ข่าวนี้ที่ 1

รัฐอัด 16 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว AOT-ค้าปลีก รับอานิสงส์

รัฐอัด 16 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว AOT-ค้าปลีก รับอานิสงส์

     รัฐเตรียมอัดแพ็คเกจท่องเที่ยว 16 แผน หวังดันจีดีพีปีนี้แตะ 3% ทั้ง คืนภาษี VAT-เปิดชายแดน 24 ชม. -  หนุนใช้ e-Wallet คาดทำเงินสะพัดทั้งปี  1.12 ล้านลบ. ฟากโบรกฯ ฟันธง AOT-ค้าปลีก-ร้านอาหาร รับอานิสงส์เต็มๆ  ส่วนกลุ่มโรงแรมแม้รับข่าวดีแต่เตือนยังแข่งขันสูงกดดัน       

     ข่าวดีหนุนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวอีกระรอก หลังจากล่าสุด คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เคาะมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะกลางออกมาอีก 16 แผน โดยคาดหวังว่าจะเป็นแรงหนุนให้จีดีพีไทยปีนี้โตถึง 3% ขณะที่กะทรวงท่องเที่ยวเชื่อจะหนุนเงินสะพัดในปีนี้แตะ 1.12 ล้านล้านบาท จากเดิมคาดที่ 1.05 ล้านล้านบาท  
    
*** อัด 11 แผนระยะสั้น ทั้ง คืน VAT-หนุน e-Wallet 
    
    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2562 ณ ทำเนียบรัฐบาล ว่า ระทรวงฯ จึงได้เสนอ 16 กิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เพื่อเป็นแนวทางกระตุ้นและจูงใจให้เกิดการท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  

    โดย มาตรการหลัก แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. มาตรการด้านการเงิน การคลังและกฎหมาย 2. มาตรการอำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ 3. มาตรการกระตุ้นตลาดและเพิ่มค่าใช้จ่าย 
    
    โดย มาตรการระยะสั้น มีทั้งหมด 11 กิจกรรม ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3-6 เดือน ได้แก่ 1. การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 2. การทบทวนกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศของกลุ่มคนต่างชาติแรงงานฝีมือ (Expatriate) 3. การหักรายจ่าย 2 เท่าของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับการอบรม สัมมนาภายในประเทศ 4. การอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตรา (วีซ่า) แก่นักท่องเที่ยว 5. การขยายเวลาเปิดด่านชายแดน เป็น 24 ชั่วโมง ช่วงสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดเทศกาล
    
    6. เร่งรัดการใช้ระบบ E-Visa ให้ครอบคลุมกับนักท่องเที่ยวจีนทั่วประเทศ 7. ขอความร่วมมือเร่งประชาสัมพันธ์การใช้ระบบ E-VoA ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูล 8. ทบทวนข้อกฎหมายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมถือบัตรเครดิต/ใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) แทนเงินสด 9. โครงการ Amazing Thailand Grand Sale “Passport Privileges” 10. โครงการประชุมเมืองไทยภูมิใจช่วยชาติ กระตุ้นบริษัท (Corporate) โดยให้ Voucher 20,000 บาทต่องาน/กลุ่ม และ 11. ส่งเสริมการจัดประชุมภาครัฐ (Government Meeting)

*** กางแผนระยะกลาง 6 มาตรการ เน้นมาตรฐาน-ปลอดภัย 

     ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาวนั้น มี 5 กิจกรรม ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน -1 ปี ได้แก่ 1. การขึ้นทะเบียนสถานพักแรมและให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ เพื่อนำไปปรับปรุงสถานประกอบการและการบริการให้ได้มาตรฐาน 2. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านความปลอดภัย และลดความสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของนักท่องเที่ยว

    3. เพิ่มจำนวนแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 4. การจัดมหกรรมระดับโลกหรือกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น World Event, Ultra Trail Thailand, การจัดคอนเสิร์ต Tomorrow Land, มหกรรมด้านความงามและสุขภาพ อาทิ World Cannabis Expo 5. การประชุมองค์กรจากต่างประเทศมาจัดในประเทศไทย
 
*** เพิ่มเป้าเงินสะพัดปีนี้เป็น 1.12 ล้านลบ.  

     นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. มีแผนการจัดมหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลกในประเทศไทยหลายรายการ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ มหกรรมกัญชาโลก, การแข่งขัน MoTO GP, Super GT, การแข่งขันจักรยาน Tour de France และคอนเสิร์ต Tomorrow Land, EDC และ Ultra Music Festival ซึ่งเป็นมหกรรมดนตรีที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก

    สำหรับในปีนี้คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.12 ล้านล้านบาท สูงขึ้นจากเป้าหมายที่ 1.05 ล้านล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 10-20%

*** คาดมาตรการชุดใหม่หนุนจีดีพีแตะ 3% 

     นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า   หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ  เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2562 จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เติบโตได้ 3%

    นอกจากนี้ที่ประชุม ยังรับทราบสถานการณ์เศรษฐกิจโลกล่าสุด ว่าปัญหาเริ่มรุนแรงและส่งผลกระทบหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากผลกระทบของสงครามการค้าโลก ปัญหา bexit ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก สะท้อนจากตัวเลขส่งออก ในเดือน ส.ค. 2562 ที่ออกมาไม่ดี ดัชนีการผลิตภาคเอกชนยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง การบริโภครถยนต์ สินค้าคงทนเริ่มติดลบ ทำให้เห็นสถานการณ์ว่าผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกเริ่มลุกลามมาไทยเพิ่มมากขึ้น
 
*** ย้ำนักท่องเที่ยวครึ่งปีหลังต้องได้ 20 ล้านคน 

    นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เป้าหมายการนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะต้องเติบโต 20 ล้านคน จากทั้งปีที่ 39.8 ล้านคน เพื่อให้มีรายได้ 2.04 ล้านล้านบาท จึงจะทำให้จีดีพีโตได้ 3% 
    
    “ครม. เศรษฐกิจได้เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งการอำนวยความสะดวก การแลความปลอดภัย เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากที่สุด”นายโชติ กล่าว

*** เชื่อ AOT รับอานิสงส์เต็มๆ   

    นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า จากกรณีที่ประชุมครม.เศรษฐกิจเห็นชอบ 16 กิจกรรมกระตุ้นท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและยาว แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดอย่างชัดเจน มองว่าเพื่อช่วยกระตุ้นให้กลุ่มนักท่อเที่ยวแตะ 39.8 ล้านคนตามที่เคยวางไว้ ซึ่งเติบโตขจากปี 2561 ประมาณ 4% แต่สิ้นสุดเดือนกันยายนที่ผ่านโตแล้ว 2.5% ซึ่งยังเหลืออีกประมาณกว่า 13 ล้านคน  

    โดยจากกรณีนี้หุ้นที่จะได้รับประโยชน์และโดดเด่นสุดคือกลุ่มขนส่ง แนะนำบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ให้ราคาพื้นฐานปี 2563 ที่ 82 บาท ซึ่งจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพิ่มขึ้นจากนโยบายดังกล่าว


*** 5 หุ้นอาหาร - ค้าปลีก เตรียมรับข่าวดีเช่นกัน  

    นอกจากนี้คาดว่าหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มใช้จะช่วยหนุนกลุ่มธุรกิจร้านอาหารและค้าปลีกต่อ แต่อาจได้รับอานิสงส์บางส่วนเพราะกลุ่มนักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจใช้จ่ายแนว Street Food

     แนะนำ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ให้ราคาพื้นฐานปี 2562 ที่ 79.25 บาท,บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ZEN ยังไม่ประเมินราคาเป้าหมาย, บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU ไม่มีราคาเป้าหมายโดยกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าทัวร์จีน

    ด้านกลุ่มค้าปลีกแนะ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ให้ราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 101 บาท และบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ให้ราคาเป้าหมายปี 2562 ที่ 59 บาท 

*** กลุ่มโรงแรมก็น่าสนใจ แต่ระวังการแข่งขันสูง   

    สำหรับหุ้นกลุ่มโรงแรมที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้เช่นกัน แต่กลุ่มนี้ยังมีปัจจัยลบเรื่อง รายได้ต่อห้องที่พร้อมใช้งาน (RevPAR) ที่ยังติดลบ เพราะมีการแข่งขันด้านาคาสูง และต้องแข่งขันกับกลุ่ม Local Brand ที่ลดราคาและเรื่องโปรโมชั่นค่อนข้างมาก รวมถึงกลุ่มทัวร์มีอำนาจต่อรองราคา แต่มองว่าธุรกิจในกลุ่มโรงแรมยังมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่โดดเด่นเท่ากลุ่มค้าปลีก  

    แนะนำ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ราคาเป้าหมาย 7.10 บาท , บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ราคาเป้าหมาย 33 บาท , บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ให้ราคาเป้าหมาย 45 บาท และบริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA ให้ราคาเป้าหมาย 15.10 บาทที่ได้รับประโยชน์จากกลุ่มลูกค้าจีนจำนวนมาก โดยราคาเป้าหมายทั้งหมดเป็นของปี 2562 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด