ข่าวนี้ที่ 1

IVL โกยกำไร Q3 ทะลุหมื่นลบ. รับอานิสงส์ซื้อกิจการ

IVL โกยกำไร Q3 ทะลุหมื่นลบ. รับอานิสงส์ซื้อกิจการ

"อินโดรามา เวนเจอร์ส"  ทำกำไร Q3/61 พุ่งทะลุ 1 หมื่นล้านบาท เติบโต 185% ดันงวด 9 เดือนกระฉูด 2.41 หมื่นล้านบาท รับปริมาณการผลิตพุ่ง จากกิจการใหม่ในบราซิล - โปรตุเกส จ่อปิดดีลอีก 4 โครงการ สิ้นปีนี้  ลั่นปี 62 ยังแข็งแกร่ง รับประโยชน์จากสงครามการค้า ด้านโบรกเกอร์มองกำไรดีกว่าคาดมาก และน่าจะสูงสุดของปีนี้ 

*** โชว์กำไร Q3/61 โต 185%
    นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท  อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL  เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2561 มีกำไร 10,053.97 ล้านบาท หรือ 1.75 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 185% จากงวดเดียวกันปี 2560 ที่มีกำไร 3,516.44 ล้านบาท หรือ 0.64 บาท/หุ้น   โดยมีรายได้เท่ากับ 10.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบปีต่อปี อัตรากำไร EBITDA 13.7%
    ขณะที่งวด 9 เดือน มีกำไร 24,110.68 ล้านบาท หรือ 4.26 บาท/หุ้น จากงวดเดียวกัน 2560 มีกำไร 10,879.99 ล้านบาท หรือ 2.06 บาท/หุ้น 
    บริษัทยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาสนี้ เป็นการเติบโตทั้งปริมาณการผลิตและผลกาไรรวมทั้งในภูมิภาคใหม่ๆ ในไตรมาสนี้ราคาวัตถุดิบได้เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพาราไซรีน ซึ่งคาดว่าจะกลับไปสู่ระดับปกติต่อไป ถึงแม้ว่าอัตรากำไร PET ยังคงอยู่ในระดับเดิมกับไตรมาสที่แล้ว และผลกาไร PTA เพิ่มขึ้น Fibers ได้รับผลกระทบทางลบจากการหยุดดำเนินงานจากเหตุสุดวิสัยของผู้จัดหาวัตถุดิบ Polyamide ในทวีปยุโรปและจากความล่าช้าในการส่งผ่านราคาในผลิตภัณฑ์ HVA fibers

 *** Core EBITDA พุ่ง 
     Core EBITDA เพิ่มขึ้น  40% เมื่อเทียบปีต่อปีเป็น 409 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสามารถสร้างกำไรได้ในทุกธุรกิจและทุกภูมิภาค โดยเป็นผลจากการเติบโตของปริมาณการผลิตจากกิจการใหม่และกิจการที่มีอยู่ และ EBITDA ต่อตันโดยรวมที่สูงขึ้น
    Core EBITDA ต่อตันเท่ากับ 150 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น  23%  เมื่อเทียบปีต่อปีโดยได้แรงสนับสนุนจากทิศทางที่แข็งแกร่งซึ่งเกิดจากความหลากหลายทางภูมิภาค และการควบรวม PET ในขณะที่ผลการดำเนินงานของผลิตภัณฑ์ HVAมีความหลากหลาย ได้กำไรในผลิตภัณฑ์ PEO และ Packaging หักกลบกับผลกระทบเชิงลบจากความล่าช้าในการส่งผ่านราคาในผลิตภัณฑ์ HVA fibers และอัตรากาไรของ IPA ที่ปรับตัวสู่ระดับปกติ
    ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น  14% เมื่อเทียบปีต่อปี เป็น 2.7 ล้านตัน จากกิจการใหม่ในประเทศบราซิลและโปรตุเกส
    ราคาน้ำมันดิบและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นไม่กระทบการดำเนินงานธุรกิจ PET และ Feedstock มากนัก เนื่องจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง แตกต่างจากธุรกิจ fibers ซึ่งได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการส่งผ่านราคาวัตถุดิบ

*** ปีนี้รอปิดดีลซื้อกิจการอีก 4 โครงการ
    บริษัท เหลือ 4 โครงการที่เข้าซื้อและจะเสร็จสิ้นในปี 2561 ประกอบด้วย โครงการ  Medco   เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ Packaging ในตลาดแอฟริกา พร้อมทั้งช่วยสร้างประโยชน์ร่วมกันกับธุรกิจ PET ประเทศอียิปต์ของบริษัท  โครงการ Sorepla  ส่งเสริมธุรกิจ Recycling ของบริษัทในประเทศฝรั่งเศส และธุรกิจ Recycled Fibers และ PET ในทวีปยุโรป โครงการ Schoeller   ช่วยยกระดับกลุ่มธุรกิจ HVA Fibers และส่งเสริมธุรกิจ worsted wool  และโครงการ  M&G Fibras  นำบริษัทสู่การเป็นผู้ผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศบราซิลโดยได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการดาเนินงานในธุรกิจ PET และโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป

 *** ปี 62 โตต่อเนื่อง
     ปี 62 บริษัทคาดว่าอุปทานและราคาของวัตถุดิบจะปรับตัวสู่ระดับปกติจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูงเนื่องจากสภาวะราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลง ปริมาณพาราไซลีนที่มีอย่างเพียงพอ และอุปทานของ MEG ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทจะได้รับผลประโยชน์ทั้งจากอัตรากำไรและปริมาณการผลิตในปี 62 เนื่องจากบริษัทขยายกิจการไปทั้งห่วงโซ่มูลค่าโพลีเอสเตอร์ทั่วโลก รวมถึงการขยายไปยังธุรกิจ HVA
    บริษัทมีความพร้อมเป็นอย่างมากในสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดและได้รับประโยชน์จากความตึงเครียดทางการค้า จากกลยุทธ์ในด้านความแตกต่าง การเป็นผู้เล่นในประเทศ และการกระจายตัวในหลากหลายภูมิภาคโดยการมีฐานการผลิต 90 แห่งใน 30 ประเทศ และ มีการขายภายในภูมิภาคมากกว่า  90%

*** ไฟไหม้โรงงานระยองเสียหายเล็กน้อย
      IVL  ยังชี้แจงกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ บริษัท อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ จำกัด (มหาชน) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ว่า เกิดขึ้นกับสายการผลิตไฟเบอร์ 2 ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 นั้น เป็นเพียงเหตุเพลิงไหม้เล็กน้อยที่สามารถระงับได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดความเสียหายขึ้นกับเครื่องจักรหลักแต่อย่างใด โดยสายการผลิตไฟเบอร์ 2 นั้น ได้ถูกปิดเพื่อทำความสะอาดและซ่อมแซมท่อระบายอากาศ และมีการแจ้งไปยังนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และได้รับการอนุมัติให้ทำการซ่อมแซมท่อระบายอากาศโดยทันที สายการผลิตไฟเบอร์ 2 นั้นคาดว่าจะเปิดดาเนินงานได้อีกครั้งภายในเวลา 15 วันหลังจากได้รับอนุมัติจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    ทั้งนี้ สายการผลิดอื่นๆ ที่โรงงานยังคงดาเนินการตามปกติ และเหตุการณ์เพลิงไหม้ดังกล่าวไม่มีความเสียหายต่อการผลิตที่สาคัญแต่อย่างใด'

*** โบรกฯเผยกำไรดีกว่าคาด
    บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุ IVL รายงานกำไรสุทธิ 3Q61 เท่ากับ 1.0 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.0%qoq ดีกว่าที่คาดไว้ ซึ่งส่วนแตกต่างหลักมาจากทั้งกำไรพิเศษกำไรจากสินค้าคงเหลือและกำไรปกติที่มากกว่าคาด โดยในงวดนี้กำไรจากการดำเนินงานปกติปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.6%qoq มาอยู่ที่ 8.7 พันล้านบาท เป็นผลมาจากทั้งปริมาณขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.2%qoq มาอยู่ที่ 2.73 ล้านตัน จากการทยอยรับรู้โครงการที่เพิ่งซื้อกิจการเข้ามา ขณะที่ในส่วนของ spread นั้น โดยเฉลี่ยปรับตัวลดลงจากงวดก่อนหน้าเล็กน้อย กดดันหลักจาก spread Asia PET แต่ได้ในส่วนของ spread ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่เหลือมาช่วยไว้ ดังนั้นส่งผลให้ EBITDA ต่อตันในงวด 3Q61 ลดลงมาอยู่ที่ 150 เหรียญฯต่อตัน จาก 153 เหรียญฯต่อตัน ในงวดก่อนหน้า 
    สำหรับในส่วนของรายการพิเศษนั้นในงวด 3Q61 บันทึกกำไรจากสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นมีนัยฯมาอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท จากงวดก่อนหน้าที่ 246 ล้านบาท ถึงแม้ในงวด 3Q61 จะบันทึกค่าใช้จ่ายในการซื้อกิจการ 243 ล้านบาท และบันทึกกลับเป็นขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 157.9 ล้านบาท เทียบกับงวดก่อนหน้าที่บันทึกเป็นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 355 ล้านบาท 
โดยรวมแล้วกำไรสุทธิ และกำไรปกติงวด 9M61 เท่ากับ 2.4 และ 2.0 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 121.6% และ 71.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในส่วนของกำไรปกตินั้นคิดเป็น 80% ของประมาณการทั้งปี 2561 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ยังไม่รวมรายการพิเศษ
    เบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการ โดยคาดแนวโน้มกำไรจากการดำเนินปกติงวด 4Q61 จะปรับตัวลดลงจากงวด 3Q61 ที่น่าจะทำระดับสูงสุดของปีไปแล้ว กดดันหลักจาก spread ผลิตภัณฑ์ปัจจุบันที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องหลังจากทำระดับสูงสุดช่วง high season ไปแล้วในงวด 2Q61 โดยเฉพาะ spread ฝั่งเอเชียที่เห็นการปรับตัวลดลงค่อนข้างชัดเจน ขณะที่ปริมาณขายน่าจะทรงตัวในระดับสูงได้ใกล้เคียงกับงวดที่ผ่านมา ถึงแม้จะเป็นช่วง low season ของปี แต่คาดจะได้ในส่วนของโครงการ EGYPT PET ที่จะรับรู้เต็มที่ทั้งไตรมาสมาช่วยหนุนไว้ โดยคาด EBITDA ต่อตันในงวด 4Q61 จะลดลงมาอยู่ราว 130-135 เหรียญฯต่อตัน จากคาดการณ์ 150 เหรียญฯต่อตัน ในงวด 3Q61 นอกจากนี้ในส่วนของกำไรสุทธิมีโอกสที่จะบันทึกกลับเป็นขาดทุนจากสินค้าคงเหลือตามราคาที่ลดลง
    ฝ่ายวิจัยปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2562 อิง DCF เท่ากับ 64 บาทต่อหุ้น ยังคงแนะนำ switch เนื่องจากยังมีผลการดำเนินงาน 4Q61 ที่จะปรับตัวลดลงจาก 3Q61 เป็นแรงกดดัน ดังนั้นหากจะเข้าลงทุนระยะยาวแนะนำให้หาจังหวะเข้าลงทุนหลังประกาศงบ 4Q61 จะปลอดภัยกว่า
    ด้าน บทวิเคราะห์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง  ผลกระทบจาก Trade war มองเป็นบวก จากโรงงานกระจายในทุกภูมิภาคทั่วโลก  ส่วนราคา PET กำลังปรับลดลงเข้าสู่ระดับปกติจากในปี 61 ที่สูงผิดปกติ แต่ 70% ของการผลิต PET ของ IVL ในยุโรปและอเมริกาทำสัญญาขายล่วงหน้า สัญญาปี 2562 คาดเพิ่มขึ้นชดเชยราคาขายที่ลดลงในตลาด spot net impact ศูนย์ถึงบวกเล็กน้อย , Volume support หนุน
    Strong balance sheet ด้วย net operating debt/ equity 0.53 สามารถก่อหนี้เพิ่มเพื่อการเติบโตในอนาคต  แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 72 บาท
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด