ข่าวนี้ที่ 1

SET ดิ่งหนัก 60 จุด ผวาโควิด-19 ระบาดรุนแรงทั่วโลก

SET ดิ่งหนัก 60 จุด ผวาโควิด-19 ระบาดรุนแรงทั่วโลก

 
 
      ดัชนีหุ้นไทยดิ่งหนัก 60 จุด ทำสถิติต่ำสุดรอบ 3 ปีเศษ หลอนไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายนอกจีนรุนแรง หวั่นกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก ด้าน"ภากร" แนะฉวยจังหวะเก็บหุ้นปันผลดี ส่วนบล.เคทีบี ให้ปรับพอร์ตถือเงินสด 30% เลือกหุ้นเสี่ยงต่ำ ADVANC-BGRIM บล.กสิกรไทย เชียร์สะสม ADVANC-GPSC-CPF-STA

     ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้(24 ก.พ.)ร่วงหนัก 60 จุด กด SET Index ต่ำสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือน นับจากจุดต่ำสุดครั้งก่อนที่ 1,343 จุด เมื่อเดือน ต.ค.2559  โดยดัชนีวานนี้ปิดการซื้อขายที่ 1,435.56 จุด ลดลง 59.53 จุด หรือ 3.98% มูลค่าการซื้อขาย 7.63 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นที่กดดัชนีมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ PTT,CRC,AOT,CPALLและ PTTEP
    สำรวจประเภทนักลงทุนพบว่า นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 4,229.12 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,673 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 862 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 6,764 ล้านบาท
 
      สาเหตุที่ตลาดหุ้นปรับลงแรง เนื่องจากหลายปัจจัยลบกดดันทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะความกังวลโรคระบาดจากไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ทั่วโลกเกิดความผวา เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่นอกประเทศจีนยังมีเพิ่มขึ้นขณะที่แต่ละประเทศต่างก็มีมาตรการป้องกันออกมา จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งหลายสำนักหั่นประมาณการจีดีพีไทย เหลือโต 1% เศษเท่านั้น และอนาคตไม่มีใครทราบว่าความเสียหายจากไวรัสโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจจะรุนแรงขนาดไหน เพราะยังไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้   
     
*** "ภากร" เผย SET ดิ่งตามหุ้นโลก โควิด-19 กดดัน  แนะเก็บหุ้นปันผลดี 


      นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตามภาวะตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากรับรู้ข่าวสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่นอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นรุนแรงคิดเป็น 40% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด
    โดยภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกวันนี้ (24 ก.พ.) ปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 2% จากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยหลักทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ได้แก่ กลุ่ม Commerce,Energy,Food เป็นผลจากภาวะการส่งออกและท่องเที่ยวลดลง ซึ่งไม่สามารถประเมินตลาดหุ้นไทยได้ว่าจะปรับตัวลดลงมากเพียงใด เนื่องจากต้องรอดูสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ต่อ ซึ่งหากมีผู้ติดเชื้อลดลงคาดว่าจะช่วยหนุนให้ภาวะตลาดปรับตัวดีขึ้น ซึ่งยังยืนยันว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีสภาพคล่องสูง
     อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดหุ้นไทยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว (Circuit Breaker) เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยรับข่าวลบมาตั้งแต่ต้นปีหลายประเด็น  ทั้งผู้นำระดับสูงของอิหร่านถูกลอบสังหาร , งบประมาณปี63 ล่าช้า , โอเปกส่งสัญญาณลดกำลังการผลิตน้ำมัน , ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง , องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศภาวะฉุกเฉินจากโควิด-19 และล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นต้น
       "เราเจอหลายปัจจัยที่รุนแรงค่อนข้างเยอะตั้งแต่ต้นปี จะเห็นได้เลยว่า Circuit Breaker เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้เลย ตลาดเราเดี๋ยวนี้มีสภาพคล่องที่สูงมาก และมีฐานนักลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งทั่วโลกรับผลกระทบจากประเด็นเดียวกัน ซึ่งขนาดมีข่าวลบ การออก IPO ก็ยังมีให้เห็นอยู่ เพราะเค้ารู้ว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกไปที่ไหนก็โดนหมด " นายภากรกล่าว
        แนะนำนักลงทุนใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสโดยกระจายพอร์ตการลงทุน ,เลี่ยงหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเลือกหุ้นที่มีปันผลดี นอกจากนี้เตือนนักลงทุนพิจารณาการรับข่าวสารข้อมูลให้ดีอย่ารับข่าวปลอม 
         ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ได้เตรียมความพร้อมรับมือกับโควิด-19 โดยวางแผนสำรองรองรับในสภาวะฉุกเฉิน (Business Continuity Planning หรือ BCP) เพื่อให้เกิดผลกระทบจากภาวะดังกล่าวน้อยที่สุด นอกจากนี้สถานการณ์โควิด-19 อาจเป็นข้อดีให้เราปรับปรุงระบบ E-Voting ในภาวะเสี่ยงซึ่งตอนนี้ติดอยู่ที่กฤษฎีกา

    บทความที่เกี่ยวข้อง : ลงทุนหุ้นปันผล โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

***บล.เคทีบี แนะให้ถือเงินสดไว้ที่ 30% เก็บหุ้นเสี่ยงต่ำ ADVANC-BGRIM 

    บล.เคทีบี เผยมุมมองการลงทุนในสัปดาห์นี้ว่า หลังผลการตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ คาดว่าจะทำให้ดัชนีฯ ขยับขึ้น แต่ก็ยังมีความกังวลด้านเศรษฐกิจและแนวโน้มกำไรตลาดที่ไม่สดใส เป็นตัวกดดันดัชนีฯ ให้ขึ้นไปไม่ได้ไกลมาก ดังนั้น สัปดาห์นี้ยังให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว หรือหุ้นที่อิงรายได้จากการส่งออกหลังเงินบาทอ่อนค่าลง โดยยังแนะนำให้ถือเงินสดไว้ที่ 30% 
     ส่วนหุ้นที่น่าสนใจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ หุ้นเสี่ยงต่ำ คือ ADVANC,BGRIM ขณะที่ GULFคาดได้แรงเก็งกำไรจากการแตกพาร์ 5 เป็น 1 บาท , หุ้นที่อิงกับการลงทุนภาครัฐ ได้แก่ STEC,BTS และหุ้นอ้างอิงกับการส่งออก คือ KCE ส่วนพอร์ต KTBST SET50 Skynet แนะนำ ADVANC และ GULF  
 
*** บล.โนมูระฯ คาดแนวรับ 1,430 จุด

     นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพในระยะปัจจุบัน ถึงระยะกลาง มองว่าตลาดยังแกว่งตัวขาลง (Sideway Down) โดยมีแรงกดดันจากความกังวลการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 รวมถึงการปรับประมาณการลงของบริษัทจดทะเบียน โดยมองว่า ในวันพรุ่งนี้ยังคงเห็นดัชนีปรับลดลงต่อประมาณ 20 จุด โดยประเมินแนวรับที่ 1,430 จุด และแนวต้านที่ 1,468-1,474 จุด
    “เรามองว่าจะลงต่อ โดยหลักมาจากปัจจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก ที่คนยังกังวลกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ขณะที่ในประเทศอยู่ระหว่างการจับตาว่าไทยจะไปสู่ระยะที่ 3 หรือไม่ และที่ผ่านมา พบว่า ช่วง 1 สัปดาห์ย้อนหลัง พบว่า หลักๆ เป็นนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศยังคงขายสุทธิ ทำให้ยังมีแรงกดดันอยู่มาก” นายคณฆัส กล่าว
    ด้านปัจจัยการเมืองในประเทศ ที่มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวม 5 คน มองว่า จำนวนระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านนั้น ทำให้มองว่าจะผ่านไปได้ แต่คงต้องติดตามความเข้มข้นในการอภิปรายไปพร้อมๆ กัน
    
***บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ชี้ตลาดแพนิกแรง คืนนี้จับตาหุ้นสหรัฐ 
     

    บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดภาคบ่าย (24 ก.พ.) คาดดัชนีเข้าสู่ภาวะตื่นตระหนกเต็มตัว ขึ้นอยู่กับการลงของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐในคืนนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นแนวรับเพื่อรอการดีดตัวคงยังไม่เห็นจนกว่าจะเห็นการตอบสนองของตลาดหุ้นสหรัฐในคืนนี้  มองว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลายตัวและตลาดอยู่ในภาวะตื่นตระหนก อาจจะเห็นการลงไปในระดับต่ำกว่านี้อีก โดยหุ้นถูกเทขายออกมาเป็นแบบทั่วกระดาน              
     แนะรอให้บรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคนิ่งกว่านี้ การปรับตัวลงของ SET ที่มากกว่า -20% จากจุดสูงสุดใน 4 รอบหลังปี 2008 จะลงไปเฉลี่ย -22% หรือที่กรอบในปัจจุบันที่ประมาณ 1,445-1,450 จุด  
  
***บล.กสิกรไทย แนะนำสะสม ADVANC-GPSC-CPF-STA 

      บล.กสิกรไทย แนะนำกลยุทธ์การลงทุนช่วงตลาดผันผวน แนะนำสะสม ADVANC (200-205) , GPSC ( 72-73) , CPF , STA และเลี่ยงลงทุน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธนาคาร และโรงกลั่น ซึ่งอาจเผชิญ Policy risk จากการคุมค่าธรรมเนียมและการปรับสูตรหน้าโรงกลั่น ซึ่งคาดจะมีการประชุมใน มี.ค.

***หลายสำนักหั่นประมาณการจีดีพีไทย เหลือโต 1% เศษ 

    ธ.กรุงศรีอยุธยา หั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 1.5% เบิกงบล่าช้า-ภัยแล้ง-ไวรัส ฉุด

    ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ปรับลดประมาณการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยรอบแรกในปี 2563 ลดลงเหลือขยายตัว 1.5% จากเดิมที่คาดว่าขยายตัว 2.5% จากปัจจัยความล่าช้าของการผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 63  โดยเฉพาะงบของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานลง 1.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 0.9% ของจีดีพี 
  
    บล.เอเซียพลัส ปรับลด GDPไทย ปี 2563 เหลือโต 1.6% สะท้อนปัจจัยลบ

    บล.เอเซียพลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การระบาดของไวรัส COVID-19 กลับมาหลอกหลอนนักลงทุนอีกครั้งหนึ่ง ล่าสุด จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 78,999 ราย (เพิ่มขึ้นในอัตรา 0.4%จากวันก่อนหน้า) ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 2,470 ราย (เพิ่มขึ้น 0.5%)   แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ลดลง โดยเฉพาะในจีน แต่กลับพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนกลับเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่า โดยเฉพาะเกาหลีใต้, อิตาลี และญี่ปุ่นซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นถึง 39%, 101% และ 8.2% ตามลำดับ
   เพื่อสะท้อนปัจจัยลบจากไวรัส COVID-19ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกและกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในปี2563 ภาวะภาวะเศรษฐกิจงวด Q1/63 ชะลอตัวชัดเจน บล.เอเซียพลัส ได้ปรับลด GDP Growth ไทยปี 2563 เหลือ 1.6% YoY จากเดิมคาด 2.8% ขณะที่ Consensus คาดเฉลี่ย 2.4% 
         
 
 
 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด