ข่าวนี้ที่ 1

ผวาวิกฤติโควิด-ศก.ซบ กูรูหั่นกำไรบจ.อีกรอบ

ผวาวิกฤติโควิด-ศก.ซบ กูรูหั่นกำไรบจ.อีกรอบ

ผวา COVID-19 ในประเทศไทยอาจเข้าสู่ระยะที่ 3 หลังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเดียว 6 ราย ด้าน "นายกรัฐมนตรี "ประกาศยกเลิก VOA 18 ประเทศ และฟรีวีซ่า 3 ประเทศ เป็นการชั่วคราว หวังสกัดการแพร่ระบาด บล.เอเซียพลัส หั่นกำไร บจ. (EPS) ปีนี้ลงอีกรอบเหลือ 79.62 บาท/หุ้น จากจาก 85.59 บาท/หุ้น สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 และราคาน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำ ด้าน หยวนต้า ลดเป้ากำไรกลุ่มแบงก์ปีนี้เป็นติดลบ 0.3% 

ผู้สื่อข่าวรายงานดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรงอีก โดยปิดตลาด เมื่อวันที่ 11 มี.ค.63 ลดลง 21.36 จุด คิดเป็น 1.68% มาอยู่ที่ 1,249.89 จุด  มูลค่าการซื้อขาย  72,236 ล้านบาท จากความกังวลสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสCOVID-19   

***  หุ้นดิ่ง กังวลไวรัสลามสู่ระยะ 3
     นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า สถานการณ์ไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างหนัก เนื่องจากสถานการณ์พบผู้ติดเชื้อมากขึ้น กังวลว่าประเทศไทยจะเข้าสู่การแพร่ระบาดระยะที่ 3 และจะเป็นเหมือนที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี โดยส่งผลให้ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้ลง 2 ครั้งใน 1 ไตรมาส ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยจากไวรัสโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยมาจากราคาน้ำมันด้วย โดยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ

    “เราคิดว่าไม่น่าที่จะปรับลดกำไรบจ.ปีนี้อีกแล้ว เพราะเราปรับไป 2 รอบแล้ว ซึ่งตอนนี้หุ้นก็ยังร่วงลงต่อเนื่อง ปรับกำไรลงก็ไม่ได้ช่วยอะไร”นายเทิดศักดิ์ กล่าว

    ด้าน บล.ฟิลลิป ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่า  ความกังวลการแพร่ระบาด COVID-19 ยังปกคลุมตลาดต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ในจีนจะเริ่มดูผ่อนคลายลงอย่างมาก แต่ผู้ติดเชื้อในแถบยุโรปและสหรัฐยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดพบผู้ป่วยไทยติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มอีก 6ราย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่เห็นรายละเอียดเพิ่มเติมชัดเจน ทางฝ่ายจึงคาดนักลงทุนส่วนใหญ่จะชะลอการลงทุนช่วงนี้ออกไปก่อน

    ส่วนปัจจัยที่พอจะช่วยชะลอการปรับลงของตลาดคือ 1) ราคาน้ำมันโลกที่ยังฟื้นตัวอยู่มีส่วนช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน และ2)การปรับเกณฑ์ SSF ที่ปรับสัดส่วนลงทุนในหุ้นขั้นต่ำ 65% และลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมอีก 2 แสนบาท เริ่มวันที่ 1 เม.ย. -30 มิ.ย. 63 นี้ ในภาพรวมดัชนีหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวนในกรอบหลักทางลงเป็นหลักระหว่าง 1240-1270 จุด

*** กำไรบจ.ดิ่ง จากไวรัส-น้ำมันฉุด
     ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ประกาศปรับลด EPS ครั้งที่ 2 ในรอบ 1 ไตรมาส หลังตลาดหุ้นเผชิญกับแรงกดดันมากมาย ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้หลักๆ คือ การระบาดของไวรัส COVID-19 แม้ในจีนจะเริ่มมีผู้ติดเชื้อชะลอตัวลง แต่ทว่าสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ในประเทศอื่นๆ กลับมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอาทิ อิตาลีมียอดผู้ติดเชื้อ สะสมขึ้นแซงจีน และล่าสุดยังมีประเด็นซาอุดิอาระเบียกลับมาเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน กดดันราคาน้ำมันปรับฐานแรง ดังนั้น ฝ่ายวิจัย ASPS ปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบลงเหลือ 40 และ 45 เหรียญฯ ในปี 2563 และตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป จากความล้มเหลวของการประชุมกลุ่ม OPECสอดคล้องกับผลกระทบจากทั้ง supply ที่เพิ่ม และ demand ที่ชะลอตัวจาก COVID-19 ที่น่าจะยืดเยื้อ รวมถึงบริษัทจดทะเบียนอื่นๆที่ได้ผลกระทบจาก COVID-19 และปัจจัยลบเฉพาะตัว

      ส่งผลฝ่ายวิจัยเป็นต้องปรับลด EPS เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 ไตรมาส เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด ณ ปัจจุบันมากที่สุด จากเดิมประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2563 ไว้ที่ 9.18 แสนล้านบาท ปรับลดลง 6.4 หมื่นล้านบาท หรือ 7% (ลดลงจากหุ้นกลุ่มน้ำมัน-ปิโตรฯ 5.7 หมื่นล้านบาท และหุ้นอื่นๆ อีก 6.9 พันล้านบาท) จนล่าสุดมีกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2563 อยู่ที่ 8.54 แสนล้านบาท คิดเป็น EPS63F 79.62 บาท/หุ้น (ลดลงจาก85.59 บาท/หุ้น) ปรับลด EPS63F เพื่อสะท้อนผลกระทบจาก COVID-19 และราคานํ้ามันที่อยู่ในระดับต่ำ

     และหากพิจารณา Valuation ของ SET Index ณ ปัจจุบัน 1271.25 จุด โดยพิจารณาผ่าน Market Earning Yield Gap ภายใต้ EPS63F ใหม่ที่ระดับ 79.62 บาท/หุ้น พร้อมกับใช้ Bond Yield 1 ปี ณ ปัจจุบัน ที่ 0.80% จะได้Market Earning Yield Gap เท่ากับ 5.46 % ถือว่าสูงมาก และหากประเมินเป้าหมายของ SET แบบอนุรักษ์นิยม โดยใช้ Market Earning Yield Gap ที่ระดับ 5% จะได้ช่วงซื้อขายที่ P/E 17.24 เท่า พอคูณกับ EPS63F ใหม่ที่ระดับ 79.62 บาท/หุ้น จะได้เป้าหมาย SET Index ปี 2563 ใหม่ที่ 1,372 จุด

*** กำไรกลุ่มแบงก์ติดลบ 
    บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ ปรับกำไรกลุ่มแบงก์ลง โดยสถานการณ์ COVID-19 รุกลามเป็นปัญหาเศรษฐเศรษฐกิจกระทบงบการเงินแบงก์หลายด้าน ดัชนี SETBANK ปรับลง 21.9%YTD หลังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจ ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง สะท้อนได้จากการทยอยปรับลดประมาณการ GDP ของหลายหน่วยงาน จนปัจจุบัน Bloomberg Consensus คาด GDP ปี 2563 จะโต 2%YoY (เราคาดโต 1.6%YoY) หลังถูกกระทบด้วยการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยลดลงมาก ส่งผลลบต่อธุรกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเช่น โรงแรม และสายการบิน รวมทั้งมีผลทางอ้อมต่อผู้ประกอบการ SME จากกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าที่อ่อนตัวลงมาก

  นอกจากนี้ในช่วงกลางปีคาดถูกซ้ำเติมด้วยภัยแล้งกดดันกำลังซื้อและความสามารถในการชำระเงินของภาคเอกชน  ทำให้แบงก์เพิ่มความระมัดระวังในการให้สินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากกังวลว่าหนี้ที่ให้สินเชื่อไปจะกลายเป็นNPL และกระทบต่อการตั้งสำรองในอนาคต  รวมถึงการตั้งสำรองภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่ จากเศรษฐกิจ มีแนวโน้มไม่สดใส การตั้งสำรองของแบงก์จะเร่งตัวเพิ่มขึ้น (Probability to Default สูงขึ้น) นอกจากนี้การที่ ธปท.ให้แบงก์ช่วยออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทาง COVID-19  ทำให้การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยรับของแบงก์ลดลง  และมองว่ายังมีโอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายต่อ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจะกดดัน  NIM ของหุ้นในกลุ่มแบงก์ให้ยังมีโอกาสปรับลงต่อ

 ฝ่ายวิจัยมองว่าภายใต้ภาวะ ศก. ที่เปราะบาง หุ้นกลุ่มแบงก์จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาก เพื่อยึดหลักอนุรักษ์นิยมเราจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ของหุ้นในกลุ่มแบงก์เพื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงดังกล่าว โดยภายใต้ประมาณการใหม่เราคาดกลุ่มแบงก์ภายใต้ Coverage ของเราจะมีกำไรปกติปี 2563 ราว 156,649 ลบ. หดตัว 0.3%YoY โดย TMB คาดกำไรโตเด่นสุดในกลุ่ม 107.6%YoY หลังรวมงบการเงินของ TBANK เข้ามาในงบการเงินรวมเต็มปีเป็นครั้งแรก และรับรู้ผลจาก Synergy ในด้าน Balance Sheet และ Operation Cost ที่จะปรับตัวลง   ส่วนกลุ่มแบงก์ใหญ่เรายังแนะนำเป็น BBL ที่มีแรงหนุนจากการปรับลดความเข้มงวดของนโยบายตั้งสำรอง หลังจากมีการตั้งสำรองในระดับสูงมานาน 3 ปี จนมี Coverage Ratio สูงสุดในกลุ่ม อีกทั้งในช่วง 3Q63 ยังมี Upside Risk จากการรวมงบของ Permata เข้ามาในงบการเงินรวม 

***  ไวรัสยืดเยื้อ 6 เดือน ฉุด ศก.ปีนี้โตแค่ 1.5%
     ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของ COVID-19  ที่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออก ที่เป็นเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของไทยปีนี้จะหายไปราว 2.78 แสนล้านบาท  จำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีแรกเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในกรุงเทพฯจะลดลงประมาณ 3 ล้านคน  ภูเก็ตและเชียงใหม่จะลดลงกว่า 1 ล้านคน โดยรายได้ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารและแหล่งช้อปปิ้งต่างๆ จะได้รับผลกระทบเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ส่วนด้านการส่งออก คาดว่าจะหดตัว 1.9% โดยผลกระทบต่อการส่งออกคาดว่าจะสั้นกว่าผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว

     “การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่หลายฝ่ายคาด เนื่องจากการแพร่ระบาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศจีนแล้ว แต่ได้ลามไปประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อื่นๆ ด้วย เช่น สหรัฐ อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอิตาลี โดยขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ซึ่งหากใช้เวลา 6 เดือนเต็ม มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 1.5% ภาพการลงทุนของเอกชนในปีนี้จึงไม่สดใสนักและมีแนวโน้มจะชะลอเพิ่มเติมเพราะราคาน้ำมันลดลงแรง นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับอีกหลายปัจจัยเสี่ยง ทั้งภัยแล้ง เศรษฐกิจอาเซียนที่ชะลอลง สงครามการค้าที่ยังยืดเยื้อ และข้อตกลง EVFTA ของเวียดนามที่จะเพิ่มอุปสรรคต่อการส่งออกสิ่งทอไทยในตลาดยุโรป โดยเฉพาะภัยแล้งหากรุนแรง อาจทำให้พืชผลการเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย สูญเสียรวม 5.8 หมื่นล้านบาท กระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือนในภาคเกษตร”

      ดร. มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการฝ่าย กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ผ่านการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2563 ของทุกส่วนราชการ โดยการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำจะสามารถเบิกจ่ายเต็มวงเงินที่ 2.4 ล้านล้านบาท ส่วนงบลงทุนจะเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 67% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ คาดว่าภาครัฐจะระดมมาตรการกระตุ้นการบริโภคออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศหลัง COVID-19 คลี่คลาย การต่อยอดมาตรการกระตุ้นการบริโภค ชิมช้อปใช้  มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและประคับประคองเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ ส่วนภาวะตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้ จะได้รับประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมและจดจำนอง 

     “ด้านนโยบายการเงิน  Krungthai COMPASS มองว่ามีแนวโน้มที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนคลายเพิ่มเติม และมีโอกาสจะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่ 0.75% ต่อปี ในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อลดภาระการชำระหนี้ให้กับผู้ประกอบการและครัวเรือน ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะในไตรมาสที่สอง แต่จะกลับมาแข็งค่าขึ้นตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลในระดับสูงเนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างมาก

*** สธ.เผยพบผู้ติดเชื้ออีก 6 ราย
     นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วยนายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ร่วมแถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ว่า  สถานการณ์ของโรคในประเทศไทยขณะนี้ ยังไม่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ผู้ป่วยยืนยันของไทยทราบประวัติการสัมผัสชัดเจน มีหลายกรณีจากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำในการกักตัวเองอยู่ที่บ้าน ไม่งดกิจกรรมทางสังคม ส่งผลให้เกิดการแพร่เชื้อไปสู่คนในครอบครัว คนใกล้ชิด และเพื่อนร่วมงาน จึงขอความร่วมมือผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่มีรายงานการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง ขอให้แยกตัวเองอยู่ที่บ้าน เฝ้าสังเกตอาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดจนครบ 14 วัน

            อย่างไรก็ตาม พบผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 6 ราย ประกอบด้วย

  รายที่ 1 เป็นชายไทย อายุ 21 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินสุวรรณภูมิ เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในกทม.เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2563 ด้วยอาการไข้มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลกลาง (นับเป็นผู้ป่วยยืนยันรายที่ 54) 

    รายที่ 2 เป็นชายไทย อายุ 40 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจค้นประจำสนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มป่วยวันที่ 7 ด้วยอาการไข้ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ด้วยอาการไข้ ไอ มีเสมหะ ปวดศีรษะ และรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง  (นับเป็นผู้ป่วยยืนยันรายที่ 55) 

    รายที่ 3 เป็นชายไทยอายุ 25 ปี พนักงานบริษัทเอกชน เริ่มป่วยวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ด้วยอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. 2 ครั้ง (วันที่ 27 กุมภาพันธ์ และ 2 มีนาคม 2563) ด้วยอาการไข้ แพทย์รับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล ผลเอกซเรย์พบปอดอักเสบ รักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น และหาสาเหตุไม่ได้ เข้านิยามการเฝ้าระวัง จึงตรวจทางปฏิบัติการยืนยันพบเชื้อ ขณะนี้ส่งมารักษาที่สถาบันบำราศนราดูร (นับเป็นผู้ป่วยยืนยันรายที่ 56)  

     รายที่ 4 เป็นหญิงไทย อายุ 27 ปี เดินทางกลับจากเกาหลีใต้ถึงไทยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 เริ่มป่วยวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกทม.เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ด้วยอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดศีรษะ ขณะนี้ ส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี  (นับเป็นผู้ป่วยยืนยันรายที่ 57) 

    รายที่ 5 เป็นชายไทยอายุ 40 ปี เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น โดยก่อนเดินทางกลับ (25 กุมภาพันธ์ 2563) ประสบอุบัติเหตุเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่น เดินทางกลับถึงไทย 26 กุมภาพันธ์ 2563 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งจากกระดูกข้อมือซ้ายหัก ได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลพบเชื้อไวรัสสาเหตุโควิด-19 รักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง (นับเป็นผู้ป่วยยืนยันรายที่ 58)
 
    รายที่ 6 ผู้ป่วยชายชาวสิงคโปร์ อายุ 36 ปี เจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งในกทม. เริ่มป่วยวันที่ 6 มีนาคม ด้วยอาการไข้ ไอ ปวดเมื่อยตามตัว เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ขณะนี้รักษาที่สถาบันบำราศนราดูร (นับเป็นผู้ป่วยยืนยันรายที่ 59)

          โดยสรุป  มีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 34 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 24 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยสะสม 59 ราย สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 1 ราย ที่รักษาตัวอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

          ส่วนกรณีพนักงานบริษัทชาวสิงคโปร์ที่มีข่าวว่าติดเชื้อภายหลังเดินกลับจากประเทศไทย เข้ามาพักในประเทศไทยเพียง 1 วันและมีประวัติเดินทางไปหลายประเทศก่อนมาไทย กรมควบคุมโรคได้สอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างผู้สัมผัสในบริษัทเดียวกัน 84 คน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อ ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคจะร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ จัดเสวนาถอดบทเรียนผู้ป่วยยืนยันและผู้สัมผัส  

          ส่วนแรงงานไทยนอกระบบจากเกาหลีใต้ที่ฐานทัพเรือสัตหีบทั้งหมด 241 คน เป็นชาย 104 คน หญิง 137 คน (มาจากเมืองแทกูและคย็องซังเหนือ 8 คน) มีกลุ่มดูแลพิเศษ 29 คน เป็นหญิงตั้งครรภ์ 6 คน เด็กเล็ก 5 คน มีโรคประจำตัว 18 คน ผลการคัดกรองไม่พบผู้อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ทุกคนไม่มีไข้

*** นายกฯประกาศยกเลิก VOA-ฟรีวีซ่า   
    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโรคโควิด19 โดยที่ประชุมมีมติยกเลิกการให้ฟรีวีซ่า สำหรับผู้ที่เดินทาง หรือนักท่องเที่ยวจากประเทศอิตาลี เกาหลี และฮ่องกง และยกเลิกวีซ่า ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (VOA) เป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์แพร่ระบาดเข้าสู่ภาวะปกติ โดยผู้ที่เดินทางเข้าไทยต้องยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตเท่านั้น

    นอกจากนี้จะได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ติดต่อสถานทูต และสถานกงสุล ประเทศต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าว

     สำหรับคนไทยที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องผ่านมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังในพื้นที่กำหนดและติดตามดูแล หากหลบหนีจะมีความผิดทั้งปรับและจำ

      "ขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ไว้ใจในกระบวนการเหล่านี้ ช่วยกันดูแล ต้องปฎิบัติตามทั้งกฎหมาย เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้สถานการณ์อาจควบคุมไมได้ รัฐบาลไม่อยากให้แพร่สู่ระยะ 3 ตอนนี้สถานการณ์รอบบ้านประเทศอื่น ๆมีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก เราก็ต้องหามาตรการที่เหมาะสม เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ เตรียมเจ้าหน้าที่รองรับ ยืนยันรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด"

     ด้าน พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า จะใช้อำนาจตามมาตรา 16 ตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองดำเนินมาตรการ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคนไทยที่มาจากประเทศเสี่ยงทุกคนจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดของกระทรวงสาธารณสุข โดยให้อำนาจทำหน้าที่ของฝ่ายปกครองจัดส่งกลับภูมิลำเนา โดยกระทรวงสาธารณสุขจะแต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าพนักงาน อาจเป็น ผู่ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง ในการดูแล
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด