ข่าวนี้ที่ 1

TMB-TBANK ยันไม่ลดพนักงาน ไล่ปิดสาขาซ้ำซ้อน คลังพร้อมเพิ่มทุน

TMB-TBANK ยันไม่ลดพนักงาน ไล่ปิดสาขาซ้ำซ้อน คลังพร้อมเพิ่มทุน

    "ธนาคารทหารไทย(TMB)-ธนาคารธนชาต(TBANK)"ยันหลังควบรวมกิจการไม่ลดจำนวนพนักงาน แค่ปรับเปลี่ยนตำแหน่ง พร้อมรวมสาขาซ้ำซ้อนเข้าด้วยกัน และเปลี่ยนชื่อแบงก์ใหม่ คาดทำดิว ดิลิเจ้นท์ แล้วเสร็จใน 2-3 เดือน โอนกิจการทั้งหมดภายในปีนี้ ด้านคลังยันพร้อมใส่เงินเพิ่มทุน แถมยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มั่นใจช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและเพิ่มมูลค่า

*** ยันไม่ลดพนักงาน รวมสาขาซ้ำซ้อน

    นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต (TBANK) กล่าวว่า ภายหลังการควบรวม ธนาคารทั้ง 2 แห่งจะไม่มีการลดจำนวนพนักงาน แต่จะปรับเปลี่ยนตำแหน่งการทำงานของพนักงานที่มีความซ้ำซ้อนกัน เพื่อมาจัดสรรให้มีความเหมาะสมมากขึ้น และจะฝึกทักษะการทำงานของพนักงานให้มีความสามารถและเชี่ยวชาญ โดยปัจจุบันธนาคารธนชาต มีพนักงาน 12,000 คน  และธนาคารทหารไทยมีมากกว่า 8,000 คน ซึ่งตามปกติในแต่ละปีจะมีพนักงานลาออกและเกษียณอายุใน 2 ธนาคาร ประมาณ 2,000 คนต่อปี ดังนั้นระดับอัตราพนักงานที่เหมาะสมจะอยู่ในระดับ 15,000 คนต่อปี ส่วนจำนวนสาขาของธนาคารธนชาตมี 512 สาขาและธนาคารทหารไทยมี 400 สาขา ดังนั้น เมื่อควบรวมกิจการแล้วจะรวมสาขาที่ซ้ำซ้อนเข้าด้วยกัน พร้อมปรับเปลี่ยนสถานที่ตั้ง ขนาด รูปแบบ เพื่อรองรับลูกค้าให้ตรงจุดมากขึ้น
    ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธนาคารธนชาต มีลูกค้าทั้งสิ้น 5 ล้านราย เป็นโมบายแบงก์กิ้ง 1 ล้านราย ขณะที่ธนาคารทหารไทย 5 ล้านราย มีลูกค้าโมบายแบงก์กิ้ง 1.5 ล้านราย
    
*** ดีลควบรวม ขยายฐานลูกค้าสู่ 10 ล้านราย
    
    นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) กล่าวว่า ภายหลังการควบรวมกิจการ จะมีทรัพย์สินรวม 1.9 ล้านล้านบาท ฐานลูกค้ารวมกว่า 10 ล้านคน ซึ่งการควบรวมครั้งนี้ ได้การสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 ธนาคาร ซึ่งการรวมกิจการกันจะทำให้ธนาคารมีจุดแข็งเพิ่มขึ้น โดยธนาคารมีจุดแข็งด้านสินเชื่อรถยนต์ ส่วนธนาคารทหารไทยมีจุดแข็งเรื่องการระดมเงินฝาก ทำให้มีต้นทุนต่ำลง และระหว่างการดำเนินการควบรวม จะมีการตรวจสอบสถานะการเงิน และเตรียมเจรจาการทำสัญญาหลัก รวมถึงการปรับโครงสร้างของธนาคาร ที่รวมไปถึงการเพิ่มทุน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ และหลังจากนั้น เมื่อควบรวมกิจการแล้วเสร็จ จะมีการเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารแห่งใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาระยะหนึ่ง

*** คลัง พร้อมใส่เงินเพิ่มทุนให้ TMB ยันยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

    นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง และในฐานะตัวแทนประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB กล่าวว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ร่วมกับ ING Groep N.V. (ING) บมจ.ทุนธนชาต (TCAP), Bank of Nova Scotia (BNS) โดยมีจุดประสงค์เพื่อการรวมกิจการระหว่าง TMB และ TBANK เพื่อร่วมยกระดับการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้า และมุ่งสู่การเป็นธนาคารชั้นนำของไทย
    กระทรวงการคลัง ยินดีสนับสนุนแผนการควบรวมกิจการระหว่าง 2 ธนาคาร และพร้อมที่จะเพิ่มทุนในครั้งนี้ด้วย โดยกระทรวงการคลังจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักด้วย 

*** คาดขั้นตอนแล้วเสร็จภายในปีนี้
    
    กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การควบรวมกิจการระหว่าง TBANK และ  TMB จะสำเร็จอย่างแน่นอน เนื่องจากแผนการควบรวมกิจการเพื่อให้สถาบันการเงินมีขนาดใหญ่ขึ้นนั้น เป็นนโยบายของรัฐบาล และเชื่อว่าหากการควบรวมกันเกิดขึ้น จะช่วยเสริมความแข็งแกร่ง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้เพิ่มมากขึ้นด้วย และกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นนั้น มองว่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนั้นจะมีแน่นอน โดยเฉพาะด้านมูลค่าที่จะเพิ่มมากขึ้นภายหลังการควบรวม
    “ปัจจัยในการเพิ่มทุนนั้น โดยปกติ คลังคงมองที่ความคุ้มค่าหากจะต้องเอาเงินลงไป และจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย แต่สำหรับดีลนี้ คลังต้องมองภาพรวมอีกด้านด้วย คือ จากการควบรวมจะทำให้กิจการธนาคารเติบโต มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และมีผลต่อความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินของไทยด้วย”นายจุมพล กล่าว

*** ลุยทำดิวดิลิเจ้นท์ ก่อนออกหุ้นเพิ่มทุน 
    
    นาย Philippe G.J.E.O Damas ประธานกรรมการบริหาร TMB กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ ทั้ง 2 ธนาคารจะเริ่มการเข้าตรวจสอบสถานะการเงิน (Due Diligence) และการเจรจาร่วมกันเกี่ยวกับสัญญาหลักระหว่างคู่สัญญา โดยมองว่า การดำเนินการดังกล่าวนั้นยังคงต้องใช้เวลา 2-3 เดือน หรือเป็นปี ส่วนใครจะเป็น CEO การดำเนินการด้านพนักงงานจะเป็นอย่างไรนั้นคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาต่อไป
    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB กล่าวว่า ธนาคารคาดภายหลังจากทำ Due Diligence ธนาคารจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นนัดพิเศษ เพื่อขอความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นในการเพิ่มทุน ซึ่งผู้ถือหุ้นหลักของธนาคาร คือ ING และกระทรวงการคลัง ส่วนสัดส่วนการถือหุ้น หรือ สัดส่วนการเพิ่มทุนจะเป็นเท่าไหร่นั้นยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากต้องรอดูการทำ Due Diligence แต่ยืนยันว่า กระบวนการโอนหุ้นจะจบภายในสิ้นปีนี้แน่นอน
    “สำหรับผู้ถือหุ้นหลัก ทั้งกระทรวงการคลัง ING และ TCAP จะถือหุ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ระดับเท่ากับ 20% หรือมากกว่า ทั้งนี้ หลักการคือ การทำ Due Diligence นั้นจะต้องเป็นที่พอใจ ถึงจะเกิดการเพิ่มทุนและการควบรวมในระยะต่อไปได้”นายปิติ กล่าว
    สำหรับ TMB นั้น จะเป็นฝ่ายดำเนินการจัดหาเงินทุน มูลค่าประมาณ 1.3-1.4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ประมาณ 70% ของเงินทุนที่ต้องจัดหาทั้งหมดนั้น จะมาจากการออกหุ้นเพิ่มทุน และส่วนที่เหลือจะดำเนินการจัดหาด้วยการออกตราสารหนี้ ในส่วนการออกหุ้นเพิ่มทุนนั้น จะแบ่งสรรเป็น 2 ส่วนใหญ่ โดยการเพิ่มทุนส่วนแรกมูลค่า 50,000-55,000 ล้านบาท เป็นการออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ TCAP และ BNS โดยเบื้องต้น คาดว่าหุ้นเพิ่มทุนของ TNB จะมีมูลค่าเท่ากับ 1.1 เท่าของมูลค่าทางบัญชีที่ปรับปรุงล่าสุดภายหลังจากการเพิ่มทุนและกระบวนการต่างๆ ที่จะมีการกำหนดไว้ต่อไปในสัญญาหลัก สำหรับหุ้นเพิ่มทุนส่วนที่เหลือ 40,000-45,000 ล้านบาทนั้น TMB จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นปัจจุบันของธนาคารโดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นหลักในปัจจุบัน รวมทั้งอาจออกหุ้นเพื่อเสนอขายหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นปัจจุบันรายอื่นๆหรือนักลงทุนรายใหม่ในวงจำกัดอีกด้วย

*** มั่นใจเพิ่มความแข็งแกร่ง 

    นายศุภเดช ภูมิพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร จาก TCAP กล่าวว่า TCAP จะเป็นผู้ถือหุ้นหลักในธนาคารแห่งใหม่มากกว่า 20% โดยมีขนาดสินทรัพย์สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งธนาคารประเมินว่า การควบรวมในครั้งนี้ จะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และสร้างผลตอบแทนตลอดจนกำไรที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในระยะข้างหน้า โดยธนาคาร TBANK จะดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อให้มีขนาดสินทรัพย์ใกล้เคียงกับ TMB โดย TBANK จะเสนอขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยและเงินลงทุนอื่นๆ ทั้งในบริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่บริษัทจดทะเบียน โดยคาดว่า บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท บริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด และ บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
    รวมถึงเงินลงทุน ในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท เอ็มบี เค จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปทุมไรซ์มิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) และเงินลงทุนในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์บางบริษัท จะถูกเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นปัจจุบัน ซึ่งได้แก่บริษัททุนธนชาต และ/หรือ BNS และ/หรือ ผู้ถือหุ้นรายย่อย
    “หลังจากนี้ TCAP พร้อมจะเข้าไปซื้อเงินลงทุนในบริษัทย่อยทั้งหมด ที่ธนาคารธนชาตถืออยู่ในปัจจุบัน เพื่อลดขนาดสินทรัพย์ของ TBANK ลงเพื่อให้เท่ากับ TMB แต่ในส่วน TCAP จะยังคงสถานะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดิม”นายศุภเดช กล่าว 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด