ข่าวนี้ที่ 1

กูรูเตรียมหั่นเป้าจีดีพี เหตุการเมืองไม่นิ่ง-ศก.โลกชะลอตัว

กูรูเตรียมหั่นเป้าจีดีพี เหตุการเมืองไม่นิ่ง-ศก.โลกชะลอตัว

    "กสิกรไทย" เตรียมปรับลดเป้าจีดีพีสัปดาห์หน้า จากเดิมคาดโต 4% หลังมองเศรษฐกิจมีความเสี่ยง ทั้งจากการเมืองไทยที่ยังไม่ชัดเจน-เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ชี้หากตั้งรัฐบาลยืดเยื้ออาจเกิดสูญญากาศทางเศรษฐกิจ ฉุดการลงทุนดิ่ง ด้าน กกต. สรุปคะแนน 100% ไม่เป็นทางการ พปชร. ได้เสีงมากสุด 8.43 ล้านเสียง ฟาก ส.อ.ท.หวั่นรัฐบาลใหม่อยู่ไม่นาน เชื่อการเมืองกระทบลงทุนแค่จิตวิทยา
    
*** จ่อลดเป้าศก.ไทยปีนี้ เหตุศก.โลกชะลอ-การเมืองไม่นิ่ง
    
    นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า ธนาคารเตรียมปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ จากเดิม 4% หลังเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการเมืองยังไม่นิ่ง ฉุดการลงทุนภาคเอกชนดิ่ง 
     ธนาคารประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้ มาจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อการส่งออกทั่วโลกรวมทั้งไทย ประกอบกับ ยังมีปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจจีนและยุโรปที่ชะลอตัว ความเสี่ยง Brexit ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ที่ฟื้นตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มแผ่วลง ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายปฏิรูปภาษี และ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ และ ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจหลักชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
    สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวชะลอลงตามแนวโน้มอุปสงค์ในตลาดโลกที่แผ่วลง และ มีผลกระทบทางอ้อมผ่านสงครามการค้า การลงทุนทั้งภาครัฐ และ เอกชน อาจล่าช้าจากการติดตามความชัดเจนภายหลังการเลือกตั้ง ขณะที่การบริโภคในประเทศค่อยๆเติบโตขึ้น ทำให้เตรียมปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยลงอีก จากเดิมคาดขายตัว 4%
    
*** ห่วงตั้งรัฐบาลล่าช้าฉุดการลงทุน
    
    นายกอบสิทธิ์ กล่าวว่า จีดีพีที่เราคาดปีนี้โต 4% แต่มีโอกาสที่จะปรับลง ซึ่งประมาณสัปดาห์หน้าจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการ เพราะปัจจัยเสี่ยงมีมากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และ การเมืองที่ยังไม่นิ่งของเรา หากยืดเยื้อจะกระทบการเบิกจ่ายงบ และ เกิดสูญญากาศทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องติดตามด้วยว่ารัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไร และ ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชน โดยปีนี้เราคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนโต 5% ด้านการส่งออกปีนี้ ยังคาดว่า จะเติบโตได้ 4.5% และ เงินเฟ้อ ที่ 0.8% "
    สำหรับเงินบาทยังแข็งค่าในช่วงไตรมาส 1/62 ที่ 31.50 บาท/ดอลลาร์ แต่เริ่มมีปัจจัยกดดันให้ผันผวนในทิศทางอ่อนค่าลงจากทั้งความเสี่ยงของโลกที่สูงขึ้น และ ความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินบาทจะยังคงผันผวนในทิศทางอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ประกอบกับปัจจัยด้านฤดูกาลท่องเที่ยวที่หมดลง และ ฤดูการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ประมาณ 87,640 ล้านบาท จากปีก่อน 87,438ล้านบาท ซึ่งจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อไป โดยประเมินค่าเงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 33.00 บาท/ดอลลาร์
    ในขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยปีนี้คาดว่า ธนาคารธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมจากภาวะเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณถดถอย ทำให้ความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ลดลงไป

*** กกต. สรุปคะแนน 100% ไม่เป็นทางการ พปชร. มากสุด 8.43 ล้านเสียง

    คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศผลการเลือกตั้ง 100% อย่างไม่เป็นทางการ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)แบบแบ่งเขต 77 จังหวัด 350 เขต ดังนี้
    ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51,239,638 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 38,268,375 คน คิดเป็น 74.69% ผู้ไม่มาใช้สิทธิ 12,971,263 คน คิดเป็น 25.31%
    จำนวนผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต 11,181 คน ถูกตัดสิทธิ์ 572 คน เหลือ 10,609 คน        
    จำนวนบัตรทั้งหมด 38,268,366 ใบ บัตรดี 35,532,647 ใบ คิดเป็น 92.85% บัตรเสีย 2,130,327 ใบ คิดเป็น 5.57%
    ผลการนับคะแนน 100% อย่างไม่เป็นทางการ 5 อันดับพรรคที่มีคะแนนสูงสุด เรียงจากมากไปหาน้อย  มีดังนี้  พรรคพลังประชารัฐ 8,433,137 คะแนน  พรรคเพื่อไทย 7,920,630 คะแนน  พรรคอนาคตใหม่ 6,265,950 คะแนน  พรรคประชาธิปัตย์ 3,947,726 คะแนน  พรรคภูมิใจไทย 3,732, 883 คะแนน โดยมีคะแนนรวม 81 พรรค  35,532,647 คะแนน  ส่วนโหวตโน 605,392 คะแนน  

*** ส.อ.ท.หวั่นรัฐบาลใหม่อยู่ไม่นาน เชื่อการเมืองกระทบลงทุนแค่จิตวิทยา

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศผลการเลือกตั้งออก 100% อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพบว่า คะแนนเสียงของพรรคการเมืองขนาดใหญ่มีคะแนนเสียงไม่แตกต่างกันมากนั้น เชื่อว่า ขณะนี้ขั้วของพรรคการเมืองน่าจะมีเพียง 2 ขั้วเท่านั้น 
    ทั้งนี้มีข้อสังเกตุ เรื่องคะแนนเสียงที่ไม่แตกต่างกันมาก อาจจะมีผลต่อรัฐบาลใหม่ที่อาจจะมีระยะเวลาในการทำงานได้ไม่นาน และอาจติดขัดเรื่องนโยบาย  แต่ยังเชื่อว่าภาพรวมการเมืองยังไม่มีความชัดเจน จะไม่กระทบการลงทุนมากนัก เนื่องจากเอกชนที่มีแผนการลงทุนยังคงเดินหน้าต่อตามแผนที่วางไว้
    “ถึงเวลาจะต้องมีคนชนะ และคนชนะก็อาจจะอยู่ไม่ง่าย ไม่นาน ยกเว้นต้องพลิกฟื้นอย่างรุนแรงเพื่อให้ทุกคนยอมรับว่าจะพาเศรษฐกิจไปได้ดี ไม่เช่นนั้นก็ต้องเกิดการเลือกตั้งใหม่ สิ่งที่เรากังวลก็คือ มันมี 2 ข้าง หากมีการประท้วง ทำลายอันนี้จะมีปัญหา แต่หากประท้วงกันแบบนิ่มๆ ในเชิงสัญลักษณ์ก็จะเป็นอีกเรื่อง ดังนั้นรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องปรับภาพพจน์ให้เกิดความเชื่อมั่นกับคนส่วนใหญ่ ปรับภาพให้โปร่งใสชัดเจน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ปราศจากการคอรัปชั่น คือสิ่งสำคัญ ส่วนเรื่องเสถียรภาพนั้นเป็นเรื่องทีหลัง หากมีผลงานชัดเจน เศรษฐกิจไปได้จะมีเสถียรภาพเกิดขึ้นเอง”นายสุพันธุ์ กล่าว
    สถานการณ์การเมืองตอนนี้ เป็นเพียงผลกระทบต่อจิตวิทยาเท่านั้น แต่ไม่ได้กระทบในมุมของเศรษฐกิจ เพียงแต่เมื่อเกิดความไม่ชัดเจน อาจส่งผลต่อความไม่สบายใจ หรือทางด้านจิตวิทยา ซึ่งอาจทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนมองย้อนกลับไป 4-5 ปีที่ผ่านมา ประเทศปราศจาคการขัดแย้ง ขณะที่ความกังวลเรื่องการลงทุนของภาคเอกชนนั้น มองว่า ขณะนี้ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนต้องแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้านแรกคือกลุ่มที่มีแผนการลงทุนอยู่แล้วเชื่อว่าจะไม่กระทบแน่นอน เพราะเอกชนต้องลงทุนต่อเนื่อง แต่หากเป็นกลุ่มที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา อาจชะลอการลงทุนเพื่อรอผลที่ชัดเจน เนื่องจากโครงการลงทุนบางโครงการมีมูลค่าหลักพันล้าน ดังนั้นจึงต้องป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
    ขณะที่ด้านการท่องเที่ยว ยืนยันว่า ขณะนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์ยังสงบ แต่หากในอนาคตการเมืองนำไปสู่การประท้วง หรือเกิดความวุ่นวายอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นได้
    สำหรับมุมมองภาคเอกชนตอนนี้ อยากได้พรรคการเมืองที่โปร่งใส ปราศจากคอรัปชั่น มีนโยบายชัดเจน ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม พร้อมกับลดขนาดของหน่วยงานราชการ เพื่อให้ข้าราชการมีรายได้สูงขึ้น และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    “ถ้าเจาะลึกปัญหาจริงๆ คือปัญหาคอรัปชั่น ถ้าประเทศไทยไม่มีปัญหาคอรัปชั่นเชื่อว่าบ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองได้ เพราะนโยบายแต่ละพรรคการเมืองเป็นนโยบายที่ดี อยากได้ประชาชนในประเทศมีรายได้ที่ดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นทุกวันนี้เราต้องหลบหลีกเรื่องการคอรัปชั่น 2 ทางทั้งจากภาคเอกชน เช่น ผู้ประกอบการต้องเลิกการหลบเลี่ยงภาษีด้วยการทำระบบบัญชีเดียว และภาครัฐที่ปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้างที่มีความโปร่งใสเป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้”นายสุพันธุ์ กล่าว
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด