ข่าวนี้ที่ 1

ZEN ดีเดย์ลงสนามเทรด ผู้บริหารลุ้นยืนเหนือจอง

ZEN ดีเดย์ลงสนามเทรด ผู้บริหารลุ้นยืนเหนือจอง

      "เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป" พร้อมลงสนามเทรดใน SET วันที่ 20 ก.พ.นี้ ลุ้นยืนเหนือจองที่ 13 บาท ผู้บริหารมั่นใจผลตอบรับดี ชูจุดแข็งเป็นผู้ประกอบธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสเต็มรูปแบบ เตรียมแผนรุกใหญ่ขยายร้านอาหารอีกกว่า 340 สาขาใน 2 ปี รองรับการเติบโตในระยะยาว ล่าสุดอวดกำไร 9 เดือนแรกปี 61 พุ่ง 121% หลังยอดขาย-รายได้แฟรนไชส์เติบโต 


***ตลท.รับหุ้น ZEN เริ่มซื้อขาย 20 ก.พ.62 
     นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยินดีต้อนรับ บมจ. เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “ZEN” ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562
    ZEN ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยธุรกิจของกลุ่มแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ธุรกิจร้านอาหาร 2) ธุรกิจแฟรนไชส์ และ 3) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจบริการจัดส่งอาหาร และบริการจัดเลี้ยง ธุรกิจให้บริการบริหารร้านอาหาร รวมถึงผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุง (Ready-to-Cook) และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) เป็นต้น ปัจจุบันกลุ่มบริษัทฯ มีร้านอาหารรวม 12 แบรนด์ แบ่งเป็น กลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่น 6 แบรนด์ ได้แก่ ZEN, Musha by ZEN, Sushi Cyu Carnival Yakiniku, AKA, Tetsu และ On the Table Tokyo cafe กลุ่มร้านอาหารไทย 6 แบรนด์ ได้แก่ ตำมั่ว, ลาวญวณ, แจ่วฮ้อน, เฝอ, de Tummour และเขียง
    ZEN มีทุนชำระแล้ว 300 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 75 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนสถาบัน ผู้มีอุปการคุณและพนักงานของบริษัทฯ ระหว่างวันที่ 7-8 และ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ในราคาหุ้นละ 13 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 975 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 3,900 ล้านบาท โดยมี บมจ. หลักทรัพย์ กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
    นายบุญยง ตันสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป (ZEN) เปิดเผยว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ เป็นการเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้มีความแข็งแกร่ง รองรับการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำของประเทศในธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส (Food Service) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีทั้งธุรกิจร้านอาหารที่มีแบรนด์หลากหลาย สามารถตอบสนองผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อทุกระดับ และมีธุรกิจแฟรนไชส์ที่จะช่วยให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถขยายสาขาได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงยังมีการดำเนินธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างและเสริมจุดแข็งให้กับการดำเนินธุรกิจอีกทางหนึ่งให้บริษัทฯ เติบโตอย่างยั่งยืน
    ZEN มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มนายสรรคนนท์ และนางสาวจอมขวัญ จิราธิวัฒน์ 66.92% นายศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ 3.00% และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) 1.88% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (bookbuilding) ซึ่งเป็นวิธีการสอบถามปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของผู้ลงทุนสถาบันในแต่ละระดับราคา โดยการตั้งช่วงราคา (price range) คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E ratio) ที่ 27.60 เท่า โดยคำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2560 ถึงไตรมาส 3 ปี 2561) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.50 บาท
      ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักภาษีและทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนด

*** ซีอีโอ มั่นใจได้รับผลตอบรับดีจากนักลงทุน 
    นายบุญยง ตันสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ZENระบุในเอกสารเผยแพร่ ว่า บริษัทฯ พร้อมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ โดยใช้ชื่อย่อ ‘ZEN’ ในการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน หลังจากที่ปิดการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 75 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ได้ตามเป้าหมาย โดยนักลงทุนสถาบันและรายย่อยได้จองซื้อหุ้น IPOอย่างคึกคัก ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและจุดแข็งของบริษัทฯ ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส (Food Services) อย่างเต็มรูปแบบ ที่มีทั้งธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจแฟรนไชส์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจบริการจัดส่งอาหารและบริการจัดเลี้ยง ธุรกิจให้บริการบริหารร้านอาหารและที่ปรึกษาเกี่ยวกับร้านอาหาร และธุรกิจอาหารค้าปลีก เช่น อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมทาน ทำให้นักลงทุนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
     ปัจจุบันบริษัทฯ มีร้านอาหารทั้งสิ้น 12 แบรนด์ รวม 255 สาขา แบ่งเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น 6 แบรนด์ จำนวน 88 สาขา ได้แก่ 1. ZEN 2. Musha by ZEN 3. Sushi Cyu Carnival Yakiniku 4. AKA 5. Testu และ 6. On the Table Tokyo Caf? และร้านอาหารไทยอีก 6 แบรนด์ จำนวน 167 สาขา ได้แก่ 1. ตำมั่ว 2. ลาวญวน 3. แจ่วฮ้อน 4. เฝอ 5. de Tummour และ 6. เขียง ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยตามสั่งหรือ Street Food แบรนด์ใหม่ที่นำเสนออาหารไทยจานเดียว เปิดบริการสาขาแรกที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาเจษฎาบดินทร์ จ.นนทบุรี 

***ขยายอีก 348 สาขาในช่วง 2 ปีนี้
     สำหรับปี 2562 – 2563 บริษัทฯ มีแผนขยายสาขาร้านอาหารเพิ่มขึ้นอีก 348 สาขา แบ่งเป็นการลงทุนในปีนี้จำนวน 123 สาขา ผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ 87 สาขาและลงทุนเอง 36 สาขา ขณะที่ปี 2563 จะเพิ่มสาขาอีก 225 สาขา เป็นแฟรนไชส์ 175 สาขาและลงทุนเอง 50 สาขา เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจาก 9 เดือนแรกของปี 2561 (มกราคม – กันยายน 2561) มีอัตราการเติบโตที่ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 2,226.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 108.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น
     “เราพร้อมขยายสาขาอย่างเต็มที่ในช่วง 2 ปีนับจากนี้ หลังจากได้ลงทุนด้านระบบบริหารจัดการภายในองค์กรและการเสริมทีมบุคลากรไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับเรามีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นหลังจากเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีเป้าหมายที่ต้องการยกระดับองค์กรไปสู่การเป็นผู้นำธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส ในประเทศไทย และมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจอาหารที่ได้รับความนิยมและความไว้วางใจจากลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้อง” นายบุญยง กล่าว
 
*** มูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารอีก 4 ปี แตะ 1.05 ล้นล้านบาท  
    นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า ปัจจุบัน ZEN เป็นหนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสชั้นนำในประเทศไทย โดยถือเป็นผู้บุกเบิกร้านอาหารญี่ปุ่นเป็นรายแรกๆ ในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่น ‘ZEN’ และได้มีการขยายแบรนด์ใหม่ๆ และสาขาเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับล่าง กลาง และบน นอกจากนี้ ZEN ยังได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุงและผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานเพื่อขยายฐานลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
     ขณะเดียวกัน การดำเนินธุรกิจของ ZEN ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ จึงได้รับผลดีจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ขยายตัวและธุรกิจร้านอาหารที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของรายได้ประชากรและการเติบโตของหัวเมืองใหญ่ โดยนับจากปี 2555 – 2560 ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารมีอัตราเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4.7% ต่อปี หรือมีมูลค่าตลาดรวมในปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 8.4 แสนล้านบาท ขณะที่ Euromonitor International คาดการณ์ในปี 2565 มูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.05 ล้านล้านบาท
 
*** อวดรายได้ 9 เดือนปี61 โต 22% YoY
    สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 และ 2561 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวมเท่ากับ 1,826.3 ล้านบาท และ 2,226.3 ล้านบาท ตามลาดับ ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม เพิ่มขึ้น 400.0 ล้านบาทหรือร้อยละ 21.9 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปี 2560 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริการ เนื่องจาก (1) การขยายสาขาเพิ่มเติม (2) อัตราการเติบโตของรายได้ธุรกิจร้านอาหารของสาขาเดิมที่มีการปรับตัวดีขึ้น (3) การขายวัตถุดิบให้แก่แฟรนไชส์ซีที่เพิ่มขึ้น
    งวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 และ 2561 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้หลักจากการขายและบริการซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 96.7 และร้อยละ 96.2 ของรายได้รวม
    งวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 และ 2561 มีรายได้จากการให้สิทธิแฟรนไชส์เท่ากับ 39.0 ล้านบาท และ 49.3 ล้านบาท ตามลาดับ ทั้งนี้ ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2561 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการให้สิทธิแฟรนไชส์เพิ่ม
ขึ้น 10.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.5 โดยมีสาเหตุหลัก เนื่องมาจาก (1) การเพิ่มขึ้นของสาขาแฟรนไชส์ (2) การปรับเพิ่มอัตราการเรียกเก็บค่าใช้สิทธิ (Royalty Fee)และเงินสมทบค่าโฆษณา (Marketing Fee)สำหรับแฟรนไชส์ซีที่มีการต่อสัญญาขอใช้สิทธิและแฟรนไชส์ซีรายใหม่
    งวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 และ 2561 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้อื่นเท่ากับ 21.2 ล้านบาท และ35.0 ล้านบาท ตามลาดับ ทั้งนี้ ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2561กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 13.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 64.9 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก (1) การกลับรายการประมาณการรื้อถอน (2) การเพิ่มขึ้นของรายได้บัตรสมาชิก

***อวดกำไร 9 เดือนปี61 พุ่ง 121% YoY 
     สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 และ 2561 กลุ่มบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ เท่ากับ 12.2 ล้านบาท และ 25.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.7 และร้อยละ 1.1 ของรายได้รวม ตามลาดับ ทั้งนี้ ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2561 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 108.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 121.0 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิ 49.21 ล้านบาท  
    สาเหตุหลักมาจาก (1) รายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น (2) รายได้จากการให้สิทธิ แฟรนไชส์ที่เติบโตขึ้น (3) การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายบริหารส่วนใหญ่เป็นค่าใช้พนักงานฝ่ายสนันสนุนซึ่งไม่เติบโตตามจานวนสาขาที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้จากการขายและบริการมีการเติบโตขึ้น จึงทาให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale)

           
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด