ข่าวนี้ที่ 1

PTTEP หั่นงบลงทุน 5 ปี 10-15% ยอมรับยอดขายปีนี้ต่ำเป้า 5%

PTTEP หั่นงบลงทุน 5 ปี 10-15% ยอมรับยอดขายปีนี้ต่ำเป้า 5%

"ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม" เตรียมหั่นงบลงทุน 5 ปี ลง 10-15% จากเดิมที่ตั้งไว้ 7.1 แสนลบ. รับสถานการณ์น้ำมันดิบเปลี่ยน ยันไม่กระทบปริมาณผลิตและขาย และกำลังผลิตใหม่ในอนาคต แต่รับปริมาณการขายปีนี้ต่ำกว่าเป้า 5% ด้านนักวิชาการด้านพลังงาน ยันราคาน้ำมันดิบ WTI ติดลบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ไม่กระทบราคาขายปลีกในประเทศ


*** หั่นงบลงทุน 5 ปี 10-15% รับสถานการณ์เปลี่ยน


นางชนมาศ ศาสนนันทน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงิน บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างทบทวนปรับแผนการลงทุน 5 ปี (63-67) ลงประมาณ 10 - 15% จากเดิมที่คาดไว้ 24,619 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 715,216 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น รายจ่ายการลงทุน 14,239 ล้านเหรียญสหรัฐ และรายจ่ายดำเนินงาน 10,380 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะสามารถสรุปแผนได้ภายในเร็วๆนี้


ทั้งนี้การปรับแผนเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน ดังนั้นจะไม่มีผลกระทบต่อปริมาณการผลิต การขาย รวมถึงกำลังการผลิตใหม่ในอนาคตที่จะเข้าสู่ระบบ อีกทั้งจะไม่กระทบต่อการลงทุนในโครงการที่บริษัทได้ดำเนินการวางไว้ตามกรอบระยะเวลาการลงทุนแล้ว แต่จะมีผลต่อการปรับลดวงเงินการใช้จ่ายในบางโครงการที่ไม่จำเป็น หรืออาจจะยังชะลอลงทุนในโครงการที่ไม่มีผลกระทบมากต่อบริษัท


*** ปริมาณขายปีนี้ต่ำกว่าเป้า 5% โควิด-19 กระทบ


ทั้งนี้ยอมรับว่า ปริมาณการขายปิโตรเลียมปีนี้จะลดลง 5% จากเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะมีปริมาณขายอยู่ที่ 388,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อปริมาณความต้องการทั่วโลก ทั้งนี้คาดราคาขายก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทจะเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ทั้งนี้ยังต้องติดตามราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนอยู่ในขณะนี้ด้วย เพราะมีผลต่อราคาก๊าซ


สำหรับกรณีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของราคาน้ำมันที่มาจากสหรัฐ West Texas Intermediate(WTI)สัญญาส่งมอบพ.ค.63 ที่ปรับตัวติดลบนั้น มองว่าจะไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกทั้งในส่วนของน้ำมันเบรนท์ที่มาจากฝั่งยุโรป และราคาน้ำมันดิบดูไบในตะวันออกกลาง และจะไม่มีผลกระทบต่อบรษัทเนื่องจากบริษัทไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบ WTI


"บริษัทมีความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่มีความผันผวนอยู่แล้ว เพราะสถานการณ์การเงินตอนนี้มีความมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือ แต่ตอนนี้ต้องปรับแผนการลงทุนเพื่อให้เหมาะสมกับสถานกาณ์ แต่จะต้องไม่กระทบต่อปริมาณผลิต และปริมาณขาขในปัจจุบัน รวมถึงจะต้องไม่กระทบต่อกำลังการผลิตในโครงการใหม่ๆที่จะเข้าสู่ระบบ"นางชนมาศ กล่าว


*** กูรูพลังงานชี้ WTI ติดลบ เป็นเพียงช่วงเปลี่ยนสัญญา


นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า จากกรณีที่สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ซึ่งมีสัญญาส่งมอบในเดือน พ.ค.ปรับตัวลดลงจนถึงขั้นติดลบนั้น มองว่าจะไม่มีผลต่อผู้ประกอบการโรงกลั่นในประเทศไทย เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันในไทยหลายแห่งมีซื้อแหล่งน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศตะวันออกลาง


ขณะเดียวกัน การลดลงของราคาน้ำมันดิบ WTI ตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเพียงการลดลงแค่ 1 วันก่อนวันส่งมอบที่สัญญาจะสิ้นสุดลง แต่อย่างไรก็ตาม สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของเดือนมิ.ย.ล่าสุดกลับเพิ่มขึ้นมาสู่ระดับปกติแล้ว ทั้งนี้เบื้องต้นประเมินว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของ WTI จะมีราคาที่ติดลบลงอีกหากสถานการณ์ในประเทศสหรัฐยังไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น


"การลดลงของ WTI นั้นเป็นการลดลงแค่เพียงวันเดียว เพราะเป็นสัญญาส่งมอบน้ำมันดิบเดือนพ.ค.ซึ่งมาใช้วัดอะไรไม่ได้ต้องไปดูสัญญาส่งมอบเดือนมิ.ย.ซึ่งสัญญาก็ยังอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ฉะน้ันคิดว่าไม่ได้กระทบต่อราคาน้ำมันในประทศมากนัก แต่จะต้องรอดูว่าจะกระทบเบรนท์ และดูไบขนาดไหน" นายมนูญ กล่าว


*** ไม่กระทบราคาขายปลีกในประเทศ เหตุอิง Brent และ Dubai


เนื่องจากราคาขายปลีกของประเทศไทยอ้างอิงกับราคาขายที่สิงคโปร์ จึงต้องรอดูสถานการณ์ว่า ราคาขายที่สิงคโปร์ ที่ใช้น้ำมันเบรนท์เป็นหลัก จะได้รับผลกระทบของการปรับลดลงจาก WTI หรือไม่


ทั้งนี้จากการประเมินเบื้องต้นคาดจะไม่เกิดขึ้นกับราคาน้ำมันเบรนท์(Brent) เนื่องจากกลุ่มประเทศในยุโรปมีถังกักเก็บและคลังน้ำมันที่กระจายตัวอยู่หลายแห่ง แต่เชื่อว่าการที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับลดลงในลักษณะนั้น จะส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันเบรนท์ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบ(Dubai)ในปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 30 - 35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ภายใต้สมมุติฐานของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัศโควิดที่เริ่มจะคลี่คลาย ประกอบกับการทยอยลดกำลังการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโอเปก ซึ่งมันเป็นเรื่องของดีมานด์และซัพพลาย


*** โบรกฯเตือนระยะกลาง - ยาว อาจกระทบ


บล.ทรีนีตี้ ระบุไว้ว่า สิ่งที่น่ากังวลกับผลกระทบในระยะกลาง-ยาวต่อ PTTEP นั่นก็คือ ภาพรวมของตลาดน้ำมันดิบที่อาจจะเปลี่ยนไป โดยเราประเมินว่าท่าทีของสหรัฐฯในช่วงถัดไปจะหันมาเน้นการช่วยเหลือผู้ผลิตน้ำมันในประเทศอย่างจริงจัง อาทิ การรับซื้อน้ำมันเพื่อกักเก็บในคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR)โดยล่าสุด ปธน.ทรัมป์ เตรียมตัดสินใจสั่งซื้อน้ำมันจำนวน 75 ล้านบาร์เรลเข้า SPR นี้ นอกจากนั้นสหรัฐฯอาจเริ่มนำเข้าน้ำมันจากประเทศอื่นๆน้อยลงรวมถึงซาอุฯด้วย (สหรัฐนำเข้าน้ำมันจากซาอุฯประมาณ 6%)


ดังนั้นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมา ก็คือ การที่ซาอุฯจะประกาศให้ส่วนลดราคา OSP ของตนเองไปยังภูมิภาคอื่นๆในระดับสูงเช่นเดิมต่อไปเพื่อกำจัดอุปทานส่วนเกินจากสหรัฐฯสั่งซื้อน้อยลง อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อการประกาศราคารอบล่าสุด ส่งผลให้ราคาน้ำมันทางฝั่งเอเชียและยุโรปมีแนวโน้มอยู่ต่ำต่อไปด้วยเช่นกัน







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด