ข่าวนี้ที่ 1

นายกฯ กุมขมับ เศรษฐกิจส่อทรุดยาว 9 เดือน

นายกฯ กุมขมับ เศรษฐกิจส่อทรุดยาว 9 เดือน

'นายกรัฐมนตรี' รับเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นานกว่าที่คาดกันไว้ 3 เดือน โดยอาจกระทบยาว 6 - 9 เดือน ยันเดินหน้ามาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 ด้านกูรูชี้จีดีพีไตรมาส 1 - 2/63 ส่อติดลบ เข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค ขณะที่โกลด์แมน แซคส์-มอร์แกนสแตรลีย์มองต่างเผยเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้น แต่ยังหวั่นโควิดระบาดรอบสอง 


*** นายกฯ ชี้เศรษฐกิจอาจทรุดยาว 6 - 9 เดือน


พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุ ขณะนี้เริ่มคาดการณ์ว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจน่าจะได้รับผลกระทบนานมากกว่า 3 เดือน โดยอาจได้รับผลกระทบกับเศรษฐกิจไปอีกราว 6 - 9 เดือน จึงต้องเตรียมมาตรการรองรับในโอกาสต่อไป ส่วนการประชุมครม.ในวันนี้ได้เน้นย้ำ ถึงเรื่อง New Normal(มาตรฐานใหม่) ของวิถีชีวิตประชาชน โดยให้ความสำคัญกับด้านสุขภาพ


ทั้งนี้จากการเดินสายพบภาคธุรกิจ ที่ผ่านมาได้ใช้เวลาวันหยุดราชการในการตรวจลงพื้นที่ และขอบคุณรองนายก รัฐมนตรีหลายท่านที่ร่วมกันทำงานเต็มที่ ส่วนภาคเอกชน 20 ราย ที่ได้ส่งจดหมายไปก่อนหน้า ขณะนี้ตอบกลับมาครบแล้ว และได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ รวมถึงการระบุแผนการทำงาน การดูแลลูกจ้าง รวมถึงแนวทางการร่วมมือกับรัฐด้วย


*** เล็งเดินหน้ามาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2


ด้านมาตรการผ่อนปรนช่วง 2 วันที่ผ่านมา มองว่า ยังมีหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง ทั้งเอกชน และภาคประชาชน โดยผู้ประกอบการที่จะเปิดให้บริการนั้นจะต้องมีมาตรการที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น รวมทั้งต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้ายสาธารณสุขด้วย


สำหรับมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 จะพิจารณาผ่อนปรนต่อไป แต่สิ่งสำคัญกรณีที่จะต้องมีประชาชนจำนวนมากไป สถานที่ใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า จะต้องกำหนดปริมาณคนที่เข้า ทยอยเข้าไป ใช้เวลาในสถานที่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง เป็นต้น


“การรุมแย่งซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผมขอตำหนิ และได้สั่งการไปแล้วว่าหลังจากนี้ต้องมีมาตรการชัดเจนในการซื้อเครื่องดื่มแอลกฮอล์ มีปริมาณที่ซื้อได้แต่ละราย เปิดตามเวลาที่กำหนด หากไม่ทำถือว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ และหากยังไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่ออกไปจะถูกปิด ขอให้มีมาตรการที่เหมาะสมด้วย”พลเอกประยุทธ์ กล่าว


*** ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจเม.ย. ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วน 3 เดือนหน้ายังทรุด


รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนเม.ย.63 พบว่าปรับลดลงเหลือเพียง 32.6 จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 42.6 ถือว่าต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มการสำรวจปี 2542 โดยทุกองค์ประกอบของดัชนีฯ อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 และเป็นการปรับตัวลงในทุกด้าน


ทั้งนี้เป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการในภาคการผลิตมีความเชื่อมั่นด้านการผลิต คำสั่งซื้อ และผลประกอบการอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมทั้งกลุ่มผลิตยานยนต์ ขณะที่ความเชื่อมั่นที่ลดลงในภาคที่ไม่ใช่การผลิต เช่น กลุ่มค้าปลีก โรงแรมและร้านอาหาร และกลุ่มโลจิสติกส์ เนื่องจากการลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจลงเพื่อควบคุมการระบาดของโรค


นอกจากนี้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีฯ ลดลงจากเดือนก่อนสู่ระดับ 37.8 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับต่ำที่สุดช่วงวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 ที่ระดับ 37.1 จากความกังวลต่อสถานการณ์โควิด-19ที่มีแนวโน้ม ยืดเยื้อและรุนแรง โดยดัชนีฯ ลดลงทั้งในภาคการผลิตและภาคที่ไม่ใช่การผลิต


*** กูรูมองเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค 


นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า การประกาศตัวเลขจีดีพีไทยในไตรมาส 1/63 วันที่ 18 พ.ค.นี้ คาดว่าจะเห็นตัวเลขติดลบจากไตรมาสก่อนหน้าเป็นครั้งแรก และยังมีความเป็นไปได้สูงที่จีดีพีไตรมาส 2/63 น่าจะติดลบต่อ เนื่อง ด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในเดือน เม.ย.-พ.ค.63 และน่าจะกระทบต่อเนื่องมาในเดือนมิ.ย.63 แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการแล้ว แต่ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ตามเดิม 


โดยหากไทยประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1/63 ติดลบ และไตรมาส 2/63 ติดลบต่อ ก็จะทำให้ภายหลังประกาศไตรมาส 2/63 ไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ได้


อย่างไรก็ตามมองปัจจัยบวกที่จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูสภาวะทางเศรษฐกิจของไทย คือการใช้มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท ลงสู่ภาค Real Sector และอีก 9 แสนล้านบาท ลงสู่ระบบการเงิน ผ่าน Soft Loan กองทุน ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ เป็นต้น คาดว่าจะช่วยดันตัวเลขจีดีพีฟื้นตัวดีขึ้น แต่มองว่าภาพโดยรวมทั้งปียังติดลบอยู่


*** เริ่มเห็นสัญญาณศก.โลกฟื้น แต่ยังหวั่นโควิด-19 ระบาดรอบสอง


สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ และ มอร์แกน สแตนลีย์ ระบุเริ่มเห็นสัญญานการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากที่ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกได้หดตัวอย่างมากจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 โดยประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วจะหดตัวเฉลี่ยมากถึง 32% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ก่อนที่จะกลับมาขยายตัว 16% ในไตรมาสที่ 2 และขยายตัวถึง 13% ในไตรมาส 4/63


โดย Jan Hatzius หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่าสัญญานการขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกนั้นเป็นผลมาจากหลายประเทศได้เริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และ เปิดพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ขณะที่ด้าน Chetan Ahya หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลีย์ เผยว่าในขณะนี้เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงที่ต่ำที่สุด แต่เราได้เห็นสัญญานของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป และ สหรัฐ ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดนั้นก็คือการกลับมาระบาดอีกครั้งของไวรัสโควิด-19 ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวเนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และการเว้นระยะห่างทางสังคม







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด