ข่าวนี้ที่ 1

ธปท.หั่นดอกเบี้ย 0.25%-เปิดทางเงินไหลออกชะลอบาทแข็ง

ธปท.หั่นดอกเบี้ย 0.25%-เปิดทางเงินไหลออกชะลอบาทแข็ง

"คณะกรรมการนโยบายการเงิน" มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.25%  ต่ำสุดในรอบ 10 ปี หลังเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาด จ่อหั่นเป้าจีดีพีปีนี้อีกรอบ จากเดิมที่คาดโต 2.8%  ด้าน "ธนาคารแห่งประเทศไทย"  ปรับเกณฑ์ชะลอเงินบาทแข็งค่า เปิดช่องเงินไหลออกไปต่างประเทศ ทั้งเว้นนำรายได้ส่งออกกลับประเทศ-เปิดเสรีลงทุนหุ้นต่างประเทศ เปิดซื้อขายทองเป็นเงินตราต่างประเทศ  ด้านกูรูชี้ แบงก์-ไฟแนนซ์-อสังหาฯรับผลดีลดดอกเบี้ย

*** กนง.มีมติ 5:2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%

     นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.5% เหลือ 1.25% ต่อปี ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ขณะที่ 2 เสียงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ย นโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี

    ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่่ากว่าที่ประเมินไว้และต่ำกว่าศักยภาพมากขึ้น จากการส่งออกที่ลดลงซึ่งส่งผลไปสู่การจ้างงานและอุปสงค์ในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่่ากว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลายเสถียรภาพระบบการเงินได้รับการดูแลไปแล้วบางส่วน แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม 

    กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมาย จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้

    ส่วนกรรมการ 2 ท่าน เห็นว่าในภาวะปัจจุบันที่นโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลายอยู่แล้ว การลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มได้มากนัก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่อาจเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังจ่าเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต

    อนึ่ง  การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี จากครั้งแรกที่ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบวันที่ 7 ส.ค.62  จากระดับ 1.75% สู่ระดับ 1.50% เป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 4 ปี 3 เดือน นับตั้งแต่เดือน เม.ย.58

     ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 52  ที่เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.7% กนง. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่  1.25%ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อดูแลเศรษฐกิจ และ หลังการฟื้นตัว กนง.  ทยอยปรับอัตราขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องมาอยู่ 3.5% ในปี 54 แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ เศรษฐกิจเติบโตเพียง 0.8% และความขัดแย้งการเมืองไม่คลี่คลาย  กนง.จึงทยอยปรับลดดดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 1.50% เมื่อปี 58 และคงดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวต่อเนื่องในการประชุม 28 ครั้ง ก่อนที่การประชุมรอบวันที่ 19 ธ.ค.61 ได้ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี สู่ระดับ 1.75%  

*** เล็งลดเป้าจีดีพีปีนี้ จากเดิมคาด 2.8% 

      นายทิตนันทิ์ กล่าวอีกว่า การประชุม กนง.ครั้งต่อไปในเดือนธันวาคม คณะกรรมการจะปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงอีก จากปัจจุบันคาดการณ์ที่ 2.8% เนื่องจากคณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประมาณการไว้

      “เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากการส่งออกสินค้าที่หดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้และอาจจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดไว้ตามปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสงครามการค้า ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง สำหรับอุปสงค์ในประเทศการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้ครัวเรือนและการจ้างงานที่ปรับลดลงเร็ว โดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออก”นายทิตนันทิ์ กล่าว

     กนง.มองว่า เศรษฐกิจในระยะต่อไปยังต้องเผชิญความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านต่างประเทศจากการกีดกันการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ คณะกรรมการจะติดตามผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและการใช้จ่ายของภาครัฐ ตลอดจนความคืบหน้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชนด้วย

      ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2562-2563 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยกรอบเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ 1-4% จากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอลงตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ปรับลดลง 

    ทั้งนี้ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต

     อย่างไรก็ตาม ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลาย โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและอัตราผลตอบแทนยพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับต่ำ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง ภาคเอกชนสามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง แต่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค

*** ห่วงเงินบาทแข็งค่า

       กนง.ยังกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในภาวะที่ความเสี่ยงด้านต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ กนง.สนับสนุนให้ผ่อนคลายเกณฑ์กำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออกและสร้างสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และช่วยให้ภาคเอกชนบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้สะดวกขึ้น

     “คณะกรรมการจะติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติมตามความจำเป็น”นายทิตนันทิ์ กล่าว

    สำหรับระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคตโดยเฉพาะคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ที่ด้อยลง กนง.เห็นว่ามาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไปช่วยดูแลการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ในระดับหนึ่ง  แต่ยังต้องติดตามพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ พฤติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจนำไปสู่ การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรด้วย

     ทั้งนี้ กนง.เห็นว่าควรใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน(microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ร่วมกันอย่างเหมาะสม มองไปข้างหน้า และจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป

     อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน

*** ธปท.ปรับเกณฑ์ชะลอบาทแข็ง

       นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออกและลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท โดยมีผลตั้งแต่ 8 พฤศจิกายนนี้  ประกอบด้วย

    1. การยกเว้นการนำเงินรายได้จากการส่งออกกลับประเทศ อนุญาตให้ผู้ส่งออกที่มีรายได้ต่ำกว่า 200,000 ดอลลาร์ สรอ. ต่อใบขน สามารถฝากเงินไว้ในต่างประเทศโดยไม่จำกัดระยะเวลา  จากเดิมกำหนดไว้ที่ 50,000 ดอลลาร์ ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศได้ และภายใน 3 เดือนจะขยายเป็น 1 ล้านดอลลาร์ต่อใบขน โดยการผ่อนคลายดังกล่าวจะครอบคลุมประมาณ 80% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด     

    2. การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยเปิดเสรีให้นักลงทุนรายย่อยสามารถออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เองในวงเงิน 200,000 ดอลลาร์ต่อปี จากเดิมที่ต้องผ่านตัวกลางในประเทศ หรือต้องมีสินทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนด และเพิ่มวงเงินสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่จัดสรรให้นักลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็น 150,000 ล้านดอลลาร์ เดิม 100,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการออกไปลงทุนในต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  

    3.การโอนเงินออกนอกประเทศ โดยเปิดเสรีการโอนเงินออกนอกประเทศได้ทุกวัตถุประสงค์ ยกเว้นเพียงไม่กี่รายการ เช่น การชำระธุรกรรมซื้อขาย FX/THB กับสถาบันการเงินในต่างประเทศที่ยังต้องขออนุญาตจาก ธปท. นอกจากนี้ยังอนุญาตให้โอนเงินให้ตนเองหรือญาติที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศได้เสรี  รวมถึงสามารถโอนไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ไม่เกินปีละ 50 ล้านดอลลาร์ ในชื่อของบุคคลอื่นในครอบครัวได้ จากเดิมต้องไปชื่อของ ตนเองเท่านั้น

    4. การซื้อขายทองคำในประเทศเป็นเงินตราต่างประเทศ อนุญาตให้ลูกค้าคนไทยที่ลงทุนซื้อขายทองคำกับบริษัทผู้ค้าทองคำที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ชำระราคาในรูปเงินตราต่างประเทศผ่านบัญชี FCD ที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศได้ โดยลูกค้าสามารถเก็บเงินตราต่างประเทศจากการขายทองคำไว้ในบัญชี FCD โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินบาทเพื่อรอลงทุนในครั้งต่อไป 

*** กกร.ห่วงศก.ทรุด

      นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ขณะนี้เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ที่ลดตัวลง สะท้อนว่าอาจจะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/2562 หลังจากช่วงครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.6% (YoY) โดยในไตรมาส 3/2562 การส่งออกหดตัวเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่มีเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวดีขึ้น จากผลของฐานที่ต่ำในปีก่อนและอานิสงส์จากมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม Visa on Arrivals ทั้งนี้ ภาคเอกชนและภาครัฐอยู่ระหว่างการหารือมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว เช่น การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ เป็นต้น

     มองไปข้างหน้า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากทิศทางเศรษฐกิจหลักในโลกที่ชะลอลง ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน (แม้อาจเจรจากันได้) รวมถึงเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย 

     นอกจากนี้ สถานการณ์คำสั่งซื้อจากการส่งออกที่ชะลอลง หากยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจสร้างผลกระทบต่อประเด็นการจ้างงานและกำลังซื้อภายในประเทศเป็นวงกว้างมากขึ้นในอนาคต ขณะที่ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2562 แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขการจ้างงานได้ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องกันมา 4 เดือนแล้ว 

***  ตั้งคณะทำงาน แก้ปัญหาบาทแข็ง

     สำหรับประเด็นการลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทนั้น ที่ประชุม กกร. เห็นว่า ภาคเอกชนควรจะแสดงท่าทีที่ชัดเจนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อให้มีมาตรการลดผลกระทบเงินบาทที่แข็งค่าเร็วซึ่งอาจจะยังส่งผลกระทบมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องไปในปีหน้า 

     โดยคงจำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเพิ่มระยะเวลาการพักเงินรายได้จากการส่งออกในรูปเงินตราต่างประเทศ การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ส่งออกเร็วขึ้น เป็นต้น รวมไปถึงการผลักดันให้โครงสร้างการส่งออกมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น 

     นอกจากนี้ ในระยะสั้น กกร. เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานระหว่าง กกร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ  กระทรวงการคลัง เพื่อร่วมกันหาแนวทางดำเนินการต่อไป

     สำหรับในระยะกลางและระยะยาว ภาคเอกชนจะเร่งการพัฒนาด้านต้นทุนและราคา โดยต้องพัฒนานวัตกรรมและสินค้าใหม่ๆ ออกมาเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าไทยให้มีศักยภาพ    

*** FETCO เชื่อลดดอกเบี้ยดันเงินไหลเข้า 

      นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า การที่ กนง.ลดดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ดี จะกระตุ้นเศรษฐกิจ และ สร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ โดยเชื่อว่า 1-2 เดือนต่อจากจะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามา จากที่ก่อนหน้านี้ไหลออก ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท

     “ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ แต่เม็ดเงินคงไม่มาในทีเดียว คงจะทยอยเข้า แต่ถ้ามีเรื่องที่ดีมากๆ เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็อาจทำให้ไหลกลับมาทีเดียวได้ ส่วนการประชุมครั้งถัดไป คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยต่อไป”

    นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) เปิดเยว่า มุมมองตลาดหุ้นไทยในปีนี้ยังคาดการณ์ได้ยาก แต่พื้นฐานเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าความรู้สึกของนักลงทุนจะบอกว่าไม่ดี ซึ่งในมุมมองส่วนตัวตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุน และ คาดว่า เม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับมาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น

***  กลุ่มไฟแนนซ์-แบงก์-อสังหาฯรับผลดีลดดอกเบี้ย

      บล.เอเซียพลัส (ASP) เปิดเผยว่า  การลดดอกเบี้ยนโยบาย อยู่ที่ 1.25% ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์    เชื่อว่าจะเป็น Sentiment เชิงบวกระยะสั้นต่อค่าเงินบาท/ดอลลาร์ให้ชะลอการแข็งค่า ขณะที่หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ ประกอบด้วย

    กลุ่มเช่าซื้อ-ลิสซิ่ง   เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่มีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราคงที่สูง (ยกเว้น IFS) ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมของกลุ่มฯ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้หรือเงินกู้ยืมจาก ธ.พ. ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยปรับตัวลดลงทำให้ต้นทุนของกลุ่มเช่าซื้อถูกลง โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้สินระยะสั้นต่อระยะยาวมากกว่ากลุ่มฯ (คือ สามารถปรับต้นทุนให้เหมาะสมได้มากกว่า) ได้แก่ ASK, SAWAD, THANI

    แต่เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดคำแนะนำเป็น Switch  ยกเว้น  MTC ที่ฝ่ายวิจัยเตรียมปรับไปใช้ Fair value ปี 2563 ที่ 71 บาท จะมี  Upside 20% ซึ่ง MTC ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง

     กลุ่มธนาคารพาณิชย์(ขนาดเล็ก)   มีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่สูง แต่มีโครงสร้างเงินฝากบางส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว จึงเป็นบวกต่อ NIM  อาทิ TISCO(SwitchFV@B91.0), TCAP(FV@B63) และ KKP(FV@B79.5)

    กลุ่มอสังหาริมทรัพย์   อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะทำให้อัตราการผ่อนชำระต่องวดของผู้กู้ที่อยู่อาศัยลดลง ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และได้ Sentiment เชิงบวกจากมาตรการกระตุ้น คือ  ลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์จากเดิม 2% ของราคาประเมิน และค่าจดจำนองจากเดิม 1% ของมูลค่าที่จำนองเหลือ 0.01% สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัย ดีต่อ LH(FV@B12.30), PSH(FV@B18.5) และ SPALI(FV@B19.5)

    หุ้นปันผลสูง  การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย จะกดดันให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ลดลง แต่ไม่น่าปรับลงมากนัก  (โดย ปัจจุบัน Bond yield 10 ปี ไทย อยู่ในระดับต่ำที่ 1.59%ลดลงจากต้นปี 2562 ที่อยู่ราว 2.58%)    ในทางตรงข้ามมีโอกาสที่เม็ดเงินจะโยกย้ายมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นปันผลสูง ซึ่งหุ้นที่ฝ่ายวิจัยแนะนำในพอร์ตจำลอง คาดหวัง Dividend Yield มากกว่า 6%  คือ   MCS(FV@B11.3)  รวมถึง  LH และ KKP

    ส่วนหุ้นกลุ่มที่เสียประโยชน์  ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เนื่องจากการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้ธ.พ. ต้องปรับลดลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามมา จะส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยรับและ NIM โดยธ.พ.ขนาดใหญ่ อาทิ  BBL, KTB, KBANK, SCB
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด