ข่าวนี้ที่ 1

กูรูชี้บาทแข็งหนุนหุ้นพลังงาน กลุ่มอิเล็กฯ-อาหาร กระอัก!

กูรูชี้บาทแข็งหนุนหุ้นพลังงาน กลุ่มอิเล็กฯ-อาหาร กระอัก!

"โบรกเกอร์"  จับตาค่าเงินบาทใกล้ชิด หลังแข็งค่าต่อเนื่องกว่า 4%  พร้อมเปิดโผ หุ้น "สายการบิน-พลังงาน-โรงไฟฟ้า" รับอานิสงส์ ฉุดต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบ-ต้นทุนเงินกู้ต่างประเทศลดลง  ส่วน"กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-อาหาร" รับผลกระทบเต็มๆ เหตุทำรายได้ลดลง ด้าน กกร.  วอน ธปท.ออกมาตรการดูแลค่าเงิน หวังเงินบาทไม่แข็งค่ากว่าสกุลอื่นในภูมิภาค

*** เงินบาทแข็งค่าแล้ว 4%

      บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ยูโอบีเคย์เฮียน ระบุ เงินดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่องกว่า 4% ดันค่าเงินภูมิภาคปรับขึ้นแรงหลังหลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการ Lockdown โดยในไตรมาส 2 นี้ เงินรูเปียห์ปรับแข็งค่ามากสุดกว่า 13% ขณะที่ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าไป 4% เช่นเดียวกับเงินสกุลอื่น ๆ 

    สอดคล้องกับ บล.เคทีบี  (ประเทศไทย)  ที่ระบุ ปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นราว 4.3% QTD สอดคล้องกับสกุลเงินในเอเชียอื่นๆ เป็นผลพวงจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า จากการคาดการธนาคารกลางสหรัฐฯจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากผลกระทบ COVID-19 รวมถึงการส่งออกทองคำปริมาณมากของไทย 

*** จับตา ธปท.ออกมาตรการคุมค่าเงิน

       บล.ทรีนีตี้  เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า นักลงทุนทั่วโลกบางส่วนจะชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อทิศทางค่าเงิน กระแส Fund flow รวมถึงราคาสินทรัพย์ต่างๆ 

    นอกจากนี้เรากำลังจับตาการแข็งค่าของเงินบาทอย่างใกล้ชิด หลังยังคงมี Fund flow ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้อีก 5 พันล้านบาท ถือเป็นลำดับสูงสุดในเอเชีย โดยพันธบัตรไทยถือเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากให้ผลตอบแทนแท้จริงอยู่ในระดับสูง ซึ่งถ้าหากเงินบาทยังคงแข็งค่าเช่นนี้ต่อไป อาจกระทบกับการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และจะทำให้ Downside risk ของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เปิดกว้างมากขึ้น แนะจับตาความเป็นไปได้ที่ธปท.อาจออกมาตรการเฉพาะจุดบางอย่าง เพื่อมาสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินบาทนี้
 
*** สายการบิน-พลังงาน-โรงไฟฟ้า รับอานิสงส์บาทแข็ง

      บล.เคทีบี  (ประเทศไทย)  ระบุว่า จากทิศทางเงินบาทที่แข็งค่า เราประเมินหุ้น ที่คาดว่าจะได้รับผลบวก

     1) กลุ่มสายการบิน (THAI, AAV, BA) มีโครงสร้างต้นทุนเป็นเงินสกุลดอลลาร์ราว 60% ค่าเงินบาทแข็งค่าจะทำให้ต้นทุนลดลง

     2) กลุ่มพลังงาน มีเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์ส่งผลให้มีการบันทึก fx gain เรียงลำดับมากสุด ได้แก่ PTT, PTTGC, TOP

     3) กลุ่มโรงไฟฟ้า มีเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์ส่งผลให้มีการบันทึก fx gain เรียงลำดับมากสุด ได้แก่ GULF, GPSC, RATCH, BGRIM, WHAUP, GUNKUL

     4) อื่นๆ ได้แก่ PRM มีเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์, TVO จะได้ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบที่ถูกลง (บริษัทนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศราว 75-80%) ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 3% และ TKN ประเมินจะได้ผลบวกเล็กน้อย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเป็นดอลลาร์มากกว่ารายได้เล็กน้อย

     ด้าน นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน- กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะส่งผลดีกับหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า ประกอบด้วย GPSC, GULF, EA, EGCO, BGRIM และ RATCH ซึ่งมีวงเงินกู้สกุลต่างประเทศจำนวนมาก โดยหนี้จะลดลง นอกจากนี้หุ้นที่ได้ประโยชน์อื่นๆ ประกอบด้วย TASCO, TOA และ TVO ซึ่งจะมีต้นทุนที่ถูกลงด้วย

     บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากกรณีค่าเงินบาทแข็งค่าประกอบด้วย GPSC, GULF, EA, EGCO, BGRIM และ RATCH เนื่องจากมีวงเงินกู้ต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้จำนวนหนี้ลดล    

*** กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-อาหาร รับผลกระทบ

    บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ยังประเมินว่า หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลลบจากเงินบาทแข็งค่า ได้แก่

     1) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก การแข็งค่าของเงินบาททุกๆ 1 บาท จะมีผลทำให้กำไรของ KCE -6% และ HANA -5%,

     2) กลุ่มอาหาร เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ โดยเรียงลำดับทุกการแข็งค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไรลดลงดังนี้ STA -6%,  TU -5%, CPF -5%, ASIAN -5%, GFPT -2%

     3) อุตสาหกรรมอื่นที่ได้ผลกระทบเชิงลบจากค่าเงินบาทแข็งยังคงมีสาเหตุจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ได้แก่ SMPC ประเมินทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าทำให้กำไรลดลง -8-10%, MEGA -7% และ EPG -4%

      ทั้งนี้ หุ้นที่น่าสนใจจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เรายังชอบ PRM (ซื้อ/เป้า 9.70 บาท) จากแนวโน้มกำไร Q2/63 ที่จะทำสถิติสูงสุดใหม่ และ TVO (ซื้อ/เป้า 28.50 บาท) อาจจะทำให้กำไรมีแนวโน้มดีกว่าคาดเดิม ส่วนหุ้นที่จะได้รับผลลบแนะนำให้ระมัดระวังในการเข้าลงทุน
 
     ด้าน  นายกรภัทร  มองหุ้นที่คาดว่าจะเสียประโยชน์จากกรณีเงินบาทแข็งค่า ประกอบด้วย KCE, HANA, DELTA, CPF, GFPT, BANPU ซึ่งจะถูกกดดันให้ Gross Profit Margin ลดลง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มหุ้นโรงแรมทั้งหมดที่จะเสียประโยชน์ด้วย เนื่องจากนักท่องเที่ยวขาดแรงจูงใจในการท่องเที่ยว

     ส่วน บล.โกลเบล็ก มอง หุ้นที่คาดว่าจะเสียประโยชน์ประกอบด้วย CPF, TU, GFPT KCE, DELTA และ HANA เนื่องจากมีการส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศเป็นหลัก จะทำให้ราคาสินค้าดูแพงขึ้นกว่าปกติ

*** เอกชนวอน ธปท.ดูแลค่าเงิน

    นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้  กกร.ได้หารือและหาแนวทางช่วย นำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศเพื่อชะลอการแข็งค่า และเชื่อว่าทางการมีการดูแลป้องกันการแข็งค่าของเงินบาทได้อยู่แล้ว    
    "ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าจะซ้ำเติมเศรษฐกิจและการส่งออกหรือไม่ ต้องติดตามต่อไป แต่ขณะนี้ทั่้วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยังไม่จบง่ายๆ" 

     ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า  กกร.คาดหวังให้ทางการหรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลค่าเงินบาท ไม่ให้แข็งค่ามากกว่าไปค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค  

     ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้ กกร.มองว่าเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน 2563 ล้วนหดตัวในทุกเครื่องชี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การผลิต การบริโภคและการลงทุน มีเพียงการใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัวเท่านั้น โดยเหตุผลหลักมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักในช่วงของการล็อกดาวน์ทั้งในประเทศและหลายประเทศของโลกซึ่งเผชิญการระบาดที่รุนแรงของไวรัสโควิด-19 ขณะที่ทั้งปียังประเมินในกรอบเดิม คือ อาจหดตัว 3-5% และการส่งออกอาจหดตัว  5-10% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าอยู่ในกรอบติดลบ 1.5-0% 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด