ข่าวนี้ที่ 1

สรุป 10 ข่าวเด่นตลาดเงิน-ตลาดทุน รอบปี 61

สรุป 10 ข่าวเด่นตลาดเงิน-ตลาดทุน รอบปี 61

 1.สงครามการค้าป่วนเศรษฐกิจโลก 
    เศรษฐกิจโลกปี 2561 หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้าโลกคงจะเป็นปีแห่งความเฟื่องฟูปีหนึ่ง เพราะบรรดาเขตเศรษฐกิจที่เป็นเสาหลักของโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และตลาดเกิดใหม่กำลังขยายตัวได้ดีจากแรงเหวี่ยงที่ต่อเนื่องมาจากปี 2560 แต่ทว่ากลับต้องเผชิญความเสี่ยงจากสงครามการค้าโลกอันมีสหรัฐฯเป็นฝ่ายริเริ่มโดยการเปิดศึกการค้ากับสหภาพยุโรป หรือ อียูเป็นรายแรก ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม และกำลังพิจารณาเก็บภาษีนำเข้ายานยนต์ ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในปีนี้ ขณะที่อียูตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ หลังจากนั้นสหรัฐฯได้เปิดศึกอีกด้านด้วยการฉีกข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ นาฟต้าเพื่อกดดันให้คู่สัญญาได้แก่เม็กซิโกและแคนาดายอมเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมเพื่อให้สหรัฐฯไม่เสียเปรียบดุลการค้าดังที่เคยเป็นมา ซึ่งคู่สัญญาทั้งสองก็ตกลงยินยอมในที่สุด ศึกนี้จึงยุติไปในเวลาไม่นาน
    แต่ทว่าสงครามการค้าอันเป็นศึกใหญ่และเป็นที่กังวลมากที่สุดคือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างกันไปมาด้วยการตั้งกำแพงภาษีจากยอดนำรวมมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ส่งผลให้เศรษฐกิจในทุกภูมิภาคทั่วโลกเกิดความระส่ำระสาย ความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภคลดลง  ภาคการค้าระหว่างประเทศชะลอตัว และเกิดความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนตลอดทั้งปี ซึ่งไทยก็ได้รับผลกระทบไปด้วย 
    อย่างไรก็ดี จะเป็นด้วยเหตุที่พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แพ้การเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ตาม สหรัฐฯได้มีท่าทีที่อ่อนลงและยอมเจรจากับจีนนำไปสู่ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำระหว่างการเข้าร่วมประชุมผู้นำ G20 เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีสื่อ จิ้นผิงของจีนจับมือทำข้อตกลงพักรบด้วยการให้สัญญาว่าจะไม่ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าใดๆต่อกันจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมปี 2562 และจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการเจรจาต่อรองกันเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามการค้าเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้เพราะเป็นเพียงข้อตกลงชั่วคราวเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงใดๆย่อมอาจมีได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สหรัฐฯมีผู้นำที่ชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามไปอย่างไม่ละสายตาจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถทำสนธิสัญญาสันติภาพทางการค้าระหว่างกันได้หรือไม่ภายในระยะเวลาดังกล่าว

2.ฝรั่งขายหุ้นไทยหนักสุดตั้งแต่ก่อตั้ง ตลท. 
    ปี 2561 นักลงทุนต่างชาติกระหน่ำขายหุ้นไทยกว่า 2.8 แสนล้านบาท ทำสถิติมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ มากกว่าปี 2556 ที่ต่างชาติเทขายสุทธิกว่า 1.9 แสนล้านบาท จากสถานการณ์ความวุ่นวายในประเทศ โดยประเด็นที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติสละเรือ มีตั้งแต่ความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดึงดูดใจ ไปจนถึงไทยยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
    อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์ยังยืนยันพื้นฐานเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนไทยที่แข็งแกร่ง โดยตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนติดลบเพียง 7.6% (ณ วันที่ 12 ธ.ค.61) น้อยกว่าตลาดเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย 16.7%  สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยมีพื้นฐานที่แข็งแรง ที่ตลาดผันผวนเกิดจากปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วภูมิภาค 
    แรงขายอย่างหนักของต่างชาติ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยแตะจุดสูงสุดในปีนี้ได้เพียง 1,852 จุด ไม่ถึงฝั่งฝันที่ 2,000 จุด แม้ว่ากองทุนและรายย่อยจะจับมือกันซื้อสุทธิ 1.77 แสนล้านบาท และ 1.17 แสนล้านบาทตามลำดับ ส่วนในปีหน้ายังต้องลุ้นเงินฝรั่งว่าจะกลับมาหรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้านโดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง 

3.รัฐบาลประกาศเลือกตั้งปี 62  
    หนึ่งในประเด็นข่าวสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2561 ก็คือการประกาศวันเลือกตั้ง 24 ก.พ.2562 ที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ จะได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในรอบ 7 ปี บรรยากาศการหาเสียงของพรรคการเมืองจะกลับมาคึกคักตั้งแต่เปิดศักราชใหม่  หลังจากที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยโรดแมพการเลือกตั้งออกมาแล้วว่า  ตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.2562 จะประกาศใช้ พ.ร.ฎ.ให้เลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือเริ่มหาเสียงได้  จากนั้นวันที่ 4 ม.ค.2562 คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครจำนวน ส.ส.แต่ละจังหวัด เขตเลือกตั้ง สถานที่สมัคร แบบบัญชีรายชื่อ ส่วนวันที่ 14-18 ม.ค.62 จะเปิดรับสมัคร พรรคแจ้งชื่อผู้จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี รวมระยะเวลา 5 วัน ส่วนวันที่ 25 ม.ค.62 กกต.ประกาศรายชื่อผู้สมัครแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อของทุกพรรค
    ส่วนเดือน กุมภาพันธ์ 2562 วันที่ 4-16 ก.พ.2562 จะเป็นวันเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร วันที่ 15 ก.พ.2562 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องหยุดการพิจารณากฎหมาย วันที่ 17 ก.พ.2562 จะเป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า และวันที่ 24 ก.พ.2562 จะเป็นวันเลือกตั้งตามข้อเสนอของ กกต.ส่วนตลอดเดือน มี.ค.2562 จะเป็นช่วงที่กกต.รับรองผลเลือกตั้ง และวันที่ 25 เม.ย.62  เป็นวันสุดท้ายของการประกาศผลเลือกตั้ง ส่วน 28 เม.ย.62 จะเป็นวันสุดท้ายที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อนที่ 9 พ.ค.2562 จะเป็นวันสุดท้ายของการประชุมรัฐสภาครั้งแรก และจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา เลือกนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรี

4.วิกฤตหุ้น IPO  
    เป็นอีกหนึ่งปีที่ไม่น่าจดจำสำหรับการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในครั้งแรก (IPO) ในตลาดหุ้นไทย เห็นได้จากจำนวนหุ้น IPO ที่เข้ามาซื้อขายในปีนี้ทั้ง SET และ mai เพียง 18 บริษัท (หากรวมกองทุนจะเป็น 22 บริษัท) จากเป้าหมายที่ตลท.ตั้งไว้ที่ 40 บริษัท และต่างกันลิบลับกับปี 2560 มี IPO เข้ามามากถึง 38 บริษัท และหากไปดูราคาหุ้นของแต่ละบริษัทที่เข้ามาในปีนี้ ยิ่งเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นวิกฤตของหุ้น IPO ได้อย่างชัดเจน เพราะจากที่นักลงทุนคุ้นเคยกับราคาเปิดวันแรกของ IPO ที่ระดับ 100-200% กลับต้องมาหวาดระแวงว่า IPO แต่ละตัวที่เข้ามาในปีนี้จะเปิดต่ำจองมากน้อยแค่ไหน  
    สาเหตุสำคัญที่ IPOเริ่มหมดกระแสความนิยมลง ส่วนใหญ่มาจากการตั้งราคาหุ้นที่แพงเกินไป ประกอบกับเกณฑ์คุม IPO ของตลท.ที่เข้มงวดขึ้น และภาวะตลาดหุ้นปีนี้ที่เป็นขาลง ล้วนแต่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กระแสตอบรับหุ้นน้องใหม่ที่เข้ามาระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ไม่ร้อนแรงเหมือนหลายปีที่ผ่านมา  แม้ว่าปีนี้จะมี IPO เพียง 4 บริษัท ที่ราคาเปิดวันแรกต่ำกว่าราคาจองก็ตาม แต่หากดูสัปดาห์สุดท้ายของปี (สถิติถึงวันที่ 28 ธ.ค.61) กลับพบว่ามีถึง 13 บริษัทที่ราคาต่ำจอง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของ 18 บริษัทที่จดทะเบียนในปีนี้         

5.ผู้จัดการ ตลท.คนที่ 13 กับผลงาน ปิด Money Channel  
    หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ในปี 2561 ก็คือผู้จัดการคนใหม่ “ภากร ปีตธวัชชัย” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คนที่ 13 ซึ่งรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิ.ย. 2561 โดยในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งได้ประกาศวิสัยทัศน์ดันมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยเทียบเท่าตลาดสิงคโปร์ในปี 2566 พร้อมกับเป้าหมายหุ้น IPO ปีละ 40 และบริษัทจดทะเบียนระดมทุน 2.5 แสนล้านบาทต่อปี 
    ในด้านของเป้าหมายหุ้น IPO ปี 2561 ดูเหมือนจะพลาดเป้าโดยมีหุ้นเข้าใหม่ทั้ง SET และ mai รวมกันเพียง 18 บริษัทเท่านั้น แต่ผลงานที่สะเทือนวงการและถูกพูดถึงมากที่สุดในยุคของผู้จัดการตลาดที่ชื่อ "ภากร" กลับเป็นการปิดสถานีโทรทัศน์ "Money Channel" ที่ดำเนินการมา 13 ปี แบบสายฟ้าแลบเมื่อ 28 พ.ย.61 ชนิดที่พนักงานก็ตั้งตัวไม่ทัน เพราะวันรุ่งขึ้นต้องมาทยอยลาออกแทนที่จะต้องมาทำงาน ทำอึ้งกันทั้งวงการสื่อและตลาดทุน ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อตอนประกาศวิสัยทัศน์หลังเข้ารับตำแหน่ง ผู้จัดการ ตลท.คนใหม่ ได้เปรยไว้แล้วว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาอนาคตของ "Money Channel" และมีโอกาสเป็นไปได้ทุกทาง สุดท้ายทางที่ว่าก็คือ "ปิดไปเลย" 
    ส่วนช่องทางในการให้ความรู้การลงทุนรูปแบบใหม่ คือ ให้สื่อทุกแขนงร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อขยายฐานนักลงทุนให้ใหญ่ขึ้น เพราะเดิมกระจุกแค่ "Money Channel" อย่างเดียว ซึ่งมีฐานนักลงทุนจำกัด โดยจะมีสัญญาว่าจ้างกันเป็นโปรเจคต่อโปรเจค ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าวิธีการใหม่จะดีกว่าหรือไม่

6.กนง.ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 7 ปี  
    หลังปล่อยให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง  ปีนี้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง   มาอยู่ที่ 2.25-2.5%  ขณะที่ธนาคารกลางในภูมิภาคทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศ ยิ่งห่างมากขึ้น  ความน่าสนใจลงทุนในสินทรัพย์ของไทยจึงยิ่งมีน้อยลง  ขณะที่ไทยตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% มานาน เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ  จนขณะนี้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายมีความจำเป็นน้อยลง  
    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  รอบสุดท้ายของปีนี้ จึงตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%  สู่ระดับ 1.75%   เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 โดยมติ กนง. 5 เสียง ที่มองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง  แต่อีก 2 เสียง มองปัจจัยต่างประเทศยังมีความเสี่ยงสูง และอาจกดดันการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป   
    การปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ส่งผลดี และ ผลเสีย ในคราวเดียวกัน  ภาคธนาคาร จะได้รับอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สทุธิ (NIM) เพิ่มขึ้น  หนุนการทำกำไรเพิ่มขึ้นได้ แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นความชัดเจนของการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างเป็นทางการจากธนาคารพาณิชย์ ยกเว้น ธนาคารออมสิน ที่นำร่องปรับดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว  ขณะที่ผู้ที่มีภาระหนี้ โดยเฉพาะหนี้ที่อยู่อาศัย และธุรกิจเอสเอ็มอี อาจได้รับผลกระทบหนักขึ้น เพราะภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ต้นทุนธุรกิจหรือภาระผ่อนหนี้มากขึ้น  ส่วนกลุ่มผู้มีเงินฝาก จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามดอกเบี้ยขาขึ้น

7.อสังหาฯ ระส่ำแบงก์ชาติประกาศคุมสินเชื่อ  
     ดีมานด์เทียมที่เกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ จากการเก็งกำไร และการแข่งขันปล่อยสินเชื่อรุนแรงของธนาคารพาณิชย์ เป็นประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  จับตามองและกังวลการเพิ่มหนี้ครัวเรือนที่อาจกระทบภาพรวมเศรษฐกิจ ทำให้ต้องวางมาตรการป้องปรามผ่านเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย กำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำ หรือ อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV)  สำหรับบ้านหลังที่ 2  บังคับวางเงินดาวน์ 10-20%  และการซื้อบ้านหลังที่ 3  ต้องวางเงินดาวน์ 30% ในทุกระดับราคา มีผล 1 เม.ย.62 
     ผลที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความกังวลกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ต้องหันมาปรับแผนระบายสินค้าในสต็อค เร่งโอนให้ได้มากที่สุดก่อนเกณฑ์ใหม่จะมีผลบังคับใช้  และอาจต้องทบทวนแผนเปิดโครงการใหม่ ให้สอดรับกับความต้องการจริงของลูกค้ามากขึ้น เพราะจากนี้ไป คนที่จะซื้อบ้านหลังที่สองขึ้นไป จำเป็นต้องกำเงินสดในมือมากขึ้นก่อนการตัดสินใจ ดังนั้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เคยคึกคัก จากการฉลองปิดการขายโครงการใหม่ในช่วงเวลารวดเร็ว หรือปิดจ็อบยอดพรีเซลในช่วงเวลาสั้น ๆ คงมีให้เห็นน้อยลง

8.ตลท.ใช้ T+2 ประเทศแรกในอาเซียน  
    วันที่ 2 มี.ค. 2561 เป็นวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยเริ่มใช้รอบระยะเวลาชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 2 วันทำการ หรือ T+2 นับเป็นประเทศแรกในอาเซียน และใช้เวลาในการดำเนินการเร็วที่สุดในโลกเพียง 15 เดือน เป็นผลงานของ นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนที่ 12 ที่ฝากไว้ก่อนพ้นจากตำแหน่ง
    ทั้งนี้ ตลท.เชื่อมั่นว่า T+2 จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ช่วยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้แก่ตลาดทุนไทย ลดความเสี่ยง และลดต้นทุนของอุตสาหกรรมโดยรวม พร้อมทั้งช่วยให้ผู้ลงทุนบริหารพอร์ตการลงทุนระหว่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น เพราะตลาดหุ้นหลักๆ ในโลก ทั้งยุโรปและสหรัฐใช้  T+2 กันหมดแล้ว 

9.ลุ้นอนาคตเงินดิจิทัล เกิดหรือดับ  
    ปี 2561  เป็นที่ตลาดคริปโตเคอเรนซีหวือหวาสุดๆ มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาในวงการด้วยหวังจะทำกำไรกับสินทรัพย์ตัวใหม่อย่าง "บิตคอยน์" หลังจากปลายปี 2560 ราคาพุ่งขึ้นไปเกือบแตะ 20,000 ดอลลาร์/บิตคอยน์ หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 600,000 บาท ก่อนที่ปี 2018 ตลาดคริปโตเข้าสู่ภาวะหมี ราคาบิตคอยน์ทำสถิติต่ำสุดราว 3,200 ดอลลาร์ 
หรือประมาณ 100,000 บาท ไม่เพียงเท่านั้น ยังส่งผลให้ราคาเหรียญดิจิทัลอื่นๆ แข่งกันทำนิวโลว์ด้วย ไม่ว่าจะเป็น บิตคอยน์แคช อีเธอเรียม สเตลลา และไลท์คอยน์ เป็นต้น และแน่นอนว่า ผู้ที่เจ็บปวดที่สุด คือ นักลงทุนรายย่อยนั่นเอง 
    ท่ามกลางสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของตลาดคริปโต ในประเทศไทยเองผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจตลาดรองซื้อขายเหรียญดิจิทัลก็เดินหน้าปรัปปรุงระบบการซื้อขาย และทยอยลิสต์เหรียญคริปโตหลายสกุลขึ้นกระดาน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน แม้วอลุ่มในบางช่วงจะซบเซาตามตลาดรวมทั่วโลก ส่วนหน่วยงานกำกับอย่าง ก.ล.ต. ก็เร่งพิจารณาให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Exchange กับผู้ประกอบการในวงการคริปโต ขณะที่ธนาคารกลางของไทยก็ทดสอบออกเงินดิจิทัลเพื่อใช้ในการทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์ 
    ดูเหมือนว่า เงินดิจิทัลยังมีอนาคตอยู่ เพียงแต่ภาพของมันอาจจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ "บิตคอยน์" แต่เป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังเงินดิจิทัลต่างหากที่ตลาดให้ความสนใจนั่นคือ "บล็อกเชน เทคโนโลยี"  นั่นเอง

10.EARTH บทสรุปหุ้นแสบ ก.ล.ต.กล่าวโทษยกแก๊งค์  
    หลังจากขึ้นชื่อว่าเป็นหุ้นสุดแสบแห่งปี 2560 มาแล้ว โดยหุ้นยังคงถูก SP ยาวมาถึงปัจจุบัน ในปี 2561 จึงเรียกได้ว่าเป็นบทสรุปของ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH ที่ถูกสำนักงาน ก.ล.ต. ลงโทษทางแพ่ง "ขจรพงศ์ คำดี" และพรรคพวกรวม 11 คน ฐานใช้ข้อมูลภายในขายหุ้น EARTH  ปรับเงินรวมกว่า 101 ล้านบาท พร้อมขึ้นแบล็กลิสต์ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับบจ.อีก 4 ปี 
    นอกจากนี้สำนักงาน ก.ล.ต. ยังได้กล่าวโทษอดีตกรรมการและผู้บริหาร EARTH กับพวกรวม 17 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีร่วมกันสร้างหนี้เทียม เพื่อให้ EARTH เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งเบียดบังเอาทรัพย์สินของ EARTH เป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และแจ้งพนักงานอัยการฟ้องผู้กระทำผิด11 รายข้างต้น กรณีใช้ข้อมูลภายในขายหลักทรัพย์ EARTH อีกด้วย
    ล่าสุดศาลฯ ไม่เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ EARTH ขณะทีบริษัทได้กรรมการชุดใหม่ โดยมีนายสาวิน จินดากุล เป็นประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ ที่ได้ลั่นวาจาในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นว่า เรื่องแรกที่จะดำเนินการหลังจากนี้คือการยื่น เรื่องขอปลดเครื่องหมาย SP เพื่อนำหุ้นกลับมาซื้อขายอีกครั้งภายในไตรมาส 3/62 พร้อมกับขายฝันดันบริษัทย่อยเข้าเทรดตลาดหุ้นฮ่องกง และหาพันธมิตรในธุรกิจเหมืองอินโดฯ 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด