ข่าวนี้ที่ 1

กำไรบจ.ถดถอย ปี 63 ส่อติดลบต่อเป็นปีที่สาม

กำไรบจ.ถดถอย ปี 63 ส่อติดลบต่อเป็นปีที่สาม

กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยส่อถดถอย นักวิเคราะห์ชี้ปี 63  ส่อติดลบเป็นปีที่ 3 ลดลงอย่างมากจากปี 62 จากเศรษฐกิจไทยชะลอทุกองค์ประกอบ ทั้งจากจีดีพีปีนี้ที่อาจถูกปรับลดจากเป้าขยายตัว 2%  โรคระบาดโควิด-19 และแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องทำฟันด์โฟลว์ชะลอเข้าไทย ทำ SET มีโอกาสปรับฐานหลุด 1,500 จุด


*** กำไรบจ.ถดถอย ปี 63 ติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่สาม


บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีแผนที่จะปรับลดประมาณการกำไรสุทธิและกำไรต่อหุ้น ปี 63 ลงอีกจากเดิมที่คาดไว้ที่ 9.68 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS)อยู่ที่ 92.62 บาท ซึ่งหลังการปรับ EPS ปี 63 ลงแล้ว จะถือว่าลดลงจากปี 62 ที่ 92.11 บาท อยู่พอสมควร


ดังนั้นหาก EPS ปี 63 ติดลบต่ออีกจะถือว่าปรับลดลงเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันดังนี้

ปี EPS(บ.) เปลี่ยนแปลง GDP
60 97.92 +7.3% +3.9%
61 97.85 -0.1% +4.1%
62 92.11 -5.9% +2.7%
63 N/A -N/A +2%


*** ผลกระทบหนักสุด "เศรษฐกิจชะลอตัว" จีดีพีอาจถูกปรับลดลงจาก 2% อีก


ล่าสุดสภาพัฒน์รานงานตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ(GDP Growth) ไตรมาส 4/62 ออกมาอยู่ที่ 1.6% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 2.1% ถือเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบคือ การเติบโตของ GDP ในปี 63 จะยังมีโอกาสถูกปรับลดลงอีก แม้ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการลงมาเหลือเพียง 2% แล้ว ปัจจัยหลักๆขึ้นอยู่กับ โควิด-19 (COVID-19) ซึ่งหากยืดเยื้อเกินกว่าครึ่งแรกปี 63 ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูง จะกระทบต่อสมมติฐานสำคัญๆ ได้แก่ การบริโภคภาคครัวเรือ ภาคส่งออก และการลงทุนเอกชน


ซึ่งโดยรวมจะทำให้รัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น หลังงบประมาณปี 63 เบิกจ่าย น่าจะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกจากปัจจุบัน 1% ราว 0.25%  ดังนั้นจะทำให้ทิศทางของเม็ดเงินลงทุนไหลไปยังตราสารหนี้ต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มค่าเงินบามอ่อนค่า และทำให้ฟันด์โฟลว์ไม่ไหลเข้า


*** หุ้นแบงก์, ปิโตรฯ, สื่อสาร, ท่องเที่ยว นำโด่งฉุด EPS ปี 63


ซึ่งหลังจากประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในปี 62 แล้ว ประมาณกำไรสุทธิปี 63 น่าจะถูกปรับลดลงต่อ เริ่มจาก กลุ่มปิโตรเคมีที่ถูกกดดันจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับต่ำ, กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ถูกกดดันจากดอกเบี้ยระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ บวกกับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ, กลุ่มสื่อสารที่มีต้นทุนจากการประมูลคลื่น 5G เพิ่มขึ้น , และกลุ่มการบินและท่องเที่ยวยังมีความเสี่ยงจากโรคระบาด COVID-19 หากยืดเยื้อ เป็นต้น


*** SET มีโอกาสปรับฐานหลุด 1,500 จุด


บล.เอเซีย พลัส ระบุต่อว่า เบื้องต้นทำให้คาดว่าการเติบโตของ EPS ปี 2563 อาจติดลบ โดยฝ่ายวิจัยจะเร่งนำเสนอรายละเอียดออกมาอีกครั้ง อย่างไรก็ดีประเมินว่า SET Index ในช่วงเวลานี้จะยังอยู่ภายใต้แรงกดดันและมีโอกาสปรับฐานลงมาต่ำกว่า 1,500 จุด


*** หากไวรัสจบต้นมี.ค.63 ดัชนีอาจฟื้น 1,570-1,614 จุด


นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น 1 เดือนนี้ จะสามารถกลับมาซื้อขายที่ระดับ 1,570 - 1,614 จุด ได้หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายภายในต้นเดือน มี.ค.63 หรือ 20 วัน ประกอบกับได้แรงหนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการเร่งเบิกจ่ายงบปี 63


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลดประมาณการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปี 63 เหลือเพียง 2% จากเดิมที่คาดจะเติบโต 2.8% ภายใต้สมมติฐานว่า การส่งออกของไทย ติบลบ 1.7% และภาพรวมการท่องเที่ยวจะชะลอตัว โดยเห็นได้จากในช่วงเดือนก.พ.63 ทาง AOT ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ดังนั้นภาครัฐจะต้องมีมาตรการเงินและการคลังเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจ


*** แนะเก็บหุ้นไฟแนนซ์ โรงไฟฟ้า รับดอกเบี้ยต่ำ และหุ้นรับท่องเที่ยวฟื้นหลังไวรัสคลี่คลาย


บล.กสิกรไทย ระบุ ทั้งนี้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ เช่น JMT,CHIYO และ BAM รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่น TFFIF และกอง REIT ซึ่งจะให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก

ส่วนหุ้นกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์ จาก COVID-19 คลี่คลาย ได้แก่ AOT ถึงแม้ปี 63 ผู้บริหารคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะติดลบ 8-10% แต่อย่างไรก็ตามในปี 64 จะได้รับผลตอบแทนจากสัญญาดิวตี้ฟรีใหม่จากคิง เพาเวอร์รวมถึงในปี 67 สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 จะก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารเพิ่มอีก 30-40 ล้านคนต่อปี และ CPN ที่จะมีการขายสินทรัพย์เข้าสู่กอง CPNREIT

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ และประกันชีวิต คาดว่าจากนี้จะมีการเร่งออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยขาดดุล มูลค่ารวม 469,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 3/63 และจะเห็นการออกพันธบัตรรัฐบาลมากที่สุดในไตรมาส 4/63 ซึ่งหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะได้ประโยชน์จาก yield curve ที่ปรับตัวขึ้น 


ขณะที่ บล.ยูโอบี แนะนำ กลยุทธ์เก็งกำไรรายตัว ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ปรับฐานมาก่อนหน้ามีโอกาสฟื้นตัว แม้เราจะมองหุ้นหลายตัวเกินราคาเหมาะสมแต่ในเชิงกลยุทธ์มองเป็นโอกาสเก็งกำไรแบบกำหนดจุดตัดขาดทุนที่น่าสนใจใน GPSC, BGRIM, GULF, EGCO

สำหรับสาธารณูปโภคในนิคม อาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทำให้งบครึ่งปีแรกอ่อนแอ แต่ไม่เปลี่ยนแปลงปัจจัยบวกระยะยาว ทยอยสะสม EASTW, WHAUP เรามองความกังวลผลประกอบการจะทำให้หุ้นในกลุ่มรายได้มั่นคงที่ราคาไม่ รวมถึงพลังงานทดแทน มีโอกาสเป็นเป้าหมายการลงทุน อาทิ BPP, SPP, GUNKUL

ภาพรวมกลยุทธ์ การปรับลด GDP คาดทำให้เกิดปรับลดประมาณการกำไรบจ. ตามมา ซึ่งจะทำให้เงินทุนบางส่วนไปพักในกลุ่มปลอดภัยจนกว่าการปรับประมณการลง (earnings downgraded) จะแล้วเสร็จ คาดกลุ่มโรงไฟฟ้ากลับมา Outperform ในช่วงสั้นได้ 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด