ข่าวนี้ที่ 1

SET ปรับฐานดิ่ง 30 จุด กูรูขีดแนวรับ 1,374 จุด

SET ปรับฐานดิ่ง 30 จุด กูรูขีดแนวรับ 1,374 จุด

กูรูชี้ SET เข้าช่วงปรับฐาน ฉุดดัชนีร่วงวูบเดียวเฉียด 40 จุด หลังดัชนีปรับตัวขึ้นแรง 40% ภายในเวลา 2 เดือนกว่า จนแพงทุกมิติ PER แตะ 22.5 เท่า สูงสุดในภูมิภาค โบรกฯคาดแนวรับรอบนี้ 1,374 - 1,410 จุด แนวต้าน 1,425 - 1,430 จุด แนะลดพอร์ต ชะลอลงทุน ระวังแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนสถาบันที่มีต้นทุนบริเวณ 1,203 จุด


*** SET ปรับฐาน ดัชนีดิ่งลึกสุด 37.79 จุด

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET Index)วันทำการล่าสุด(9มิ.ย.63) เปิดตลาดภาคบ่ายวูบหนัก ลงไปแตะจุดต่ำสุดของวันที่ 1,400.87 จุด ลดลง 37.79 จุด ก่อนมาปิดตลาดไปที่ 1,408.37 จุด ลดลง 30.29 จุด หรือ 2.11% มูลค่าการซื้อขาย 115,559.90 ล้านบาท

สรุปมูลค่าการซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุนวันที่ 9 มิ.ย. เป็นดังนี้

สถาบันในประเทศ ขายสุทธิ -2,614.75 ล้านบาท
บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ +88.41 ล้านบาท
นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ +485.70 ล้านบาท
นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ +2,040.64 ล้านบาท


โดยนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน- กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์(บล.)โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุ สาเหตุที่ SET Index ปรับตัวลงแรงมองว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงการปรับฐานแล้ว หลังจากที่ปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นโลกมากว่า 40% นับตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา


ขณะที่ บล.ฟิลลิป ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) มองมุมเดียวกัน ระบุ SET เข้าสู่ช่วงพักฐาน หลังปรับตัวขึ้นมามาก ซึ่งการปรับลดลงของดัชนีครั้งนี้ เป็นผลจากปัจจัยภายในประเทศที่เริ่มมีความไม่แน่นอนของการเมือง ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow)ไม่มีความต่อเนื่อง


*** ขีดแนวรับ 1,374 - 1,410 จุด หลุด 1,400 แนะชะลอลงทุน


บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินแนวรับของการปรับฐานดัชนีรอบนี้ไว้ที่ 1,374 - 1,393 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,425-1,430 จุด ดังนั้นสำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะนี้ แนะนำ "ลดน้ำหนักหุ้นลง หรือ ทยอยขายทำกำไร"


ด้าน บล.ฟิลลิป ประเมินแนวรับของรอบนี้ที่ 1,400 - 1,410 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,430 จุด แนะนำนักลงทุนควรเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง หาก SET Index ไม่หลุด 1,400 จุด ยังสามารถซื้อเก็งกำไรได้ แต่หาก SET Index หลุด 1,400 จุด นักลงทุนควรชะลอการลงทุน เพื่อรอดูสถานการณ์อีกครั้ง


*** สาเหตุ คือ แพงทุกมิติ PER ทะลุ 22.5 เท่าแล้ว


บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การปรับตัวขึ้นมาของ SET Index นับจากจุดต่ำสุดที่ 969.08 จุด เมื่อ 13 มี.ค.63 ถึงปัจจุบันถือว่าปรับขึ้นมาแล้ว 48.5% มาที่ 1,438.66 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นบนความคาดหวังเรื่องการฟื้นตัวเศรษฐกิจในระยะยาว และการมองข้ามปัญหาเศรษฐกิจรวมถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่เหลือของปีนี้ บวกกับมูลค่าซื้อขายใน 3 วันทำการที่ผ่านมา สูงเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อวัน แสดงให้เห็นว่าตลาดอยู่ในภาวะการเก็งกำไรอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ Valuation ตลาดในปีนี้เต็มในเกือบทุกมิติ 


ผลดังกล่าวทำให้ SET Index ซื้อขายบนค่า PER สิ้นปี 2563 ที่ 22.47 เท่าไปแล้ว ซึ่งถือว่าแพงและสูงสุดในภูมิภาค แม้จะใช้วิธี Valuation ที่เป็นเชิงรุกที่สุดคือ Implied Market Cap. Method กล่าวคือให้หุ้นทุกบริษัทใน Coverage ของฝ่ายวิจัยปรับขึ้นไปซื้อขายที่ Fair Value ซึ่งถูกประเมินด้วยหลักการ Valuation ที่หลากหลาย ก็ยังให้ค่า SET Index ได้อยู่ที่เพียง 1,441 จุด เท่ากับว่าที่ระดับปัจจุบันก็เต็มมูลค่าไปแล้ว


*** ระวัง! แรงขายทำกำไรจากนักลงทุนสถาบัน


ทั้งนี้หากพิจารณาจากต้นทุนของนักลงทุนสถาบัน ที่เป็นผู้นำในการผลักดันตลาดตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มี.ค. 63 พบว่าเฉลี่ยเข้าซื้ออยู่ที่ดัชนีราว 1,203 จุด เท่านั้น (กำไรกว่า 20% ในช่วงไม่ถึง 3 เดือน) ดังนั้นหากมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น มีโอกาสนักลงทุนสถาบันจะลดน้ำหนักการลงทุนหรือขายทำกำไรออกมาได้ในช่วงต่อจากนี้


*** เปิดหุ้นราคายังมีอัพไซด์ แนะนำลงทุน


บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า อย่างไรก็ตามหากใช้วิธีเดียวกันเพื่อพิจารณาหาว่ามีหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมใดที่ราคาหุ้นยังมี Upside เมื่อเทียบกับ Fair Value พบว่ามีกลุ่มที่โดดเด่นเช่น รับเหมาก่อสร้าง, นิคมอุตสาหกรรม, อสังหาริมทรัพย์, วัสดุก่อสร้าง และสื่อสาร ซึ่งอาจเป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดูแล้วปลอดภัยอย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้ ขณะที่กลุ่มหุ้นส่วนใหญ่เต็มมูลค่าไปแล้ว เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ท่องเที่ยว, ขนส่งทางอากาศ และเกษตร เป็นต้น


ดังนั้นกลยุทธ์ฝ่ายวิจัยจึงทำการคัดกรองหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ในกลุ่มที่มี Upside โดดเด่นเหนือกว่ากลุ่มอื่นๆ ได้ผลลัพธ์ 8 ที่น่าลงทุนในช่วงนี้ ดังตารางทางด้านล่าง

 

หุ้น ราคาเป้าหมาย(บ.) อัพไซด์ ปันผล YTD
BJCHI 2.33 14.03% 5.88% +5.70%
STEC 18.5 11.45% 1.81% +16.90%
CK 22.5 10.29% 0.98% +7.40%
AMATA 35.7 115.06% 1.71% -17.40%
WHA 4.89 46.49% 3% -13.90%
TPIPL 2 55.05% 3.1% -7.90%
SCCC 176 25.27% 4.98% -26.10%
INTUCH 70 23.35% 3.87% -0.90%


ขณะที่หุ้นเด่นสุดจาก 8 หุ้นดาวเด่น คือ TPIPL, INTUCH มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้


TPIPL ราคาเหมาะสม 2 บาท จุดเด่นหลัก คือ ราคาหุ้นยัง Laggard จาก SET Index อยู่มาก  โดย SET Index ที่ฟื้นกลับอย่างรวดเร็วจากจุดต่ำสุดในวันที่ 13 มี.ค. ถึงปัจจุบันถือว่าปรับขึ้นมา 48 % ขณะที่หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นเพียง 27% และราคาหุ้น TPIPL Laggard กว่ากลุ่มมาก ปรับขึ้นเพียง 13.1% เท่านั้น สวนทางกับพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง หนุนด้วยกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าทำให้กำไรปีนี้หดตัวลงไม่มาก โดยฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรปีนี้ของ TPIPL หดตัวเพียง -11% YoY  ขณะที่กำไรตลาดคาดจะหดตัวแรงถึง -28% YoY หากพิจารณาด้าน Valuation ถือว่าเด่นมี Upside สูง


INTUCH ราคาเหมาะสม 70 บาท ได้รับบรรยากาศเชิงบวกต่อจาก THCOM เนี่องจากเป็นผู้ถือหุ้น THCOM สูงเกิน 40% หากพิจารณาเป็นรายกลุ่ม INTUCH ถือเป็นหุ้นที่มี Upside สูงสุดในกลุ่มถึง 25% จากมูลค่าทางด้านพื้นฐานมั่นคงตามบริษัทลูก โดยเฉพาะ ADVANC คาดหนุนมีความสามารถจ่ายปันผลสม่ำเสมอเกินปีละ 4% ต่อปี







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด