ข่าวนี้ที่ 1

SISB ได้ฤกษ์เทรด mai ลั่นธุรกิจโตสูง กูรูให้เป้า 7.30-8.84 บ.

SISB ได้ฤกษ์เทรด mai ลั่นธุรกิจโตสูง กูรูให้เป้า 7.30-8.84 บ.

"เอสไอเอสบี" พร้อมเทรด mai วันแรก 29 พ.ย.นี้  นำเงินขยายธุรกิจการศึกษา ชำระหนี้  มั่นใจผลตอบรับดี เหตุเป็นหุ้นพื้นฐานแกร่ง  ทำรายได้เติบโตต่อเนื่อง  ยกเป็นหุ้น Growth Stock  ส่วนโบรกเกอร์ให้ราคาเหมาะสม 7.30-8.84 บาท หลังมองอุตสาหกรรมการศึกษามีทิศทางดี จำนวนนักเรียนโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

*** เทรดวันแรก 29 พ.ย.61
    นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า mai ยินดีต้อนรับ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ในกลุ่มบริการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “SISB” ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 
    SISB ประกอบธุรกิจเป็นผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนในระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน ประเภทโรงเรียนนานาชาติ บริษัทฯ เป็นผู้นำหลักสูตรการศึกษาของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มาใช้เป็นหลักสูตรพื้นฐานในการจัดเรียนการสอนเป็นแห่งแรกในประเทศไทย มีความโดดเด่นในด้านวิชาการ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบ 3 ภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน โดยเริ่มต้นจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพฯ แห่งแรกขึ้นในปี 2544 ปัจจุบันโรงเรียนในกลุ่ม SISB มีจำนวนทั้งหมด 5 โรงเรียน ประกอบด้วยโรงเรียนนานาชาติซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตในการจัดตั้งโรงเรียนโดยตรง 4 โรงเรียน และ โรงเรียนนานาชาติซึ่งกิจการร่วมค้าเป็นผู้รับใบอนุญาตอีก 1 โรงเรียน เปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นก่อนประถมศึกษา (เตรียมอนุบาล) จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถรองรับนักเรียนได้ถึง 4,175 คน
    SISB มีทุนชำระแล้ว 470 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 680 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 260 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดการการจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนสถาบัน ผู้มีอุปการคุณ กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย และบุคลากรของโรงเรียนซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้รับใบอนุญาต ระหว่างวันที่ 22-23 และ 26 พฤศจิกายน 2561 ในราคาหุ้นละ 5.20 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 1,352 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,888 ล้านบาท โดยมี บมจ. หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
    ผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ นายยิว ฮอค โคว ถือหุ้น 32.84% กลุ่มนางสาววิลาวัณย์ แก้วกนกวิจิตร ถือหุ้น 29.15% และ นางสาวนงค์นภา ทองมี ถือหุ้น 10.56% ทั้งนี้ ราคาหุ้นสามัญที่เสนอขาย IPO หุ้นละ 5.20 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 59.59 เท่า ซึ่งคำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2560 - 30 กันยายน 2561) ซึ่งเท่ากับ 82.02 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (fully diluted) 940 ล้านหุ้น คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.09 บาท ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะของบริษัท หลังหักภาษีและการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย
    บริษัท คาดว่าระดมทุนได้ทั้งหมด 1,352.00 ล้านบาท และหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 52.94 ล้านบาท คงเหลือเงินจากการระดมทุนในครั้งนี้จำนวน 1,299.06 ล้านบาท มีแผนนำเงินไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจที่เกี่ยวกับการศึกษา จำนวน
699.06 ล้านบาท และ ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน 600 ล้านบาท 

*** อวดงบ 9 เดือน กำไรโต 861%
     บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB สรุปผลการดำเนินงาน ไตรมาสที่ 3 ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 27.85 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 0.53 ล้านบาท  ส่งผลงวด 9 เดือน ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 71.54 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่กำไรสุทธิ 7.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 861%   คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 10.36% เพิ่มขึ้นจากในงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 7.44 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น 46.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเปิดโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ธนบุรี ประกอบกับการที่ค่าใช้จ่ายบริหารส่วนใหญ่ของบริษัทฯ เป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างคงที่จึงส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นได้
 
*** มั่นใจพื้นฐานแกร่ง
     นาย ยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB เปิดเผยว่า หุ้นของ SISB พร้อมเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 29 พ.ย.นี้ มั่นใจว่าเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องทุกปี รวมทั้งมีผู้บริหาร และทีมงานมีประสบการณ์ด้านการจัดการธุรกิจการศึกษากว่า17 ปี  รวมทั้งเป็นผู้นำหลักสูตรการเรียนการสอนของประเทศสิงคโปร์ติดอันดับ TOP 5 ของโลกเข้ามาใช้เป็นหลักสูตรในไทยรายแรก
            "ที่ผ่านมา SISB มีรายได้โตสม่ำเสมอ เฉลี่ยสูงถึง 20% ต่อปี ล่าสุด 9 เดือนของปีนี้มีรายได้รวม 690 ล้านบาท และมีรายได้รอรับรู้ในมืออีกประมาณ 636 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมในการศึกษา ซึ่งจะทยอยรับรู้อย่างต่อเนื่อง  ขณะที่จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยประมาณ 250 คนต่อปี มีค่าธรรมเนียมการศึกษาเฉลี่ยต่ออยู่ที่ 4 แสนบาทต่อปีต่อคน จึงทำให้ SISB มีรายประจำสม่ำเสมอต่อเนื่อง หรือ Recurring Income อย่างแท้จริง"
    สำหรับแนวโน้มธุรกิจการศึกษาอยู่ในทิศทางที่ดี ซึ่งจำนวนโรงเรียนนานาชาติในไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 6-8% ปัจจุบันอยู่ที่ 182 แห่ง ขณะที่จำนวนนักเรียนในระบบโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเชื่อว่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
  
*** ชี้เป็นหุ้น Growth Stock
     นาย สมภพ กีระสุนทรพงษ์  กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB  มั่นใจว่าหุ้น SISB จะได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนมีความเข้าใจในลักษณะธุรกิจ และโครงสร้างรายได้ที่มีความสม่ำเสมอไม่ผันผวนของธุรกิจโรงเรียนมากขึ้น  รวมทั้งบริษัทฯ มีโอกาสเติบได้โตอีกมาก เพราะจากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯจะนำเงินไปชำระคืนหนี้ซึ่งจะประหยัดภาระดอกจ่ายปีละประมาณ 30 ล้านบาท และจะทำให้ SISB เป็นบริษัทฯที่ปลอดหนี้ หรือ Debt Free   ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงเหลือต่ำกว่า 0.5 เท่า จากเดิม 2.97 เท่า  ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ มีความมั่นคง และแข็งแรงมากขึ้น
      “เมื่อดูฐานะการเงิน SISIB จะเห็นว่าเมีความแข็งแกร่ง  มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเกือบ 40% ล่าสุดผลประกอบการในงวด 9 เดือนปี 2561อยู่ที่ระดับ 38.79% ด้วยการเติบโตของจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้น เพราะต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่คงที่ ขณะที่ EBITDA สามารถเติบโตได้ทุกๆ ปี โดย 9 เดือนอยู่ที่ 187.69 ล้านบาท และหลังไอพีโอ ภาระดอกเบี้ยจะลดลง จะทำให้กำไรสุทธิปรับตัวขึ้น ถือเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติเป็น Growth Stock ของจริง ”
      นอกจากนี้ การมีฐานะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จะทำให้เข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำ สามารถนำมาต่อยอดและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย และมีศักยภาพในการรับนักเรียนเพิ่มได้มากถึง 4,000 คน ภายใน 3-5 ปี  จากปัจจุบันที่มีนักเรียนทั้งกลุ่มอยู่ประมาณ 2,334 คน จะเห็นว่า SISB มีความพร้อมในด้านเงินทุน ที่จะพัฒนาการเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ในอนาคต

*** โบรกฯให้ราคาเหมาะสม 7.30-8.84 บาท 
    บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดกาไรเติบโตโดดเด่น จากแนวโน้มนักเรียนเพิ่มและ Economy of scale ประเมินกำไรสุทธิปี 61-62  ที่ 102  ล้านบาท  และ 184  ล้านบาท  ตามลำดับ เติบโตโดดเด่น220% CAGR 2017-19 หนุนโดยจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยรว 8% ต่อปี  จากภาวะอุตสาหกรรมที่เอื้อให้ผู้ที่สนใจส่งบุตรหลานเข้าเรียนหลักสูตรนานาชาติมากขึ้น  ด้านรายได้คาดที่ 884 ล้านบาท และ 1 พันล้านบาท ในปี 61-62 ตามลำดับ (+17% CAGR 2017-19) ในขณะที่ Gross margin  ปรับตัวขึ้นจาก 33.4% ในปี60 สู่ระดับ 43.9% ในปี 62  จากประโยชน์จาก Economy of scale มากขึ้นตามจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น  ด้านSG&A to sales  คาดรักษาที่ระดับ 26-27%  ประเมินราคาเหมาะสมที่ 7.50 บาท   อิงวิธี DCF (WACC 9.4%, TG 3%)  ทั้งนี้ราคาเหมาะสมเทียบเท่า PEG (2018-21) ที่ 0.9X ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบอัตราการเติบโตระยะยาว
    บล.เคจีไอ ประเมินราคาเหมาะสมของหุ้น SISB ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยใช้วิธี DCF (WACC 8.3%, Terminal growth 3%) จะได้ราคาเป้ าหมายเท่ากับ 7.82 บาท (เทียบเท่า PE และ PEG ปี 2562 ระดับ 42.7 และ 0.54 เท่า ตามลำดับ)
Risks
     บล.โกลเบล็ก   คาดการณ์กำไรปี 61-62 เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 198% ต่อปีจากการขยายโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง : ฝ่ายวิจัยคาดว่ากาไรปี 61 และ 62 อยู่ที่ราว 87.7 ล้านบาท และ 159.4 ล้านบาท เติบโต 389%YoY และ 82%YoY ตามลาดับ โดยในปี 61 คาดว่าจะมีรายได้ราว 902 ล้านบาท +21% YoY ตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักเรียนหลังเปิดโรงเรียนเพิ่มต่อเนื่องจนมี 5 โรงเรียนสามารถรองรับนักเรียนได้สูงสุด 4,175 คน (ปัจจุบันมีนักเรียนเพียง 2,274 คน) โดยในอนาคตคาดว่าสามารถรับนักเรียนเพิ่มได้อีกปีละ 200-250 คนต่อปีช่วยหนุนการเติบโตของรายได้ในอนาคต ด้านอัตรากาไรขั้นต้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 37% สู่ 39% เนื่องจากการรับนักเรียนใหม่จะทาให้มีการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) เพิ่มขึ้น ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารคาดว่าจะปรับตัวลงจาก 27% สู่ 25% เนื่องจากการบริหารได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เราคาดว่าปี 61 จะมีกาไรราว 87.7 ล้านบาท +389%YoY ขณะที่ปี 62 เราคาดว่ารายได้จะเติบโตสู่ 1,050 ล้านบาท +16%YoY จากการรับนักเรียนในปีการศึกษาใหม่ และคาดว่าจะมีกำไรราว 159.4 ล้านบาท +82%YoY
    ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) โดยอ้างอิง Rf จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี Rm คานวนย้อนหลัง 10 ปี ค่าเบต้าอ้างอิงจากกลุ่มโรงพยาบาล อัตราคิดลด (WACC) ที่ 8.2% และใช้อัตราเติบโต (Terminal Growth) 3% ได้ราคาเหมาะสมที่ 8.04 บาทต่อหุ้น
    บล.เอเซีย พลัส  มอง SISB จะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนเงินกู้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงินทั้งหมด ทำให้ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายตั้งแต่ปี  62 หนุน Net Profit Margin เพิ่มเป็น 15% อิง DCF ได้มูลค่า 7.3 บาท/หุ้น จากโครงสร้างรายได้ของ SISB มีลักษณะเป็น Recurring Income และผันผวนต่ำ ดังนั้นเพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ในการประเมิน Fair value จึงใช้วิธี DCF โดยกำหนด WACC ที่ 11.4% และให้ Terminal Growth Rate ที่ 1% จะได้มูลค่าพื้นฐานปี 62 เท่ากับ 7.3 บาท คิดเป็น Forward P/E ที่ 44 เท่า
    บล.ฟินันเซีย ไซรัส ชี้ SISB อยู่ในวัฏจักรธุรกิจที่เป็นช่วงของการเติบโต เนื่องจากบริษัทเพิ่งได้ลงทุนสร้างและขยายโรงเรียนครั้งใหญ่แล้วเสร็จในปี 60  เมื่อประกอบกับลักษณะธุรกิจที่มีต้นทุนการให้บริการส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ (เช่นค่าเสื่อมราคาอาคาร) และกึ่งคงที่ (เช่นค่าครูผู้ สอน) ทำให้จะเกิด Operating Leverage ของผลกำไร เราคาดว่า SISB จะมีรายได้ในปี 62 -66  เติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปี โดยมีสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของจานวนนักเรียนปีละ 8% หรือคาดว่าจำนวนนักเรียนจะอยู่ที่ 3.2 พันคนและ Utilization rate จะเพิ่มเป็น 83.3% ในปี 66 จาก 2.16 พันคน และ 53.8% ใน มิ.ย. 62  สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาคาดว่าจะเพิ่มขึ้นปีละ 5% ต่อปี จากปี 62  ที่ 4.15 แสนบาทต่อคนต่อปี เป็น 5.3 แสนบาทต่อคนต่อปีในปี 66  เราคาดว่า Gross Margin จะเพิ่มขึ้นเป็น 48% ในปี 66 
    เราคาดว่า SISB จะมีกำไรสุทธิในปี  61 ที่ 97 ลบ. +442%Y-Y และเพิ่มขึ้นเป็น 80%Y-Y ในปี  62 มาอยู่ที่ 175 ลบ. นอกจากนี้เราคาดการณ์การเติบโตของกาไรในปี 62-64 ที่ราว 51% ต่อปี เนื่องจาก 1.การเติบโตของรายได้ 2. การบริหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นส่งผลให้ efficiency ต้นทุนการให้บริการทางการศึกษาดีขึ้นและ 3.คาดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงในปี62  ราว 30-40 ลบ.เนื่องจากการชาระคืนเงินกู้ยืมภายหลังการ IPO 
    ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 62  ที่ 8.84 บาทด้วยวิธี Discounted Cash Flow (FCFF) เนื่องจาก SISB เป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดที่มั่นคง มีรายได้ที่เติบโตสม่าเสมอ เราคาดการณ์ FCFF จะเติบโต 13.5% ต่อปีในปี 62-66 และมีสมมติฐาน Terminal Growth Rate 2%  WACC 7.4%







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด