ข่าวนี้ที่ 1

กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 7 ปี-หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ 4.2

กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 7 ปี-หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือ 4.2

    "คณะกรรมการนโยบายการเงิน" มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 1.75%  เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี หลังเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง ความจำเป็นในการใช้นโยบายผ่อนคลายลดลง ระบุมีผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจไม่มาก พร้อมหั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 4.2% ส่วนปี 62 ขยายตัว 4%  ขณะที่กูรูมอง กนง. ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีหน้า ส่วนแบงก์พาณิชย์ยังไม่รีบขยับขึ้นตาม

*** มติ 5 : 2  ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%
     นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี จาก 1.5% เป็น 1.75% ซึ่งถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 โดยคณะกรรมการเห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศ แม้อุปสงค์ต่างประเทศชะลอลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน มีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ขณะที่ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
    นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน ในช่วงที่ผ่านมา มีส่วนช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพและกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ดังนั้น กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นว่า ความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากมีความจำเป็นน้อยลง รวมทั้งเพื่อสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy space) สำหรับอนาคต และกรรมการยังเชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.75% ยังเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  
     “เศรษฐกิจภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพ แม้การส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ขณะที่การท่องเที่ยวชะลอลงโดยเฉพาะจากจีน แต่เริ่มมี??สัญญาณดีขึ้น ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น รวมทั้งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐเพิ่มเติม”นายทิตนันทิ์ กล่าว  

*** ชี้กระทบศก.เล็กน้อย
    นายทิตนันท์ กล่าวว่า สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี ยังมีแนวโน้มทรงตัว แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำ จากความผันผวนของราคาพลังงานและอาหารสด อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่ปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ ในระยะต่อไป อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวน คณะกรรมการจึงให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป  
      “เมื่อมีการปรับดอกเบี้ย ที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะเริ่มทยอยปรับตาม แต่สำหรับครั้งนี้คงต้องคอยติดตามว่าจะเป็นเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ว่า เมื่อดอกเบี้ยขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลาดพันธบัตร และธนาคารพาณิชย์ จะทยอยปรับขึ้น นอกจากนี้ ยืนยันว่าการขึ้นดอกเบี้ยนั้น แม้จะมีผลกระทบบ้างแต่คงไม่มากนัก เพราะขึ้นในอัตราที่น้อยเพียง 0.25% เท่านั้น โดยมองว่ากลุ่มภาคครัวเรือนมีสัดส่วน 1 ใน 3 ที่ใช้ดอกเบี้ยลอยตัวซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เช่น  สินเชื่อที่อยู่อาศัย ภาระอาจไม่เพิ่มขึ้นมาก แต่ยังมีบางส่วนที่ยังเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่   
    ทั้งนี้ที่ประชุม กนง. ยังได้ปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย ปีนี้ เหลือ 4.2% จากเดิมคาด  4.4%  ขณะที่ส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 7% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 9% ขณะที่การนำเข้า คาดว่าจะขยายตัวได้ 15.3% จากเดิมคาด 16.9% ขณะที่ปี 62  คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 4.2% ด้านส่งออกและนำเข้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.8%  
    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ที่ 1.1% และปีหน้าที่ 1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน คาดอยู่ที่ 0.7% และปี 62 ที่ 0.9% ด้านการบริโภคภาคเอกชนปีนี้คาดว่าจะขยายตัว  4.7% และปี 62 ที่ 4% การลงทุนภาคเอกชนคาดปีนี้ที่ 3.6% และปี 62 ที่ 4.5% ส่วนการลงทุนภาครัฐ คาดปีนี้ที่ 4.6% และปี 62 ที่ 6.6% 
 
 *** KTB คาดครึ่งหลังปี 62 ขึ้น เป็น 2%
    ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB  คาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้ง เป็น 2% ในช่วงครึ่งหลังปี 2562 ภายหลัง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมกนง.ในวันที่ 19 ธันวาคม 2561 เป็น 1.75% ซึ่งเป็นการปรับดอกเบี้ยครั้งแรกหลังจากใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% มาตั้งแต่ เม.ย.58 และคาดการณ์ว่า กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 2% ในช่วงครึ่งหลังปี 2562 ซึ่งจะทิ้งช่วงนานจากการปรับขึ้นครั้งนี้ และถือว่าค่อยข้างน้อย เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี  62 เติบโต 4.1% ลดลงเล็กน้อยจากปีนี้ที่คาดว่าจะโต 4.3% ไม่ได้เป็นการเติบโตร้อนแรง ประกอบกับมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มเห็นการชะลอตัวแล้วตั้งแต่ปลายปีนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน และมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงเพิ่มอีกในช่วงต้นปี 2562 จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่อาจทวีความเข้มข้นขึ้น โดยอัตราภาษีนำเข้ากับสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมีนาคม 2562 จากเดิม 10% ที่เริ่มเก็บตั้งแต่ 24  ก.ย.ที่ผ่านมา หากการเจรจาของทั้งสองประเทศไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในระยะเวลาผ่อนผัน 90 วันนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องยากที่จะตกลงกันได้ถึงขั้นที่จะขจัดความเสี่ยงสงครามการค้า หรือความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีในอนาคตออกไป
    ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลงต่ำกว่า 1% อีกครั้งในเดือน พ.ย.61 ซึ่ง Krungthai Macro Research คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 62 จะอยู่ที่ระดับ 1.1% เท่านั้น ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำเกินไป สะท้อนรายได้ของภาคธุรกิจและรายได้ของแรงงานไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังกำลังซื้อภายในประเทศ

*** CIMBT มองขึ้นดอกเบี้ยสกัดเก็งกำไร
    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT  ระบุ   ความเสี่ยงภาคการเงินในปัจจุบันมาจากพฤติกรรมเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หรือตราสารหนี้บางประเภท ซึ่งเกิดจากการที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมานานหลายปี ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยเปรียบเหมือนการใช้เข็มเจาะฟองสบู่เพื่อให้ลมออกมาบ้าง ฟองสบู่จะได้แฟบลง ดีกว่าปล่อยให้โตต่อเนื่องจนแตก นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะวิกฤติในอนาคต ด้วยการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย หรือ policy space หรือขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้ไว้ใช้ลดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจวันหน้าหากเกิดวิกฤติหรือเศรษฐกิจชะลอลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจที่มีขึ้นมีลง 
             เมื่อดอกเบี้ยขึ้นในรอบนี้ 0.25%คาดว่าเป็นการขึ้นเพื่อลดพฤติกรรมเก็งกำไรเป็นหลัก จึงไม่มีเหตุผลต้องรีบขึ้นต่อเนื่อมองว่ามีโอกาสที่จะขึ้นอีกครั้งในปีหน้า อาจจะช่วงกลางปีแล้วรอดูตัวเลขเศรษฐกิจก่อนปรับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีถัดไป 
    ส่วนด้านธนาคารพาณิชย์นั้น คาดว่าไม่น่ารีบขึ้นดอกเบี้ยตามกนง. เนื่องด้วยสภาพคล่องยังมีสูง สินเชื่อยังไม่ขยายตัวแรง เงินฝากมีมาก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงขึ้นช้าและขึ้นน้อยกว่าดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที้ดอกเบี้ยเงินฝากอาจขยับขึ้นได้เร็วกว่า ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยของทังกนง. และธนาคารพาณิชย์ไม่น่ากระทบต้นทุนทางการเงินของผู้กู้ เนื่องจากขึ้นน้อยและขึ้นช้า แต่ก็อย่าเพิ่งสบายใจไป เพราะมีบางสิ่งที่ต้องระวังจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

*** ดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบกลุ่มเช่าซื้อ-อสังหาฯ
    บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.  0.25%% มีผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมคือ
    1. กลุ่มธนาคาร โดยปกติจะเป็นบวก เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยดีขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของแต่ละธนาคาร ระยะแรกอาจยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามดอกเบี้ยนโยบาย
    2. กลุ่มเช่าซื้อ ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ตกลงไว้กับลูกค้ายังไม่ปรับขึ้นตาม
    3. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ฯ ภาระการเงินลูกค้ามากขึ้นในการผ่อนเงินกู้ แต่ราคาหุ้นที่ปรับลงมาก สะท้อนข่าวไปบางส่วนแล้ว

*** ม.หอการค้าไทย ห่วงฉุดศก.
     นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.  0.25% มาอยู่ที่ 1.75%  มองว่าจะส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ภายใต้ของบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีความแน่นอน เนื่องจากจะกระทบกับภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สูงขึ้น ทำให้การดำเนินงานมีความเสี่ยงไม่ได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินลดน้อยลง

*** แบงก์ยังตรึงดอกเบี้ย
    นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ระบุว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้กับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เนื่องจากสภาพคล่องในระบบอยู่ในระดับสูง ดังนั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้หรือเงินฝาก ถ้าจะเกิดขึ้นจะเป็นผลจากนโยบายการทำธุรกิจของแต่ละธนาคารเป็นหลัก
      “ส่วนของธนาคารกรุงไทยยังไม่มีนโยบายที่จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้แน่นอน แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับตัวขึ้นต่อ เพราะธนาคารไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทำกำไรระยะสั้น นอกจากนี้ การปรับดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นอาจส่งผลกระทบด้านลบกับลูกค้า และสวนทางกับความตั้งใจของธนาคารที่อยากเห็นธุรกิจของลูกค้าฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็งก่อน”
  อย่างไรก็ตาม ธนาคารเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ การสนับสนุนให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้นก่อน เพราะในระยะยาวทั้งสองปัจจัยคือ ปัจจัยหลักที่จะส่งผลบวกต่อภาคธุรกิจ และภาคการธนาคารควบคู่กันไป
    ขณะที่นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสากิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า แม้ว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75% แต่เอสเอ็มอีแบงก์ก็จะยังตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการไว้เท่าเดิมจนถึงสิ้นเดือน ก.พ. 2562 เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัว เพราะสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้จะกระทบกับต้นทุนและการดำเนินงานอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มเสียดอกเบี้ยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีแบงก์อยู่ที่ 5% 
      ที่ผ่านมา ครม. ได้เห็นชอบให้เอสเอ็มอีแบงก์ออกหุ้นกู้อายุ 5 ปี วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเป็นการลดต้นทุนของธนาคาร คาดว่าการระดมเงินจากนักลงทุนสถาบัน ธนาคารจะมีต้นทุนอยู่ราว 2%  







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด