ข่าวนี้ที่ 1

กนง.เสียงแตกคงดอกเบี้ย 1.5% ส่งซิกเลิกใช้นโยบายผ่อนคลาย

กนง.เสียงแตกคงดอกเบี้ย 1.5% ส่งซิกเลิกใช้นโยบายผ่อนคลาย

"คณะกรรมการนโยบายการเงิน "  มีมติด้วยคะแนนเสียง  5:2 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อปี หลังประเมินเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีทิศทางเพิ่มขึ้นใกล้เคียงที่ประเมินไว้   โดยคณะกรรมการ 2 เสียง หนุนขึ้นดอกเบี้ย หลังมองภาวะการเงินผ่อนคลายนานอาจส่งผลต่อการประเมินความเสี่ยงของภาคธุรกิจ พร้อมคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 4.4% ด้านปี 62  ขยายตัว  4.2%  จากแรงหนุนส่งออก - ท่องเที่ยว  แต่ยังกังวลสงครามการค้าป่วน

*** กนง.เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบาย
    นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.5% ต่อปี ซึ่งถือเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องกัน 27 ครั้ง โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องตามแรงส่งจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีทิศทางเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม  
    คณะกรรมการฯ เห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ส่วนกรรมการ 2 ท่านเห็นว่าความต่อเนื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนเพียงพอ และภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ำ อาจกว่าที่ควร จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยง ด้านเสถียรภาพระบบการเงินซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเพื่อเริ่มสร้างขีดความสามารถในการด่าเนินนโยบายการเงิน (policy space) สำหรับอนาคต

*** ชี้ความจำเป็นใช้ดอกเบี้ยต่ำมีน้อยลง
     นายจาตุรงค์ กล่าวอีกว่า   แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนั้น ยอมรับว่า ความจำเป็นในการใช้อัตราดอกเบี้ยแบบผ่อนคลายในระดับต่ำมีความจำเป็นน้อยลง แต่จะปรับขึ้นเมื่อไร คงไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากจะต้องพิจารณาปัจจัยด้านอื่นๆประกอบด้วย ทั้งเศรษฐกิจในและต่างประเทศ
 
*** คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 4.4%

    ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ยังคงคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2561 ไว้ที่ระดับ 4.4% และปี 2562 ที่ระดับ 4.2% โดยเศรษฐกิจในภาพรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว 
    ด้านการส่งออกสินค้า มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงบ้าง จากผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน แต่ได้รับผลดีจากการย้ายฐานการผลิตของบางอุตสาหกรรมมายังไทย ซึ่งช่วยลดทอนผลกระทบได้บางส่วน  โดย กนง.ยังให้คงคาดการณ์เป้าหมายการส่งออกปีนี้ที่ 9% ขณะที่ปีหน้าปรับลดลงเหลือ 4.3% จากเดิมคาด 5% เนื่องจากความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่จะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป ขณะที่การนำเข้าปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 16.9% จากเดิมคาดโต 14.7% ด้านปี 2562 ลดลงเหลือ 5.6% จากเดิมคาด 6.9% 
    ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวดีขึ้น ตามปัจจัยสนับสนุนจากรายได้และการจ้างงานที่ปรับดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวน้อยกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการเบิกจ่าย 
    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากโครงการภาครัฐที่ชัดเจนมากขึ้น 
    อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำและเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าสหรัฐ-จีน ที่อาจประกาศเพิ่มเติมและมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปียังมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป  
      ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้ กนง.ปรับลดคาดการณ์ลงเหลือเกินดุล 35,400 ล้านดอลลาร์ จากเดิมคาดเกินดุล 40,000 ล้านดอลลาร์ ด้านปีหน้า คาดเกินดุลเพิ่มขึ้นเป็น 36,300 ล้านดอลลาร์ จากเดิมคาด 36,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับเพิ่มเป็น 70.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมที่ 69.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านปี 2562 คาด 69.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมที่ 68.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

*** คาดเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ที่ 1.1%%
    ในปีนี้ กนง.ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ที่ 1.1% ขณะที่ปี 2562 ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อลดลงจากคาดการณ์เดิมเล็กน้อยจาก 1.2% เป็น 1.1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปีนี้คาด 0.7% และปีหน้าลดลงจาก 0.9% เป็น 0.8% ซึ่งกนง.มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีความเสี่ยงจากราคาอาหารสดที่ผันผวนสูงตามสภาพอากาศและปริมาณผลผลิต 

*** KTB  คาด กนง.ขึ้นดอกเบี้ย ธ.ค.นี้
    ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB  เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ  2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อปี  ว่า กนง.ได้ส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตอย่างชัดเจน โดยมีข้อความเพิ่มเติมในผลการประชุมคราวนี้ว่า “แต่การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับปัจจุบันจะทยอยลดความจำเป็นลง” ซึ่งไม่มีในการประชุมครั้งก่อน ทำให้ทาง Krungthai Macro Research คาดการณ์ว่า กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมในเดือนธันวาคมนี้ 0.25% ต่อปี จากปัจจุบันที่ 1.5% ต่อปี เป็น 1.75% ต่อปี
    ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากว่า 3 ปี  นับตั้งแต่เมษายน 2558 และดอกเบี้ยขาขึ้นครั้งสุดท้ายคือช่วง 2553-2554 การส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนมีการเตรียมตัวก่อนจึงจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่เริ่มกระจายตัวที่ดีขึ้นในระยะหลัง ขณะที่ปัจจัยภายนอก ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน และการที่สหรัฐฯจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าจากจีนระลอกใหม่กับสินค้ามูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ 24 กันยายนนี้ ที่จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญ และความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุนของตลาดเกิดใหม่ ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการส่งออกลดลง
    สำหรับในปีหน้า คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับต่ำ และมีเสถียรภาพทางการเงินที่ดี ทำให้แรงกดดันของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง มีน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงคาดว่า กนง.จะรอดูผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบึ้ยในเดือนธันวาคม 2561 และเว้นช่วงก่อนจะมีการปรับขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2562

 *** KBANK มอง กนง.ขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า 
    นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK   กล่าวว่า การที่ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.5% ต่อปี ด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 2 สะท้อนมุมมองของกนง. ที่เปลียนไป แต่ยังเชื่อว่ากนง. อาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้ามากกว่าในสิ้นปีนี้ 
    "ถ้าขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้จะกระทบกับธุรกิจเอสเอ็มอี  เพราะต้นทุนทางการเงินจะเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ตอนนี้ก็ขายของได้ลดลงอยู่แล้ว
    นอกจากนี้ ธนาคารทั้งปียังคงเป้าหมายเศรษฐกิจไทยขยายตัว 4.5%  แต่อาจเติบโตชะลอลงในปี 62 
     "เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออก ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รายได้จากการท่องเที่ยวเริ่มชะลอตัวลดลง แต่เรายังคงเป้าหมายจีดีพีไทยปีนี้เติบโตที่ 4.5% และ เติบโตอัตราที่ชะลอลงในปีหน้า เพราะมาจากฐานที่สูง และ ความเสี่ยงจากภายนอก"นายกอบสิทธิ์ กล่าว
    อย่างไรก็ตามความเสี่ยงหลักของ เศรษฐกิจไทย คือ นโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน จะทำให้การส่งออกของไทยไปจีนชะลอลงตามห่วงโซ่อุปทาน  นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านวิกฤตการเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น อาร์เจนตินา ตุรกี และ คาดว่าจะมีประเทศอื่นๆตามมา โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศสูง  ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อค่าเงินบาท โดยคาดว่า ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ที่  33.00 บาท/ดอลลาร์ และ ต่ำกว่า 32.00 บาท/ดอลลาร์ ในต้นปี 62  

*** EIC ห่วงสงครามการค้ากระทบส่งออกไทย
    ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์  (EIC)   ระบุ  รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้า (import tariff) สินค้าจากจีนมูลค่ารวม 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อัตรา 10% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 กันยายน 61 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มกราคม 62  จำนวน 5,745 รายการ (ลดลงจากรายการเดิมที่ 6,031 รายการ) คิดเป็นมูลค่าราว 8.3% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปี 60  ซึ่งเป็นผลมาจากการตรวจสอบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้าตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Trade Act of 1947)
     ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนเตรียมตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในลักษณะคล้ายกันมูลค่ารวม 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อัตรา 5-25% (อาจปรับลงเหลือ 5-10% ภายหลัง) จำนวน 5,207 รายการ คิดเป็นมูลค่าราว 3.3% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของจีนในปี 2017 ซึ่งจะมีผลทันทีหลังสหรัฐฯ บังคับใช้การเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน
      อีไอซีปรับผลกระทบของสงครามการค้าต่อการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยคาดว่าอาจมีผลกระทบมูลค่าการส่งออกราว 1.1% เป็น 6.1% ของมูลค่าการส่งออกรวม แต่สงครามการค้ามีแนวโน้มกระทบห่วงโซ่การผลิตและการค้าโลกมากขึ้น รวมถึงผลกระทบต่อการส่งออกไทยจะเริ่มชัดเจนมากขึ้นโดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ และจีน ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ปริมาณการค้าโลกเริ่มชะลอเล็กน้อยตามการเติบโตในหลายประเทศที่เริ่มชะลอลง  โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่สินค้าขั้นต้นและขั้นกลางที่อยู่ในสายการผลิตของจีน อาทิ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก เม็ดพลาสติก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยางและผลิตภัณฑ์ยาง และไม้ 
 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด