมวงเงิน 400,000 ล้านบาท 


    พ.ร.ก.ฉบับที่ 2 ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกซอฟต์โลน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อดูแลธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี โดยให้สินเชื่อใหม่ 500,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% สำหรับเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท และให้ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินของรัฐ พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน ให้เอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท


    พ.ร.ก.ฉบับที่ 3 ดูแลเสถียรภาพภาคการเงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยจัดตั้งกองทุนรวม Corporate Bond Liquidity Stabilization Fund (BSF) และให้ธปท. ซื้อขายหน่วยลงทุนในกองทุนดังกล่าว


    และร่างพ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 63 วงเงิน 80,000 – 100,000 ล้านบาท ไว้ที่งบกลาง โดยจะนำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยเร็วต่อไป โดยทุกกระทรวงต้องกันงบที่ไม่จำเป็นมาไว้สำหรับแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19


    ยอมรับแผนชำระเงินกู้อาจต้องรอเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ตามปกติ การจัดเก็บรายได้จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง


*** สั่งออมสินปล่อนสินเชื่อดบ.ต่ำหนุนกลุ่มนอนแบงก์


    ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอัตราดอกเบี้ย 2% ให้กลุ่มธุรกิจนอนแบงก์ วงเงินสินเชื่อ 80,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวไปช่วยเหลือลูกหนี้ต่อไป โดยวงเงิน 80,000 ล้านบาท จะมาจากวงเงินสินเชื่อซอฟต์โลนเดิม 150,000 ล้านบาทที่ออกไปก่อนหน้านี้


*** ธปท รับลูกออก 4 มาตรการช่วยเหลือ


    นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สำหรับ ธปท. มาตรการในครั้งนี้จะประกอบด้วย 4 ส่วน คือ


    มาตรการที่ 1 คือ การเลื่อนกำหนดการชำระหนี้สำหรับธุรกิจ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยให้ SMEs มีสภาพคล่อง โดยธุรกิจ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ธนาคาร) แต่ละแห่งไม่เกิน 100 ล้านบาท ได้รับสิทธิ์เป็นการทั่วไป ไม่ต้องชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน และ ในช่วงที่ผ่อนปรนนี้ไม่ถือว่าเสียประวัติข้อมูลเครดิต 
 

    มาตรการที่ 2 คือ การสนับสนุนสินเชื่อซอฟต์โลนให้แก่ธุรกิจ SMEs วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษ 2%  ต่อปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยในช่วง 6  เดือนแรก  โดยธปท. จัดสรรสินเชื่อซอฟต์โลนอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ให้ธนาคารวงเงินรวม 5 แสนล้านบาท เป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้ธนาคารนำไปให้สินเชื่อแก่ธุรกิจ SMEs ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศและมีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารแต่ละแห่งไม่เกิน  500  ล้านบาท และ มีสถานะผ่อนชำระปกติ หรือ ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน (ยังไม่เป็น NPL) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562  มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมถึงบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET และ  MAI)  โดยวงเงินที่ SMEs แต่ละรายสามารถขอกู้ได้จะไม่เกิน  20% ของยอดหนี้คงค้างของลูกหนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562 สำหรับ SMEs ที่สนใจ สามารถขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารที่ท่านเป็นลูกค้าและมีวงเงินสินเชื่ออยู่ 


    มาตรการที่ 3 คือ มาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน    ธปท. และ กระทรวงการคลังจึงเห็นควรจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Stabilization Fund: BSF) เพื่อเป็นแหล่งเงินสำรองชั่วคราว (bridge financing) สำหรับเข้าไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดีที่มีตราสารหนี้ครบกำหนดชำระในช่วงปี 2563–2564 วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท


    มาตรการที่ 4 คือ ลดเงินนำส่ง FIDF ของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (สถาบันการเงิน) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของภาคธุรกิจและประชาชน โดยธปท. ปรับลดอัตรานำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ (Financial Institutions Development Fund: FIDF) จากเดิมอัตรา 0.46% เหลือ 0.23% ของฐานเงินฝาก เป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้สถาบันการเงินไปปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มเติมให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในทันที  


*** ตลาดหุ้นไทยตอบรับพุ่งกระฉูดทะลุ 1,200 จุด ทันที มองแนวต้านถัดไป 1,300 จุด


    ดัชนีตลาดหลักทรัพ์แห่งประเทศไทย(SET Index)วันนี้พุ่งแรงทันทีรับมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ ขึ้นมาปิดตลาดที่ 1,214.95 จุด เพิ่มขึ้นถึง 76.11 จุด หรือ +6.68% มูลค่าการซื้อขาย 98,936.25 ล้านบาท 


    นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" วันนี้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงเนื่องจากตอบรับประเด็นข่าวพ.ร.ก.เงินช่วยเหลือโควิดเฟส3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท และแจกเงิน 5,000 บาทเป็น 6 เดือน ซึ่งภาพรวมมาตรการช่วยเหลือในวิกฤตดังกล่าว ใกล้เคียงกับมาตรการในประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไปทางเดียวกับหุ้นต่างประเทศเช่นกัน


    "ตอนนี้ทั้งโลกก็ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด ซึ่งมาตรการของไทยที่เกิดขึ้นก็คล้ายๆ กับต่างประเทศ หุ้นบ้านเราบวกแต่ก็บวกเหมือนกับหุ้นทั่วโลก ทั้งโลกอาจจะลืมๆ GDP ไตรมาส 2/63 ไปก่อน ถึงแม้ว่าจะติดลบซึ่งอาจจะมากกว่า 10% แต่ทุกประเทศไปโฟกัสที่มาตรการกันก่อนเพื่ออุ้มเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนนี้ที่คาดว่าจะหนักสุด แม้จะผิดวินัยทางการเงินการคลังก็ตาม " นายวิวัฒน์กล่าว


    ในระยะสั้นประเมินกรอบการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ให้แนวรับ 1,180 จุด แนวต้าน 1,250 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,300 จุด แนะนำเก็งกำไรหุ้นแบบเวียนรายตัวในกลุ่ม SET50 เพราะเป็นหุ้นพื้นฐานดีมีสภาพคล่อง ซึ่งในช่วงนี้แนะนำหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มรับเหมา เนื่องจากราคาหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงที่ปรับตัวลดลงไปก่อนหน้านี้  


*** โบรกฯ ชี้ยาแรงได้ผล หนุนเศรษฐกิจลบน้อยกว่าคาด


    บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า GDP ปีนี้คาดจะติดลบอยู่หากอ้างอิงประมาณการณ์ของธปท. เศรษฐกิจไทย ปี 2563 หมายความขนาด GDP จะลดลงราว 5.79 แสนล้านบาท คิดจาก Real GDP ปี 2562 ที่อยู่ที่ 10.93 ล้านล้านบาท โดยรวม 2 เม็ดเงินรวมเข้าระบบราว 1.9 ล้านล้านบาท ราว 10% ของจีดีพีไทย คาดว่าจะมีส่วนทำให้ GDP Growth ไทยปี 2563 ติดลบน้อยลง และถือเป็นปัจจยหนุนตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น


    แรงหนุนทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบจัดเต็มของแต่ละประเทศ เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่นอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบกว่า 10% ของ GDP และ 20% ของ GDP ตามลำดับ บวกกับการคาดหวังว่าการ Lock Down จะช่วยให้การระบาดของโรคคลี่คลายได้เร็วขึ้น หนุนให้ตลาดหุ้นที่มีการประกาศ Lock Down ปรับตัวขึ้นตั้งแต่วันประกาศถึงปัจจุบันเฉลี่ยสูงถึง 6.23% (ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20 ใน 25 ประเทศ)


    สภาวะดังกล่าวตรงตามกลยุทธ์การลงทุนในเดือนเม.ย. แนะนําสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งที่ปรับฐานลงมาแรงในช่วงที่เกิด COVID-19 แต่เวลาฟื้นมีโอกาสฟื้นได้แรงกว่าตลาดฯ


*** แนะหุ้นเด้งเป็นจังหวะขาย ระยะยาวอาจส่งผลกระทบ-งบบจ.โค้งแรกไม่สวย


    ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุ เงินกู้ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบในระยะยาว ซึ่งเกิดขึ้นทั่งโลกเช่นกัน เช่น ปัญหาหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง , ขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก แต่ปัจจุบันแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันก่อน


    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจนเกินกรอบแนวต้านแรกที่ระดับ 1,200 จุด แต่เชื่อว่าต่อจากนี้ไปยังคงมีปัจจัยที่จะเข้ามากดดัน จากการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/63 ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มที่ลดลง จะทำให้นักวิเคราะห์ทยอยปรับลดประมาณการณ์ทั้งนี้เชื่อว่าหากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีระยะยาวออกไปอีก อาจจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 2/63 ต่อเนื่องด้วย เบื้องต้นประเมินแนวรับไว้ที่ 1,110 จุด และ 1,200จุด โดยมองมองแนวต้านไว้ที่ 1,238 และ 1,250 จุด


    ทั้งนี้แนะนำนักลงทุนที่ชอบปัจจัยพื้นฐานแนะนำให้ถือเงินสดเพื่อรอการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน จากนั้นจึงสามารถเข้าไปเก็บหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และสร้างกระแสเงินสด ยังคงแนะนำเลือกหุ้นในกลุ่มบริหารสินทรัพย์ หรือหนี้สิน เช่น BAM,และ JMT ขณะที่กลุ่มอุปโภคบริโภคแนะนำ CPF


    ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด มองว่าการที่ตลาดหุ้นรีบาวน์ในครั้งนี้นักลงทุนควรหาจังหวะขายหุ้นออกมา และถือเงินสดเพื่อรอดูจังหวะของภาวะตลาดอีกครั้งหลังจากการประกาศงบไตรมาส 1/63 หรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นตลาดตราสารหนี้ระยะยาว สำหรับนักลงทุนทางเทคนิค วางกรอบแนวต้านการรีบาวน์ในรอบนี้ที่ 1,238 จุด และหากหลุดแนวรับที่ 1,200จุด แนะนำให้ปรับปรับพอร์ตการลงทุน โดยมีหุ้นแนะนำเป็นกลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ CHG,BDMS และ BH







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด