ข่าวนี้ที่ 1

10 ข่าวเด่นปี 62 จากสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

10 ข่าวเด่นปี 62 จากสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

      ปี 2562 กำลังจะผ่านไป วงการการเมือง - เศรษฐกิจ - ตลาดเงิน - ตลาดทุน มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทางสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้จัดอันดับ 10 ข่าวเด่นประจำปีนี้ ให้นักลงทุนได้ทบทวนกันว่าตลอดปี 2562 มีข่าวคราวในแวดวงการเงินที่สำคัญอะไรกันบ้าง      

 

1. เลือกตั้ง 62  

      24 มีนาคม 2562 ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นอีกครั้งในรอบ 8 ปี หลังจากถูกปกครองด้วยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มานาน โดยครั้งนี้ระบบการเลือกตั้งเป็นแบบจัดสรรปันส่วนผสม โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คนมาจากระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด 350 เขต เขตละคน และอีก 150 คนมาจากระบบปาร์ตี้ลิสต์  

    โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ขั้วการเมืองได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝั่งพรรคเพื่อไทยที่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มขั้วอำนาจเก่าของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนอีกฟากฝั่งคือกลุ่มพรรคประชาธิปัตย์พรรคที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ และขั้วใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้คือกลุ่มพรรคพลังประชารัฐ ที่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนให้พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป  

    จนท้ายที่สุด พลเอกประยุทธ์ ได้รับความไว้วางใจจากเสียงข้างมากในสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะต้องตั้งรัฐบาลที่เกิดจากการผสมของหลายพรรคการเมืองโดยมีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ส่งผลให้มีกระแสว่ารัฐบาลชุดนี้สุดท้ายก็ยังไม่พ้นเงาของ คสช. ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่คุ้นเคยแต่กับฝั่งรัฐบาลต้องมาสวมบทบาทฝ่ายค้านไปโดยปริยาย 

    ในช่วงแรกตลาดหุ้นขานรับรัฐบาลใหม่ในเชิงบวก แต่ด้วยความท้าทายของรัฐบาลชุดนี้มีเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งเสียงในสภาฯ ที่อยู่ในลักษณะปริ่มน้ำ ส่งผลให้การเดินหน้าโครงการต่างๆ ต้องลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่าจะสามารถผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ได้หรือไม่ ขณะที่ทีมเศรษฐกิจได้มาเจอกับปัญหาหนักคือเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างหนัก และแนวโน้มที่จะกลับมาร้อนแรงขึ้นในปีหน้า ทำให้ปัจจัยการเมืองแทบไม่มีผลเชิงบวกต่อตลาดทุนในช่วงครึ่งปีหลัง   
                  

2. บิ๊กดีลวงการแบงก์

    ปี 62 นับเป็นอีกปีของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ท่ามกลางกระแสของ Distuption ทำให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต้องหันมาปรับแผนธุรกิจมากขึ้น 

    เริ่มที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB  ได้ขายหุ้น บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ SCB Life  ให้กับกลุ่มเอฟดับบลิวดี  ด้วยมูลค่า 9.27 หมื่นล้านบาท   ภายใต้เงื่อนไขการทำสัญญาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของ FWD และ SCB Life ผ่านช่องทางของธนาคาร เป็นเวลา 15 ปี  ทำให้ SCB มีกำไรทันที 1.16 หมื่นล้านบาท  และได้บุ๊คทันทีในงบไตรมาส 3/62 ส่งผลให้ SCB ประกาศกำไรสุทธิถึง 1.47 หมื่นล้านบาท เติบโตถึง 40% หนุน 9 เดือน มีกำไรสุทธิรวม 3.49 หมื่นล้านบาท 

    อีกบิ๊กดีลในรอบปี  คือการควบรวมของธนาคารทหารไทย หรือ TMB กับ ธนาคารธนชาต (TBANK)   ซึ่งจะทำให้ขนาดสินทรัพย์ใหญ่ขึ้นแตะ 2 ล้านล้านบาท และขึ้นแท่นเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 6 ของอุตสาหกรรม  โดยดีลนี้  TMB ต้อง ระดมทุน 1.3-1.5 แสนล้านบาทจากการเพิ่มทุนและออกหุ้นกู้  เพื่อซื้อหุ้น TBANK  จาก  บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP สัดส่วน 51%   ขณะที่ TCAP  หลังได้เงินจากการขายหุ้น TBANK แล้ว ก็จะตีกลับมาซื้อหุ้น TMB อีกครั้ง  โครงสร้างผู้ถือหุ้นของธนาคารแห่งใหม่   ING จะถือหุ้นใหญ่ 21.3%% ตามด้วย TCAP ถือหุ้น 20.4% ก.คลังถือหุ้น 18.4%  สโกเทียแบงก์ ถือหุ้น 5.6%  ซึ่งกระบวนการโอนกิจการจะแล้วเสร็จในปี 64    

    ส่งท้ายกันที่ ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ประกาศทุ่มเงินลงทุนกว่า 8.17 ล้านบาท ซื้อกิจการ ธนาคาร พีทีเพอร์มาตา ทีบีเค  ธนาคารระดับแถวหน้าของอินโดนีเซีย ซึ่งราคาที่ซื้อขาย  คิดเป็น 1.77 เท่าของมูลค่าตามบัญชีของเพอร์มาตา ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก  แต่ฝั่งผู้บริหาร  BBL ยืนยันว่าธุรกรรมครั้งนี้ ไม่กระทบต่อการดำเนินงาน ไม่ต้องเพิ่มทุน และการจ่ายเงินปันผล  และเป็นการลงทุนคุ้มค่า   

 

 
 3. ก.ล.ต.ลงดาบปั่นหุ้น 25 ราย - ปรับ 672 ลบ.

    ปี 2562 เป็นปีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โชว์ผลงานปราบปรามผู้กระทำผิดในตลาดหุ้นได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ร่วมกันสร้างราคาหุ้น มีถึง 5 หลักทรัพย์  และผู้เกี่ยวข้อง (กระทำความผิด) 25 ราย ยอดปรับ 672 ล้านบาท  

    โดย 5 หลักทรัพย์ที่พัวพันคดีปั่นหุ้น ว่าได้แก่  บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA  คดีปั่นหุ้น ผู้กระทำความผิด 3 ราย ค่าปรับ 500 ล้านบาท , บริษัท เธียรสุรัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSR  ผู้กระทำความผิด 8 ราย ค่าปรับ 7 ล้านบาท  , บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO และบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ผู้กระทำความผิด 6 ราย ค่าปรับ 160 ล้านบาท และ บริษัท ไอร่า แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ AIRA ผู้กระทำความผิด 5 ราย ค่าปรับ 5.59 ล้านบาท

    ที่น่าตกใจกว่านั้น ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับคดีปั่นหุ้นดังกล่าวเป็นผู้บริหารชื่อดังในวงการตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็น  นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร/กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และ BA  นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าบริหาร JAS รวมถึงนายอดิศัย โพธารามิก บิดาของนายพิชญ์  
 
 

4. กนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 1.25% - หั่นเป้าศก.กระจุย 

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของฝั่งกระทรวงการคลังแล้ว ภาคการเงินอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ใช้เครื่องมือทางนโยบายการเงินอย่างมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง

    การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ของคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดในการประชุมเดือนสิงหาคม โดยประกาศลดลง 0.25%  ก่อนที่จะลดลงอีกครั้งในการประชุมเดือนพฤศจิกายน อีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี กนง.ให้เหตุผลถึงความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยว่าเป็นไปตามเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าคาด และไม่อาจฝืนกระแสทิศทางดอกเบี้ยขาลงในประเทศสำคัญของโลกได้    

     โดยเศรษฐกิจไทยปี 2562 ที่ชะลอตัวเป็นผลมาจากภาคส่งออกที่ชะลอตัวอย่างหนัก จากผลกระทบของสงครามการค้า ส่งผลให้สำนักเศรษฐกิจต่างปรับลดประมาณการเป้าหมายเศรษฐกิจปีนี้ลงต่อเนื่อง โดยกนง.เองได้ปรับเป้าตั้วเลขลงมาต่อเนื่องตลอดทั้งปี ก่อนที่ล่าสุดได้คาดว่าจีดีพีปีนี้จะโตเพียง 2.5% จากต้นปีที่คาดว่าจะโต 4% ส่วนส่งออกจากที่คาดไว้ว่าจะโต 3.8% กลับกลายเป็นติดลบ 3.3%    

 

5. AWC เมื่อเจ้าสัวเจริญเรียกความเชื่อมั่นไม่ไหว    

    10 ต.ค.2562 บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC หนึ่งในธุรกิจหลักของ 'เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี' ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นับเป็นหุ้นไอพีโอที่มีมูลค่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นมาที่ 1.9 แสนล้านบาท โดยจำนวนที่ขายให้แก่ประชาชนอยู่ที่  6,957 ล้านหุ้น ราคา IPO ที่ 6 บาท/หุ้น โดยมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินรองรับกรณีมีผู้จองซื้อมากกว่าที่เสนอขายอีก 1,043 ล้านหุ้น  
    
    โดยAWC เป็นบริษัทในกลุ่มทีซีซี ที่ประกอบธุรกิจหลักในด้านอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ บริษัทประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยมีบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลักซึ่งก่อให้เกิดกำไรหลัก 12 บริษัท มีสินทรัพย์รวม 92,759.15 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ กลุ่มครอบครัวนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ถือหุ้นรวม 77.5%

    ในช่วงแรกของการซื้อขายมีแรงซื้อหุ้นเข้ามาจากความคาดหวังว่า AWC จะเป็นหุ้น IPO ที่เข้าคำนวณ SET50 และ MSCI ได้ทันที แต่สุดท้ายสามารถเจ้าไปคำนวณได้แค่ SET50 เท่านั้น รวมถึงการหมดระยะเวลาใช้กรีนชู จึงทำให้เริ่มมีแรงขายกดดันออกมา จนราคาหุ้นมาอยู่ที่ 5.85 บาท และยังไม่สามารถกลับไปที่ระดับราคาจองได้   
 

 

 6  ชิมช้อปใช้ 
    
    นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในปี 2562 มีออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ดูจะได้รับกระแสตอบรับมากที่สุดก็คือมาตรการ "ชิมช้อปใช้" ที่รัฐบาลแจกเงิน 1,000 บาท ให้ประชาชนผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อนำไปใช้ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมกับนโยบายคืนเงิน 15-20% หากใช้จ่ายผ่านกระเป๋า 2 เพื่อเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศพร้อมคาดหวังว่าจะกระตุ้นให้มีเงินสะพัดจากโครงการนี้ 5 หมื่นล้านบาท      

    โดยช่วงแรกได้เปิดสิทธิ์ให้ประชาชนลงทะเบียน จำนวน 10 ล้านคน ก่อนที่จะได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม จนต้องเพิ่มเฟส 2 และเฟส 3 ตามออกมา  นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลได้แจกเงินให้ประชาชนในโครงการนี้ไปแล้ว 1.3 หมื่นล้านบาท ( เฟส 1-2 จำนวน 13 ล้านคน ) โดยยังไม่รวมเงินแคชแบ็คที่คืนมาในกระเป๋า 2 ซึ่งจะต้องรอยอดสรุปตัวเลขอย่างเป็นทางการหลังจากปิดโครงการนี้หลังจากจบเดือนม.ค.63     

    อย่างไรก็ตามมีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าวอยู่พอสมควร ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบฉาบฉวย ไม่ได้สร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง แต่ถึงอย่างไรคำว่า "ชิมช้อปใช้" ก็ได้กลายเป็นคำค้นยอดฮิตอันดับ 1 ของไทยในกูเกิ้ลปีนี้ไปแล้ว 
       
 

7  ปิดฉาก LTF ขวัญใจมนุษเงินเดือน 
    
    กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF เป็นกองทุนที่คุ้นเคยกับนักลงทุนไทยและมนุษย์เงินเดือนมายาวนาน เนื่องจากสิทธิ์การลดหย่อนภาษีที่ได้จากกองทุนดังกล่าว ทำให้กองทุนนี้มีเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในแต่ละปีระดับกว่า 6 หมื่นล้านบาท แต่ในปีนี้ทางกระทรวงการคลังได้มีนโยบายยกเลิกสิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการซื้อกองทุน LTF ด้วยเหตุผลว่าต้องการให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการออมมากขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยที่เติบโตขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้ LTF มาเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างสภาพคล่องเหมือนกับที่ผ่านมา 

    จนสุดท้ายกระทรวงการคลังได้เคาะ กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund: SSF) ออกมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการออม และลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกับ LTF  ซึ่งจะมีเงื่อนไขต่างจาก LTF อยู่พอสมควร ทั้งระยะเวลาการถือครองที่นานขึ้นเป็น 10 ปี แต่ลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท  และลดหย่อนภาษีได้ถึง 30% 

    ทั้งนี้การมาของกองทุนใหม่อย่าง SSF นี้ ยังสร้างความสับสนและความกังวลไม่น้อย โดยเฉพาะระยะเวลาการถือครองที่ดูเหมือนจะนานเกินไปเมื่อเทียบกับ LTF ที่มีระยะแค่ 7 ปี ปฏิทิน ยิ่งส่งผลให้นักลงทุนกลับมาเร่งซื้อ LTF ในช่วงสุดท้ายของปีมากขึ้น เห็นได้จากเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันในเดือนธ.ค.ที่ซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท (ข้อมูล 26 ธ.ค.62 ) เทียบกับช่วงเดียวกันปี 61 ที่สถาบันซื้อสุทธิเพียง 5.6 พันล้านบาทเท่านั้น   

 

8.   LTV ของธปท.ป่วนตลาดอสังหาฯ   
    
    ปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการ LTV หรือ Loan to Value ในกรณีการกู้เงินจากธนาคารมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อป้องกันหนี้เสียและฟองสบู่ในตลาด โดยมาตรการนี้มีกำหนดเริ่มใช้วันที่ 1 เมษายน 2562  โดยผู้กู้ที่ต้องซื้อที่อยู่อาศัย 10 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องวางเงินดาวน์ 20-30% ส่วนการซื้อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป จะต้องวางเงินดาวน์ 10-30% และผู้กู้ร่วมหากต้องการซื้อบ้าน ก็จะต้องวางเงินดาวน์ 10-30% เช่นเดียวกัน
        
    นโยบายดังกล่าวส่งผลให้ บรรดานักลงทุนตลาดอสังหาฯ ต้องเตรียมสำหรับการวางเงินดาวน์เพิ่มขึ้น  และเสี่ยงต่อการปล่อยของได้ยากขึ้น  ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะได้รับความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) มากขึ้น แต่จะมียอดโอนน้อยลงตามไปด้วย     ส่วนธนาคารที่ให้สินเชื่อเองก็ปล่อยกู้กันยากขึ้น เพราะต้องการคุมเรื่องหนี้เสียตามไปด้วย 

    แต่อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจาก LTV ไม่ว่าจะเป็นการลดยอดโอน - จดจำนอง และมาตรการช่วยเหลือเงินดาวน์ ส่งผลให้นักวิเคราะห์เริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีมากขึ้น             
 
 

9. วิกฤตทีวีดิจิทัล 7 ช่องแห่คืนไลเซนส์ 

    และแล้วจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยก็มาถึง  หลัง กสทช.ประกาศเปิดทางให้ผู้ประกอบการยื่นขอคืนใบอนุญาตประกอบทีวีดิจิทัลได้  โดย พบว่า มี 7  ช่องยื่นของคืนใบอนุญาต  คือ ช่อง 3 Family (หมายเลข 13) ช่อง MCOT Family (หมายเลข 14) ช่อง Spring News 19 (หมายเลข 19) ช่อง Bright TV (หมายเลข 20) ช่อง Voice TV (หมายเลข 21) ช่อง Spring 26 (หมายเลข 26) ช่อง 3 SD (หมายเลข 28)  โดย กสทช.ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กว่า 3  พันล้านบาท  

    ส่วนทีวีดิจิทัลที่เหลืออีก 15 ช่อง  แม้ กสทช.ได้ออกมาตรการเยียวยา ทั้งการยกเว้นค่าใบอนุญาต  เป็นเงินราว 9.7 พันล้านบาท รวมกับการยกเว้นค่าเช่าโครงข่าย (MUX) ตลอดใบอนุญาตที่เหลืออีกราว 1.87  หมื่นล้านบาท  แต่ในอนาคตถือว่ายังต้องลุ้นกันเหนื่อยว่าจะอยู่รอดได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินโฆษณาที่ถือเป็นรายได้หลัก  ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว  และกระแสของสื่อออนไลน์ที่กำลังรุกคืบได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง  

    ทำให้หลายช่องต้องพยายามหาคอนเทนต์  จับมือพันธมิตร เพื่อดึงความนิยมจากผู้ชม ควบคู่ไปกับการหารายได้อื่นมาเสริม จึงไม่แปลกใจที่ราคาหุ้นกลุ่มทีวีดิจทัลในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น BEC  - MCOT - MONO - WORK  ต่างพากันกอดคอร่วงกันยกแผง
 
 

10.  STEC เอี่ยวคดีสินบนโรงไฟฟ้าขนอม

    หุ้น บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC)  ร่วงจากระดับสูงสุดของปีนี้ที่ 27.50 บาท ในช่วงเดือน มิ.ย. เหลือราว 14 บาท ในปัจจุบัน หลังเจอข่าวร้าย ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด 4 เจ้าหน้าที่รัฐ เรียกรับสินบน 20 ล้านบาท จากบริษัทข้ามชาติรับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนอม พร้อมสั่งฟัน STEC และ 2 ผู้บริหาร คือ นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ และนายราเกส กาเลีย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการส่วนงานปฏิบัติการ ฐานร่วมสนับสนุนการกระทำผิด 

    ขณะที่ STEC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมแสดงความมั่นใจว่าสามารถชี้แจงแสดงหลักฐานโต้แย้งการถูกกล่าวหาข้างต้นได้   นอกจากนี้มุมมองจากนักวิเคราะห์เองต่อ STEC ก็ยังไม่ดีมากนักจากคาดการณ์กำไรสุทธิปี  62 ลดลง 25% และ ปี 63 คาดกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.2%  พร้อมหั่นราคาเหมาะสมลงเหลือต่ำสุดที่ 20 บาท  







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด