ข่าวนี้ที่ 1

กูรูคาดงบแบงก์ Q1 กำไรดิ่ง 13% สินเชื่อทรุด-ดบ.ขาลง

กูรูคาดงบแบงก์ Q1 กำไรดิ่ง 13% สินเชื่อทรุด-ดบ.ขาลง

      โบรกฯ ประเมินงบแบงก์ Q1/63 กำไรลดลง 13% อยู่ที่ 3.48 หมื่นลบ. หลังสินเชื่ออ่อนแอ - ดอกเบี้ยขาลง - ตั้งสำรองฯพุ่ง คาด 3 แบงก์ใหญ่เจอปัจจัยร้ายรุมเร้า เตือนอาจลากยาวถึงไตรมาส 2 หากโควิด-19 ไม่จบ ส่วนทั้งปีคาดกำไรลดลง 23% ยก BBL-TISCO ดูดีสุด 

*** คาด Q1/63 กำไรหด 13% หลังสินเชื่อวูบตามศก. 

     บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดการณ์ว่า  ธนาคารพาณิชย์(7 แห่ง ที่ทำการวิเคราะห์ BBL-KBANK-KKP-KTB-SCB-TISCO-TMB) จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/63 ที่ 3.48 หมื่นล้านบาท ลดลง 13% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 62 ที่กำไร 40,067 หมื่นล้านบาท (ตัดรายการพิเศษ BAY แล้ว) แต่ทรงตัว QoQ  จากการตั้งสำรองที่สูงขึ้นและ non-NII ที่ลดลง แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อยังคงอ่อนแอในไตรมาส 1/63 เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการชำระคืนตามฤดูกาล 

    ขณะที่ NIM น่าจะถูกกดดันจากการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ รายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงจากกองทุนรวม ธุรกิจประกันและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อมีแนวโน้มนำไปสู่การลดลงของ Non-NII ในแง่ของคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วน NPL ของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 20bps QoQ เป็น 4.2% ในไตรมาส 1/63 การตั้งสำรองคาดว่าจะเติบโต 5% YoY แต่ลดลง 32% QoQ เนื่องจาก BBL มีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/62

    ส่วนทั้งปี 2563 ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลง 22% เนื่องจากคาดว่าสินเชื่อจะชะลอตัว NIM ลดลง รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยทรุดและต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้นจากผลกระทบ COVID-19 ระบาด แต่ยังให้น้ำหนักเท่าตลาด เนื่องจากหุ้นกลุ่มธนาคารซื้อขายที่ P/BV ปี 63 ที่ 0.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 2.0SD  

    สำหรับหุ้นเด่น คือ BBL จากงบดุลที่แข็งแกร่ง เงินทุนและเงินปันผลที่ดี เพิ่มคำแนะนำ TISCO จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” จากการเน้นกลยุทธ์ทำกำไรมากกว่าขยายพอร์ตสินเชื่อ และลดคำแนะนำ KBANK จาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่สุดจากลูกค้า SMEs ที่มีแนวโน้มแย่ลง

*** เตือน Q2/63 อาจจะหนักกว่าเดิม หลังโควิด-19 ยังไร้จุดจบ     

    บล.แลนด์ แอนด์ เฮาส์ เปิดเผยว่า แม้ว่าการลดดอกเบี้ยจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ได้รับผลบวกจากการประหยัดต้นทุน ซึ่งมากกว่ารายได้ที่หายไปจากการลดดอกเบี้ย แต่จากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ไม่เอื้อต่อการขยายสินเชื่อ อีกทั้งธพ.มีโอกาสที่จะตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากคุณภาพสินทรัพย์ที่ถดถอย และบางธนาคารอาจมีขาดทุนจากพอร์ตการลงทุนด้วย มองโดยรวมผลน่าจะ offset กันไปเป็น neutral
    
    ในภาวะเช่นนี้ แม้ว่าผลกระทบต่อผลประกอบการ Q1/63 คงไม่เลวร้ายมากนัก แต่ Q2/63 มีโอกาสที่ผลประกอบการกลุ่มธพ.น่าจะได้รับผลกระทบมากสุด เนื่องจากยังไม่มีทีท่าว่าโควิด-19 จะจบลงเมื่อไร จึงแนะนำให้เล่น trading สั้นๆ ไปก่อนในกลุ่มธพ. 

    โดยหุ้นที่ชอบ ยังคงเป็น TISCO และ KKP เพราะแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงจะส่งผลดีกับ Spread ของ 2 ธนาคารที่มีสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ และยังถือเป็น 2 หุ้นในกลุ่มธพ.ที่มีปันผลสูงสุดโดย TISCO (XD @7.75 บ.27 เม.ย.นี้ )  ส่วน KKP แม้จะ XD @ 2.75 บ. ในวัน10 เม.ย.ไปแล้ว  แต่ยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากการนำหุ้นเข้าตลาดของ CRC ในงวด Q1/63 และ OR ที่คาดว่าจะ IPO ใน Q2/63 นี้ ช่วยดันผลประกอบการปี 63 ได้

*** บัวหลวงหั่นกำไรทั้งปี 63 เป็นลดลง 23%  

    บล.บัวหลวง  เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารประกาศลดดอกเบี้ย MLR MOR และ MRR โดยจะมีผลตั้งแต่  10 เม.ย. 63 ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างดอกเบี้ยรับ (NIM) ลดลงราว 16bps เหลือ 3.25% ส่งผลให้ปรับประมาณการกำไรลง 14% ในกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะทำให้เห็นภาพกำไรของกลุ่มในปีนี้หดตัวลง 23% และคาดจะกลับมาเติบโตได้ 14% ในปีหน้า (ถ้าสถานการณ์โควิด-19ผ่านจุดสุงสุดในเดือน มิถุนายน) 

    โดยธนาคารที่โดนปรับลดกำไรมากสุดคือ TMB และ BAY (โดนปรับลดราว 20%) และ BBL - KBANK- SCB- TMB โดนปรับลดราว 12-15% สำหรับ KKP และ TISCO ไม่ได้มีการปรับเพราะธนาคารได้ใช้วิธีการปรับลดค่างวดแทน

    สำหรับกลยุทธ์ไม่ได้แนะนำให้ซื้อกลุ่มธนาคารตั้งแต่แรก เพราะเราคาดการณ์แล้วว่าสุดท้ายจะต้องมีการลดดอกเบี้ย และสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้คือ NPL เรายังคงคำแนะนำเลี่ยงหุ้นกลุ่มธนาคาร  แต่ในเชิงพื้นฐานคงคำแนะนำ ซื้อ TISCO และ BBL เพราะว่าเงินปันผลที่สูง และ มี coverage ratio สูง

*** ยก BBL ดูดีสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ 

    บล.ทรีนีตี้ ได้ประเมินผลประกอบการไตรมาส 1/2563 หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ทั้ง 3 แห่งของไทย ทั้ง ธนาคารกรุงเทพ (BBL) , ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดยมองว่าทั้ง 3 ธนาคาร จะมีกำไรลดลงจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว    

    โดยแนวโน้มผลประกอบการ ไตรมาส 1/63 ของธนาคารกรุงเทพ (BBL) ว่า  คาดกำไรสำหรับ Q1/63 ที่ 6,950 ล้านบาท อ่อนตัว 13%QoQ และ 23%YoY  โดยคาดสินเชื่อค่อนข้างทรงตัว ขณะที่ NIM อ่อนตัวลงราว 4 bps ต่อเนื่องจากระดับต่ำในไตรมาสก่อน โดยในไตรมาสนี้มีผลกระทบจากการลดดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 2%QoQ และ 8%YoY

    ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมอาจอ่อนตัวลงค่อนข้างมากราว 17%QoQ แต่โดยหลักเป็นผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล ส่วนค่าใช้จ่ายสำรองหนี้คาดอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท แม้ลดลง 65%QoQ แต่ในไตรมาสก่อนมีการตั้งสำรองพิเศษจำนวนมาก โดย Credit Cost ในไตรมาสนี้คาดอยู่ที่ 110 bps สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงไตรมาสปกติของปีก่อนเล็กน้อย เนื่องจากมองว่าผลกระทบด้านคุณภาพหนี้จากโรคระบาดและสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันจะยังไม่เห็นเต็มที่ในไตรมาสนี้

     ทั้งนี้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลงราว 7% จากประมาณการก่อนหน้า  เหลือ 32,184 ล้านบาท (-10%YoY) โดยการปรับประมาณการเพิ่มเติมครั้งนี้ประกอบด้วย การปรับค่าใช้จ่ายสำรองหนี้จากเดิมคาด Credit Cost 80 bps เป็น 120 bps เนื่องจากคาดว่าคุณภาพหนี้จะแย่ลงจากผลกระทบเรื่องของโรคระบาดและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามมาตรการของ ธปท. ที่มีการปรับเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ปรับโครงสร้าง และ Soft Loan จะช่วยลดผลกระทบได้ ในอีกด้านหนึ่งเราปรับลดต้นทุนทางการเงินในส่วนของเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.23% (คาดกระทบ 7 เดือน) ซึ่งสำหรับ BBL ที่มีฐานเงินฝากสูงจะได้รับผลบวกจากประเด็นนี้สูงที่สุดในกลุ่มฯ ทั้งนี้เรายังไม่รวม Permata เข้ามาในประมาณการ

     ทั้งนี้ให้ราคาเป้าหมาย 158 บาท อิง Justified PBV 0.7 เท่า โดยสำรองส่วนเกินที่ BBL มีอยู่ และมาตรการของ ธปท. จะช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบันได้ค่อนข้างมาก ทำให้ภาพรวมผลประกอบการอาจอ่อนตัวลงมากน้อยกว่าธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆ ในขณะที่ราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาซื้อขายที่ PBV 0.45 เท่า เกือบต่ำที่สุดในกลุ่ม จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ"  

*** คาด KBANK วูบหนัก 24% กดกำไรทั้งปีหาย 17% 

    บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยถึงแนวโน้มผลประกอบการ ไตรมาส 1/63 ของธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ว่า คาดกำไรที่ 7,606 ล้านบาท ลดลง 14% QoQ และ 24%YoY  แม้ว่าสินเชื่อปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายกดดัน NIM ราว 5 bps ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอ่อนตัวลงราว 1%QoQ
 
    ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมอาจอ่อนตัวลงราว 4%QoQ ซึ่งเป็นปัจจัยฤดูกาล ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่นๆ เช่น กำไรจากเงินลงทุนอาจลดลงแรง ทำให้คาดว่าภาพรวมรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะอ่อนตัวลงราว 26%QoQ ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอ่อนตัวลงตามฤดูกาล แต่รายได้รวมที่ลดลงมากกว่าทำให้ Cost-to-income ratio ค่อนข้างสูงที่ 48%  ด้านค่าใช้จ่ายสำรองหนี้เพิ่มขึ้น 3%QoQ ซึ่งอาจยังไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันมากนักเนื่องจากโรคระบาดกระทบในช่วงปลายไตรมาส 1 เท่านั้น

    ทั้งนี้ปรับประมาณการกำไรปี 2563 ลงอีก 6% เหลือ 32,236 ล้านบาท (-17%YoY) โดยปรับลดประมาณการสินเชื่อเพิ่มเติมเหลือหดตัว 2% พร้อมปรับ Credit Cost เพิ่มจาก 150 bps เป็น 190 bps เนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันเรามองลูกหนี้ SME จะมีความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ค่อนข้างมาก นอกจากนี้การลดดอกเบี้ยนโยบาย และนโยบายธนาคารต่างๆ ที่ทยอยลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.4% เพื่อช่วยเหลือลูกค้านั้นจะกดดัน NIM แต่การปรับลดเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.23% จะช่วยลดผลกระทบได้บ้าง

    แนะนำ Switch  ปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 141 บาท อิง PBV 0.8 เท่า แม้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside ในเชิง Valuation ทำให้เรายังคงแนะนำ "ซื้อ" แต่ในเชิงเปรียบเทียบ ด้วยประเด็นด้านคุณภาพหนี้ที่ยังต้องจับตาดู เราจึงแนะนำ Switch ไป BBL ที่พร้อมรับความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้มากกว่า และมี Upside มากกว่า  

***  SCB ไปไม่ถึง 100 บ. 

    บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยถึงแนวโน้มผลประกอบการ ไตรมาส 1/63 ของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ว่า  กำไรสำหรับ Q1/63 คาดอยู่ที่ 7,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38%QoQ แต่ลดลง 17%YoY และสินเชื่ออาจอ่อนตัวลงเล็กน้อย ขณะที่ NIM คาดว่าจะอ่อนตัวลงราว 5 bps จากการลดดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงราว 2%QoQ

    โดยรายได้ค่าธรรมเนียมอ่อนตัวลงราว 17%QoQ โดยหลักเป็นผลจากที่ในไตรมาสก่อนรายได้จากการขายประกันและกองทุนรวมสูงตามฤดูกาล  ส่วนค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ลดลง 31%QoQ แต่ในไตรมาสก่อนมีการจัดชั้นเชิงคุณภาพทำให้สำรองสูงเป็นพิเศษ โดย Credit Cost ในไตรมาสนี้คาดอยู่ที่ 125 bps ซึ่งสูงกว่าในช่วงปกติที่ราว 100-110 bps เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ธนาคารอาจตั้งสำรองในระดับสูงไว้ก่อน แม้ว่าในแง่ของตัวเลข NPL อาจยังไม่ขึ้นสูงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเริ่มมีผลกระทบแค่ในช่วงปลายไตรมาส

    สำหรับปี 2563 ปรับประมาณการกำไรลงอีกราว 7% จากประมาณการก่อนหน้ามาอยู่ที่ 33,833 ล้านบาท (-16%YoY) โดยปรับลดประมาณการสินเชื่อเหลือหดตัว 2% ขณะที่ปรับค่าใช้จ่ายสำรองหนี้เพิ่มขึ้นจาก Credit Cost 120 bps เป็น 135 bps โดยมองว่ามาตรการภาครัฐที่เข้ามาช่วยทั้งเกณฑ์การจัดชั้นหนี้สำหรับการปรับโครงสร้าง และ Soft Loan จะช่วยลดความเสี่ยงในกลุ่มลูกค้า SME ขณะที่การลดยอดจ่ายขั้นต่ำสำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตจะช่วยลดความเสี่ยงในกลุ่มลูกค้าบัตรเครดิตได้บ้าง

    จากประมาณการใหม่ จึงปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 98 บาท อิง PBV 0.8 เท่า แม้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside ในเชิง Valuation จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" อย่างไรก็ตามในเชิงเปรียบเทียบเรายังมองว่า BBL เด่นกว่าทั้งในด้านความเสี่ยงจากคุณภาพหนี้ที่ต่ำกว่า และ Upside ที่สูงกว่า  







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด