ข่าวนี้ที่ 1

KTC โดดชิงเค้กสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ หวังดันกำไรก้าวกระโดด

KTC โดดชิงเค้กสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ หวังดันกำไรก้าวกระโดด

     "เคทีซี" ประกาศแตกไลน์ 3 ธุรกิจใหม่ นำโดย "นาโน-พิโกไฟแนนซ์ e-wallet และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ" คาดเริ่มให้บริการ Q2/62 ล่าสุดอยู่ระหว่างขออนุญาตจาก ธปท. ชี้ธุรกิจใหม่ช่วยกระจายรายได้จากธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล  "ซีอีโอ"ย้ำ  ต้องปรับตัว หวังดันผลงานเติบโตต่อเนื่อง ด้านโบรกฯ เคาะเป้าสูงสุด 45 บาท ต่ำสุด 29 บาท

    บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC)เปิดเผยในงาน ให้ข้อมูลนักลงทุนในงาน Opportunity Dayโดยมีนายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายชุติเดช ชยุติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เป็นผู้ให้ข้อมูล แตกไลน์ 3 ธุรกิจใหม่ คาดไตรมาส 2/62 เปิดให้บริการ 

*** ลุยธุรกิจนาโน-พิโกไฟแนนซ์ และ e-wallet  
    บริษัทมีแผนที่จะเปิดการให้บริการใหม่ 3 ประเภท อย่างแรก คือ ธุรกิจนาโน-พิโกไฟแนนซ์ ซึ่งขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะออกใบอนุญาตประกอบกิจการ โดยคาดว่าภายในไตรมาส 2/62 จะเปิดให้บริการได้ ซึ่งรูปแบบธุรกิจจะต้องมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมา โดยพิโกนั้น จะทำธุรกิจใน 1 จังหวัด ต่อ 1 บริษัท ส่วนนาโน ตั้ง 1 บริษัทก็สามารถให้บริการได้ทั่วประเทศ ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นที่ กทม. เป็นหลัก ก่อนขยายไปยังปริมณฑล และ ในจังหวัดอื่นๆต่อไป
    นอกจากธุรกิจนาโน-พิโกไฟแนนซ์ บริษัทจะทำธุรกิจอี-วอลเลท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอ ธปท. อนุมัติเช่นเดียวกัน ซึ่งทางบริษัทได้ส่งเรื่องไปพร้อมกันแล้ว

*** ลงสนามสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ
    ธุรกิจที่ 3 ที่จะแตกไลน์มาทำ คือ ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน แต่ทั้งนี้จะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นทั้งทางธนาคารกรุงไทย และ นายมงคล ประกิตชัยวัฒนา เนื่องจากถือหุ้นมากกว่า 10% โดยรูปแบบธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของสินเชื่อบุคคล ซึ่งสามารถคิดดอกเบี้ยได้สูงสุด 28%
      “ธุรกิจนาโน ถ้าผ่าน ธปท. ก็จบ แต่พิโก ต้องไปผ่านคลังด้วย ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจ ทาง KTB ถือหุ้น 24.95% ส่วนอี-วอเลท ก็รอทาง ธปท. ไฟเขียวเช่นกัน ซึ่งเราส่งเรื่องไปพร้อมกัน โดยคาดว่าเดือนมี.ค.น่าจะจบ เบื้องต้นธุรกิจทั้ง 3 อย่างนี้เราอาจจะทำได้ดี หรือ ไม่ดีก็ได้ เราศึกษาจากคู่แข่งที่ทำมาก่อน แก้ไข หรือ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีธุรกิจไหนที่เริ่มต้นทำแล้วจะกำไรในทันที ปีนี้อาจยังไม่เห็นเป็นรูปร่าง แต่เชื่อว่าปีหน้ากำไรจะโตก้าวกระโดด ซึ่งปีนี้เรายังมั่นใจว่ากำไรจะโต 10% และ ก็นิวไฮในทุกๆปี”
    ในปีนี้การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญของบริษัทจะลดลงจากปีก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทมีการตั้งสำรองที่สูงมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ และการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน (Credit cost) ประมาณ 6%

*** มีแผนออกหุ้นกู้ปีนี้ 8,000-10,000 ล้านบาท
    ทางด้านหนี้สูญรับคืนในปีนี้คาดจะมากกว่าปีก่อนที่อยู่ 3,342 ล้านบาท โดยสามารถบันทึกกลับมาเป็นรายได้ให้กับบริษัท ซึ่งการทวงถามหนี้จากลูกหนี้นั้นดำเนินการทั้งจากบริษัทเอง และ บริษัทรับจ้างติดตามหนี้
    นอกจากนี้ บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้ในปีนี้ วงเงิน 8,000-10,000 ล้านบาท เพื่อชยเชยหุ้นกู้ชุดเดิมที่จะครบกำหนดประมาณ 8,600 ล้านบาท และ เพื่อมารองรับการขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ชุดเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9% โดยปัจจุบันบริษัทยังมีวงเงินอยู่กับธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 24,000 ล้านบาท
    
*** ซีอีโอ ย้ำต้องปรับตัว-แตกไลน์หาธุรกิจใหม่ๆ
    สำหรับการดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารนั้น จะครบวาระในเดือนพ.ย.นี้ ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ส่วนตัวไม่มีความกังวลกับการทำงาน หรือ การดำเนินธุรกิจ แต่สิ่งที่กังวล คือ ความล่าช้า เพราะจะกระทบต่อแผนของบริษัทที่วางไว้
      “ความกังวลผมมีเรื่องเดียว คือ เวลา เพราะมันทำเราช้า ซึ่งถ้าวันนี้เราได้ไลเซ่นส์ วันพรุ่งนี้เรา run ธุรกิจได้เลย ส่วนภาวะเศรษฐกิจ และการแข่งขัน ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว เราจึงต้องปรับตัว และแตกไลน์หาธุรกิจใหม่ๆ มาชดเชยในสิ่งที่เราทำไว้แล้วนอกเหนือจากบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ซึ่งเราบอกได้เลยว่าเราทำได้ดี” 
   
*** ส่งซิกยอดใช้จ่ายผ่านบัตร Q1/61 ลดลง QoQ 
    ส่วนแนวโน้มยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรไตรมาส 1/62 คาดว่าจะลดลงจากไตรมาส 4/61 เนื่องจากไตรมาส 4 เป็นไตรมาสที่มีการเติบโตสูงสุด ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมากำลังซื้ออาจจะกลับมาบ้าง แต่ต้องติดตามในช่วงเลือกตั้งว่าจะเกิดการจับจ่ายที่มากขึ้นหรือไม่ โดยเชื่อว่าไตรมาส 2/62 ผลการดำเนินงานจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เนื่องจากในวันหยุดยาว และ เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย

*** มุมมองนักวิเคราะห์มีทั้งแนะซื้อ และอยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำ
    KTC รายงานผลประกอบการประจำปี 2561 มีกำไรสุทธิ 5,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,304 ล้านบาท จากการสร้างรายได้จากธุรกิจหลักทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ขณะที่มูลค่าหนี้สูญที่ได้รับคืนคงเพิ่มจำนวนสูงขึ้น บริษัทสามารถบริหารและจัดหาเงินกู้ยืมทำให้ต้นทุนยังคงอยู่ระดับต่ำ
    ผู้สื่อข่าวได้ทำการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ "ซื้อ" หุ้น KTC เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้นและการตั้งสำรองลดลง และแม้การแข่งขันจะรุนแรงในกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ แต่ KTC มีจุดเด่นโปรโมชั่นที่หลากหลายและจับกลุ่มลูกค้าที่มีเป้าหมายแตกต่าง นอกจากนี้ ธุรกิจใหม่นาโนและพิโกไฟแนนซ์ยังมีความน่าสนใจ 
 
    บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) แนะนำ"BUY" ราคาเหมาะสมที่ 45 บาท
    บล.บัวหลวง แนะนำ"ซื้อ" เป้าหมายพื้นฐาน 43 บาท
    บล.ฟิลลิป แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 41 บาท
    บล.เคทีบี (ประเทศไทย)  แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสม 35.00 บาท
    
    ขณะที่อีกหลายค่ายอยู่ระหว่างการปรับมูลค่าและคำแนะนำ  มองว่าธุรกิจใหม่อาจต้องใช้เวลาทำตลาดอย่างน้อย 2-3 ปี และกลุ่มธนาคารจะเข้ามาในตลาดสินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้นทำให้มีความเสี่ยงเชิงลบ
    บล.ทิสโก้ แนะนำถือ อยู่ระหว่างการปรับมูลค่าใหม่จากเดิมที่ 37 บาท
    บล.โนมูระ พัฒนสิน แนะนำ NEUTRAL ราคาเป้าหมาย 29 บาท
    บล.เคจีไอ แนะนำ Under review

 
 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด