ข่าวนี้ที่ 1

กูรู ลุ้นเรทติ้งไทยปรับขึ้นครั้งแรกรอบ 19 ปี หนุนหุ้นทะยาน

กูรู ลุ้นเรทติ้งไทยปรับขึ้นครั้งแรกรอบ 19 ปี หนุนหุ้นทะยาน

 
 
    โบรกฯลุ้นเอสแอนด์พี-มูดี้ส์ ปรับเพิ่มเครดิตไทยในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ช่วยเพิ่มอัพไซด์ให้ SET ดึงเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า ด้าน "โนมูระ พัฒนสิน" คาดนโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางโลก กำลังผลักดันให้ฟันด์โฟลว์หนุนตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้นรอบใหม่ เคาะเป้ากรณีดีสุด 1,887 จุด  

*** เดือน ต.ค.โบรกฯ เริ่มให้น้ำหนักการปรับเครดิตไทย
    บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า เดือน ต.ค.เริ่มให้น้ำหนักการปรับเครดิตเรทติ้งไทย โดยโอกาสที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency)ปรับเพิ่มอันดับ Credit Rating ของไทย 1 ขั้นเป็น Upper Medium Grade จากอยู่ที่ Lower Medium Grade ซึ่งในช่วงนับตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.- ธ.ค.2562 เป็นช่วงที่สถาบันจัดอันดับต่างๆ จะประกาศมุมมองเครดิตเรทติ้ง
    ทั้งนี้ กระแสการมีโอกาสปรับเครดิตเติ้ง เริ่มมาจากปลายเดือน ก.ค. 2562 ที่ผ่านมาสถาบัน Fitch Ratings และ Moody's ได้ปรับเพิ่มมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย (Outlook)เป็นระดับบวก (Positive) จากเดิมอยู่ในระดับคงที่ (Stable)เหตุผลคือ ไทยมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.2 แสนล้านเหรียญ และมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันถึง 5 ปี เป็นต้น แม้จะยังคง Credit Rating ไทยที่ BBB+ และ Baa1 ตามลำดับ (คง Rating ติดต่อกันยาวนาน 16 ปี หรือตั้งแต่ปี 2546)

*** ลุ้นอันดับเครดิตไทย ปรับขึ้นครั้งแรกรอบ 19 ปี 
    มุมมองของ บล.เอเซียพลัส ประเมินว่าในปีนี้มีโอกาส 2 ทาง คือ 
    1.ไทยได้รับยกระดับ Credit Rating ขึ้น จะถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 19 ปี เชื่อว่าจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเงิน โดยเฉพาะเงินกู้จากต่างประเทศปรับลดลง เพราะนักลงทุนจากต่างชาติ มีความมั่นใจว่าไทยจะมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้น้อยลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งการลงทุนทางตรง เช่น การลงทุนในเครื่องจักร-เครื่องมือ, สร้างโรงงานใหม่ และการลงทุนทางอ้อม เช่น ในทุนตราสารหนี้ และหุ้น เป็นต้น และเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนภาคเอกชน และเศรษฐกิจไทยในอนาคตต่อไป
    2.ยังคงระดับ Credit Rating ไทยที่เดิม เนื่องจากยังมีปัจจัยแวดล้อมที่ยังไม่สนับสนุน คือ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจนจีดีพี Q2/62 ขยายตัว 2.3% ชะลอจาก 2.8% ในงวด Q1/62 หลักๆ คือส่งออกเฉลี่ย 8 เดือนแรกปีนี้ หดตัว 2.2% จากผลกระทบสงครามการค้า และค่าเงินบาทแข็งค่ากระทบต่อภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความเสี่ยงจะทำให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มลดลงในอนาคต
    หนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากหนี้ครัวเรือน Q1/62 มีจำนวน 12.97 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 78.7% ของจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 78.6% ใน Q4/61 และปัจจัยทางการเมืองที่อาจจะยังมีความไม่แน่นอน
    ทั้งนี้ บล.เอเซียพลัส ให้น้ำหนักทางที่ 2 มากกว่า เนื่องจากพิจารณาในอดีต องค์ประกอบการสำคัญที่สถาบันเครดิตเรทติ้งพิจารณาปรับเครดิตเรทติ้งหลักๆ คือ การเติบโตของเศรษฐกิจและการเมืองต้องแข็งแกร่ง เป็นต้น สังเกตได้จากรอบที่ใกล้ที่สุด 2 รอบ ที่สถาบันเครดิตเรทติ้งปรับเพิ่มไทยขึ้น คือ
    1.) มิ.ย. 2543 ปรับเพิ่มจาก Ba1 มาเป็น Baa3 โดย จีดีพีไทย ปี 2543-2544 ขยายตัว 4.5% และ 3.4% ตามลำดับ
    2.) และรอบที่ 2 คือ มี.ค. 2546 ปรับเพิ่มจาก Ba1 เป็น Baa1 พบว่าจีดีพีไทยปี 2545-2546 ขยายตัว 6.1% และ 7.2% ตามลำดับ จากการส่งออกกลับมาฟื้นตัว (การส่งออกขยายตัว 9.1% ในปี 2546)
 
*** ลุ้น S&P หรือ Moody's พิจารณาปรับเพิ่มเครดิตไทย 
     บล.โนมูระ พัฒนสิน  กล่าวว่า  นักลงทุนต่างชาติพลิกมาเป็นยอดซื้อสุทธิหุ้นไทยในปี 2562 เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี กว่า 2.98 หมื่นล้านบาท จากแรงหนุนของการได้มาของทีมบริหารประเทศตามระบบรัฐสภา ช่วยลดความเสี่ยงทางการเมือง และหนุนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น 
     ล่าสุด ค่าประกันความเสี่ยง (CDS)5 ปี ของไทย ลดลงต่อเนื่อง และเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2006-2007 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ S&P Credit ได้ปรับเครดิตไทยขึ้น ดังนั้น มีโอกาสที่เราจะเห็น S&P หรือ Moody's พิจารณาปรับเพิ่มเครดิตไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้-ครึ่งแรกปี63 ได้เช่นกัน ซึ่งจะเป็น Upside Risk ของตลาดหุ้นไทย ผสานการ Rebalance ของ MSCI รอบล่าสุดที่มีการปรับเพิ่มน้ำหนักของตลาดหุ้นไทย 28 พ.ค.2562  ที่ทำให้การเข้ามาของเงิน Passive Funds ที่ลงทุนตาม MSCI วันนั้น กว่า 1 แสนล้านบาท ช่วยซับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติระยะยาวที่ต้องการขายหุ้นไทย จนทำให้เกิดภาพ Under-Owned ของต่างชาติอย่างแท้จริง 
     นอกจากนี้ ภายใต้นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางโลก กำลังผลักดันให้ฟันด์โฟลว์หนุนตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้นรอบใหม่ CNSวางดัชนีเป้าหมายปี 2562 ที่ระดับ 1,800 จุด อิง PER 16.7 เท่า และกรณีดีสุดที่ 1,887 จุด หากฟันด์โฟลว์ไหลเข้าอย่างมีนัยฯ และมีโอกาสที่ SET จะทำจุดสูงสุดใหม่ช่วงครึ่งหลังปี63  

*** นโยบายการเงินผ่อนคลาย เป็นตัวแปรหลักหนุนตลาดหุ้น 
     บล.โนมูระ พัฒนสิน  กล่าวว่า ภาพการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงตั้งแต่กลาง Q2/62 เริ่มสะดุด หลังสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทวีความรุนแรงขึ้น จากการที่ ปธน.ทรัมป์ตัดสินใจปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน วงเงิน 2 แสนล้านเหรียญ สู่ 25% และเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 3 แสนล้านเหรียญ ที่ 25% ซึ่งก้อนหลังนี้เป็นสิ่งที่ตลาดไม่ได้คาดการณ์ไว้ ทำให้ตลาดผันผวนแรง  
      Nomura ประเมินภาษีนำเข้าจำนวน 3 แสนล้านเหรียญนี้จะถูกเรียกเก็บในช่วง Q3/62(คาดเดือน ก.ย.) สะท้อนสงครามการค้าอาจยืดเยื้อไปนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ และ Nomura ประเมินภาษีก้อนนั้นจะกระทบต่อ จีดีพีสหรัฐฯ ราว -0.3% และ จีดีพีจีนราว -0.4% แต่อย่างไรก็ตาม ในการปรับคาดการณ์ จีดีพีของสหรัฐฯ และจีนนั้น Nomura มองว่าจะมีนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเข้ามาช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจำกัด 
      Nomura คาด เฟด จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ ในเดือน ก.ค. 2562 และ ธ.ค. 2562  ก่อนคงดอกเบี้ยตลอดปี 2563 (เดิมคาดคงดอกเบี้ยในปี 2562-2563) สอดคล้องกับทางฝั่ง ECB ที่ Nomura มองว่ามีแนวโน้มที่ ECB จะปรับลดดอกเบี้ย หรือปล่อย QE เพิ่มเติม ในเดือน ก.ย. หากเศรษฐกิจชะลอแรง 
     นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากจีนยังทยอยออกมาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดภาษีและ VAT และ Nomura ยังให้น้ำหนักที่จีนจะปรับลด RRR ลงอีก 100bps ในปีนี้ ทำให้แรงหนุนจากทั้งมาตรการผ่อนคลายทางการเงินและนโยบายการคลัง จะเป็นกระสุน 2ลูก ในการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ และจะเป็นตัวแปรสำคัญกำหนดทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงครึ่งหลังปีนี้ 

***ธีมหุ้นครึ่งหลังปี62  Domestic Play
    บล.โนมูระ พัฒนสิน  กล่าวว่า  คาดครึ่งหลังปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวจากภายในและกระจายตัวดีขึ้น แรงสนับสนุนจากนโยบายของ 3 พรรคการเมืองหลักทั้ง พปชร ภจท และ ปชป ที่จะแข่งขันกันทำงาน หนุนธีมการลงทุน Domestic Play เด่น  จึงแนะนำ 
    (1) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล กลุ่มการบริโภค ได้แก่  CPALL, CPF, ROBINS,KAMART,ZEN,SABINA,JUBILE กลุ่มธนาคาร  ได้แก่ SCB,KBANK และ BBL กลุ่มอิงการลงทุน ได้แก่ STEC,TASCO,PYLON,AMATA,WHA และ SCC กลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่  AOT,MINT และ ERW  
    (2) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่า ได้แก่ TOA,TASCO, BGRIM และ PTTEP         (3) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยโลกที่ลดลง ได้แก่ SAWAD,AMANAH,TK และ S11 โดยเลือก ROBINS,CPF,CPALL,MINT,SCB,AMATA,WHA,STEC,PYLON, TASCO และ  KAMART เป็นหุ้นเด่น 

        
 


 
 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด