ข่าวนี้ที่ 1

จีดีพีไทยโตต่ำสุดรอบ 5 ปี-คลังจ่อออกมาตรการกระตุ้น

จีดีพีไทยโตต่ำสุดรอบ 5 ปี-คลังจ่อออกมาตรการกระตุ้น

          สศช.หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโตแค่ 2.6% จากเดิม 3%  ต่ำสุดรอบ 5 ปี รับเศรษฐกิจโลกชะลอ เผยไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยโต 2.4% ดีขึ้นเล็กน้อย จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งออกไม่เติบโต ด้านคลังพร้อมออกมาตรการกระตุ้นศก. ฟาก"สมคิด" ลั่นโค้งสุดท้ายฟื้น ส่วนวงการหุ้นมอง SET ปีหน้า 1,600-1,800 จุด ชูพลังงาน-ปิโตรฯ-การแพทย์  


*** หั่นเป้า GDP ปีนี้เหลือโต 2.6% ต่ำสุดรอบ 5 ปี 

    นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ของปี 2562 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2562-2563 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2562 ขยายตัว 2.4% ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 2.3% รวม 9 เดือนเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.5%
    ขณะที่ทั้งปี สศช. ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลงเหลือโต 2.6% จากเดิมคาดขยายตัว 3% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ที่ขยายตัวได้ 1% และในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัว 2.7-3.7%

*** ประเมินส่งออกทั้งปีหดตัว 2% นำเข้าหดตัว 3.6% 

     สำหรับภาคการส่งออกในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาขยายตัว 0% ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 4.2% และทั้งปีคาดว่าส่งออกจะติดลบ 2% จากเดิมคาดติดลบ 1.2% และปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.3%
    ด้านการนำเข้าในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาติดลบ 6.8% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 3.4% และทั้งปีคาดว่าจะติดลบ 3.6% และปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 3/2562 อยู่ที่ 0.6% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 1.1% ขณะที่ในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.8% และปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 0.5-1.5%

*** ศก.ไตรมาส 3 ขยายตัวต่ำคาด สอดคล้องศก.โลก 

    นายทศพร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวดีของการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ 4.2% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ และอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งการปรับตัวดีขึ้นของราคาสินค้าเกษตร และการดำเนินมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ เป็นต้น และการเร่งตัวขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน
    ขณะที่ การใช้จ่ายภาครัฐ ขยายตัว 1.8% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 1.1% การลงทุนรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% จากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 1.9% การลงทุนเอกชนขยายตัวได้ 2.4% จากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 2.1% สำหรับการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.7% จากไตรมาสก่อนที่ 1.4% ในขณะที่ปริมาณการส่งออกสินค้าลดลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า
    อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และมาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงปัจจัยชั่วคราวต่างๆ เช่น รถยนต์เปลี่ยนรุ่นใหม่ในช่วงปลายปี โรงกลั่นบางแห่งหยุดซ่อม และปรับมาตรฐานน้ำมันใหม่

***หวังไตรมาส 4  เศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 2.8% 
    
    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2562 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ดี ส่งออกเริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งหากจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้ 2.6% นั้น ในช่วงไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยจะต้องขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2.8% และจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ยังวางใจไม่ได้

***คาดเศรษฐกิจไทยปี 63 ขยายตัว  2.7-3.7%
 
    นายทศพร กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.7-3.7% โดยมีค่ากลางที่ 3.2% นั้น จะมีแรงสนับสนุนจากแนวโน้มการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการใช้จ่ายภาคครัวเรือน และการลงทุนภาครัฐและเอกชน การปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกภายใต้แนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆของเศรษฐกิจโลก และการปรับตัวของภาคการส่งออกต่กมาตรการกีดกันทางการค้า
    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจาก การดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ และการปรับตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวได้ 2.3% การบริโภคภาคเอกชนอยู่ที่ 3.7% และการลงทุนรวมคาดว่าจะขยายตัวได้ 4.8%
    ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินบาทในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในช่วง 30.5-31.5 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะเผชิญกับแรงกดดันต่อการแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่โน้มโน้มการฟื้นตัวอย่างช้าๆของเศรษฐกิจโลกในปี 2563
    รวมทั้งแนวโน้มการคงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการดำเนินมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออกมากขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทในปีหน้าได้
    ด้านราคาน้ำมันดิบดูไบ ในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 57-67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 63.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยคาดว่าราคาน้ำมันจะยังมีแรงกดดันเนื่องจาก แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายสำคัญของโลก คือ สหรัฐ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณความต้องการน้ำมันโดยรวม
     รวมถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพของแท่นขุดเจาะน้ำมัน และมาตรการลดการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ หรือ กำมะถันจากน้ำมัน เพื่อลดมลพิษทางอากาศขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2563 คาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบดูไบซึ่งมีกำมะถันสูงเมื่อเทียบกับแหล่งอื่นๆมีแนวโน้มลดลง

*** คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีหน้า  41.8 ล้านคน 


        สำหรับภาคการท่องเที่ยวในปี 2563 คาดว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 41.8 ล้านคน จากปีนี้คาดว่าจะมีรายรับจากนักท่องเที่ยว 2.04 ล้านล้านบาท และมีนักท่องเที่ยว 39.8 ล้านคน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมและเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียและอินเดีย ซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางมากขึ้น
    นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายเวลามาตรการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ออกไปถึงเมษายน 2563 เป็นต้น

***ต้องเร่งเครื่องส่งออก-เปิดตลาดใหม่ 


      นายทศพร กล่าวว่า สำหรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ถึงปี 2563 นั้น ควรให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการส่งออกให้มูลค่าการส่งออกกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% โดยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการกีดกันทางการค้า การให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ การปฏิบัติตามกรอบกติกาการค้าโลก การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า
     ขณะเดียวกัน ยังต้องเจาะตลาดและหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้สามารถขยายตัวและสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการเจาะตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง และกระจายตลาดนักท่องเที่ยวให้มีความสมดุลมากขึ้น การรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกและลดปัญหาแออัดของนักท่องเที่ยว
    นอกจากนี้ ยังต้องรักษาแรงส่งการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมโครงการให้มีความพร้อมต่อการเบิกจ่าย เมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ 2563 มีผลบังคับใช้ โดยเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ไม่ต่ำกว่า 92.3% การเร่งรัดดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการเบิกจ่ายจากโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
    สุดท้าย คือ การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดยการขับเคลื่อนการส่งออก การผลักดันโครงการลงทุนที่ขอรับและได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มการใช้กำลังการผลิตและย้ายฐานการผลิตมายังไทย การขับเคลื่อนโครงการลงทุนของภาครัฐ และการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานและคุณภาพแรงงาน เป็นต้น

*** คลัง พร้อมพิจารณามาตรการดูแลเศรษฐกิจ 

     นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป คาดว่าจะยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องในไตรมาส 4 ปี 2562 และปี 2563 ขณะเดียวกันก็มีเครื่องชี้ที่สะท้อนแนวโน้มในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย อาทิ รายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ณ ราคาคงที่ (ที่หักรายได้พิเศษ) ล่าสุด ในเดือนตุลาคม 2562 ที่ขยายตัวเร่งขึ้นที่ร้อยละ 6.0 ต่อเนื่องจากไตรมาส
ที่ 3 ที่ขยายตัวร้อยละ 1.9
    ทั้งนี้ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้หน่วยงานของกระทรวงการคลังติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการขับเคลื่อนชุดมาตรการ ด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย
    มาตรการ “ชิมช้อปใช้เฟส 1” มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการบรรเทาค่าครองชีพสำหรับสำหรับเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง มาตรการพักหนี้กองทุนหมู่บ้านของ ธ.ก.ส. และมาตรการกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ซึ่งประกอบด้วย มาตรการ “ชิมช้อปใช้เฟส 2” และมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์
    ล่าสุดมาตรการ “ชิมช้อปใช้เฟส 3” เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่ายการลงทุนของรัฐวิสาหกิจซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2562 นี้ เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ ที่เริ่มในไตรมาส 3 สามารถส่งผลได้อย่างเต็มที่ในไตรมาส 4 โดยกระทรวงการคลังจะประเมินสถานการณ์และแนวโน้มของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะพิจารณามาตรการดูแลเศรษฐกิจที่เหมาะสมต่อไป

*** “สมคิด” มั่นใจศก. Q4/62 จะดีขึ้น

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่จีดีพีไตรมาส 3 ปีนี้โต 2.4% ว่าไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย เพราะยังถือว่าโตกว่าเวียดนามถึง 2 เท่า นอกจากนี้ ปีนี้ประเทศจีนส่งออกหดตัว ทำให้ส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าอื่นๆ ด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ไทยที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวแค่เพียงประเทศเดียว
    ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยจึงติดลบไปด้วย เอกชนชะลอการลงทุนในไทย แต่ถือว่ายังดีกว่าหลายประเทศ ซึ่งคำอธิบายนี้ไม่ใช่การปัดความรับผิดชอบ แต่ขอให้ดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และขอให้มั่นใจว่าในอนาคตไทยยังมีฐานะที่ดี เพราะหากไม่ดีจริง เงินคงไม่ไหลเข้า ซึ่งหากเทียบกับประเทศอื่น ไทยยังดีอยู่ 
    “ทุกประเทศโดนกันหมด อย่างปีนี้จีนส่งออกติดลบ เมื่อจีนติดลบ ทุกประเทศก็เจอผลกระทบทั้งนั้นแต่การบริโภคและใช้จ่ายภาครัฐ ในไตรมาส 4 จะดีขึ้น อย่ากังวลจนเกิดภาพลบ จีดีพี 2.4% ไม่ถึงกับย่ำแย่ เราเติบโต 2 เท่าของเวียดนาม แต่เมื่อการส่งออกเป็น 60 เปอร์เซนต์ของประเทศแล้วยังติดลบอยู่ ผู้เกี่ยวข้องก็เหนื่อยกันทุกคน” นายสมคิดกล่าว  
    ส่วนไตรมาส 4 มองว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นกว่านี้ เนื่องจากมีงบประมาณของรัฐวิสาหกิจที่ค้างท่ออยู่ 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบการส่งออก ชดเชยการลงทุนการภาคเอกชน ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมาใช้ จะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะช่วงเวลาที่ออกนโยบายคาบเกี่ยวกับไตรมาส 4
     กรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมนำปัญหาค้านเศรษฐกิจมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสมคิดมองว่าไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งโจมตีกันเพราะเศรษฐกิจเป็นส่วนรวมของประเทศ

*** บล.ไทยพาณิชย์ ให้กรอบดัชนีฯปีหน้า 1,600-1,800 จุด 

    นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) เปิดเผยว่า มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อตลาดหุ้นไทยสำหรับปี 63 แม้ยังคงมีความเสี่ยงด้านมหภาค เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน แต่คาดว่าเศรฐษกิจโลกยังคงเติบโตได้ แม้อัตราการเติบโตต่ำ แต่ไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศหลัก เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และ จีน รวมถึงประเทศเกิดใหม่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น QE ไว้รองรับความเสี่ยงแล้วตั้งแต่ปลายปี 62
    สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. 2 ครั้ง การออกมาตรการกระตุ้นเศษฐกิจของรัฐบาลทั้งด้านการบริโภค การท่องเที่ยว รวมถึงงบประมาณปี 63 ที่คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ต้นปี 63 จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 63 ให้เติบโตได้ แม้จะยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออก โดยคาดว่า การลงทุนของรัฐบาลและเอกชนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 63
    ด้านตลาดหุ้นไทย ประเมินว่า ความเสี่ยงจำกัด เนื่องจากคาดว่าลดประมาณการกำไรสุทธิ บจ. ในปี 62 สิ้นสุดแล้ว ขณะที่กำไรสุทธิ บจ.มีโอกาสฟื้นตัวในปี 63 เติบโต 11%จากปีนี้หดตัว 3% และ ปีก่อน หดตัว 1% 
    นอกจากนี้ ในปีหน้าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market)แต่ยังคงล้าหลังตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ และ ยุโรป ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่แล้วหลายตลาด ทำให้ผลตอบแทนเริ่มจำกัดส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่มีความน่าสนใจมากขึ้นในปี 63 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสหรัฐกับจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากันได้ในเบื้องต้น
    "เราคาดว่าดัชนีปีหน้าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,800 จุด โดยคาดว่าจุด 1,600  เป็นจุดที่แข็งแกร่ง แต่อาจจะมีบางช่วง หากมีข่าวลบเข้ามาก็อาจเห็นดัชนีฯ ลงไปอยู่ที่ 1,550 หรือ 1,580 ได้" นายสุกิจ กล่าว 
     กลยุทธ์การลงทุน ให้ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ เน้นหุ้นที่มีเงินปันผล ราคาไม่แพง และ กำไรสุทธิยังคงเติบโตได้ แม้ไม่สูงก็ตามเพื่อลดความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น กลุ่มค้าปลีก การแพทย์ นิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น แนะนำให้เริ่มทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มวัฏจักร เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี หลังจากมูลค่าหุ้นลดลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปพอสมควรแล้ และคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัว และ สงครามการค้าเริ่มคลี่คลาย
 
 
      
 
      







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด