ข่าวนี้ที่ 1

PTTEP กำไร Q1 ทรุด 7% ยืนเป้ายอดขาย 3.2 แสนบาร์เรล/วัน

PTTEP กำไร Q1 ทรุด 7% ยืนเป้ายอดขาย 3.2 แสนบาร์เรล/วัน

    "ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม" แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/62 มีกำไรสุทธิ 12,479 ล้านบาท ลดลง 6.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เหตุขาดทุนประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 23% รายได้รวมอยู่ที่ 45,147 ลบ.เพิ่มขึ้น 15% ส่วนทั้งปี 62 คาดปริมาณขายอยู่ที่ 321,000 บาร์เรล/วัน มองราคาน้ำมันดิบดูไปเฉลี่ย 60-70 เหรียญฯ พร้อมรักษาต้นทุนต่อหน่วยที่ 31 เหรียญฯ  เดินหน้ากลยุทธ์  Expand & Execute

*** PTTEP กำไร Q1/62 ที่ 1.25 หมื่นลบ. 
    
    บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP สรุปผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2562 มีกำไรสุทธิ 12,479.16 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 3.03 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,380.71 ล้านบาท
    นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) กล่าวว่า ไตรมาส 1/62 มีกำไรสุทธิ 394 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลง 29 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือร้อยละ 7 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 423 ล้านดอลลาร์ สรอ.กำไรจากการดำเนินงานปกติในไตรมาส 1 ปี 2562 จำนวน 374 ล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้น 70 ล้านดอลลาร์ สรอ. เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2561 ที่มีกำไร 304 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 167 ล้านดอลลาร์ สรอ. จากปริมาณการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้น และค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 51 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยหลักจากโครงการบงกชที่มีการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนเพิ่ม รวมทั้งค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 34 ล้านดอลลาร์ สรอ. และค่าภาคหลวงและค่าตอบแทนสำหรับปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 18 ล้านดอลลาร์ สรอ. ตามรายได้ค่าขายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น
    หากพิจารณาเฉพาะกำไรจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติในไตรมาส 1/62 จำนวน 20 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลง 99 ล้านดอลลาร์ สรอ. เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/61 ที่มีกำไร 119 ล้านดอลลาร์ สรอ. สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 69 ล้านดอลลาร์ สรอ. เนื่องจากค่าเงินบาทในไตรมาส 1/62 แข็งค่าขึ้นเพียง 0.64 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. ซึ่งน้อยกว่าไตรมาส 1/61 ที่แข็งค่าขึ้น 1.45 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. รวมทั้งขาดทุนจากอนุพันธ์ทางการเงินเพิ่มขึ้น 39 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยหลักจากการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน
    บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ ในไตรมาส 1/62 ที่ 374 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเทียบเท่า 11,847 ล้านบาท ปรับสูงขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปี 61 ที่ 304 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเทียบเท่า 9,578 ล้านบาท 
    บริษัทมีกำไรจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ ประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลงเมื่อเทียบกับ 119 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าน้อยลง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีกำไรสุทธิ 394 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือ เทียบเท่า 12,479 ล้านบาท ลดลงประมาณ 7% จาก 423 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเทียบเท่า 13,381 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 61

*** มีรายได้รวม 45,147 ลบ.เพิ่มขึ้น 15%
    
    ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/62 ปตท.สผ.มีรายได้รวม 1,428 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเทียบเท่า 45,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบกับ 1,240 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเทียบเท่า 39,105 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยหลักมาจากปริมาณการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 319,230 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เมื่อเทียบกับ 293,099 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในไตรมาสเดียวกันของปี 61 จากความสำเร็จในการซื้อสัดส่วนเพิ่มเติมในโครงการบงกช
    ประกอบกับราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเป็น 46.21 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เมื่อเทียบกับ 44.01 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในไตรมาส 1/61 ส่งผลให้มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานจำนวน 943 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือเทียบเท่า 29,815  ล้านบาท และมีระดับอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ที่ 76%

*** ปี 62 คาดปริมาณขายอยู่ที่ 321,000 บาร์เรล/วัน
     
    แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 62 ของบริษัทขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปริมาณการขาย ราคาขายและต้นทุน โดยบริษัทได้ติดตามและปรับเปลี่ยนแนวโน้มผลการดำเนินงานสำหรับปี 62 ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานและสภาวะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบริษัทโดยคาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยของไตรมาส 2 ปี 2562 และทั้งปี 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 330,000 และ 321,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากสัดส่วนการลงทุนเพิ่มในโครงการบงกชตั้งแต่กลางปี 2561
    
*** มองแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 60-70 เหรียญฯ

    สำหรับแนวโน้มราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบปี 2562 คาดว่าจะมีความผันผวนและเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 60-70 ดอลลาร์ สรอ.ต่อบาร์เรล เนื่องจากอุปทานของสหรัฐฯจะยังคงอยู่ในระดับสูงและคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นหลังจากท่อขนส่งน้ามันดิบขยายกาลังส่งได้ภายในครึ่งปีหลัง เพื่อชดเชยการผลิตจากประเทศอื่น ๆ เช่น เวเนซุเอลา อิหร่าน และซาอุดิอาระเบีย ที่มีแนวโน้มจะลดลง อีกทั้งท่าทีของสหรัฐฯ ที่อาจจะบังคับใช้มาตรการคว่าบาตรทางด้านนิวเคลียร์ต่ออิหร่านอย่างเต็มรูปในเดือนพฤษภาคม รวมถึงความร่วมมือในการลดกาลังการผลิตของกลุ่มโอเปก (OPEC) และนอกกลุ่ม โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย และรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลต่ออุปทานมีแนวโน้มที่จะตึงตัวตลอดทั้งปี 2562ราคาน้ำมันดิบของบริษัทจะผันแปรตามราคาน้้ำมันดิบในตลาดโลก
    นอกจากนี้ คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยของไตรมาส 2 ปี 2562 และทั้งปี 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 6.9 ดอลลาร์ สรอ. ต่อล้านบีทียู ตามลำดับ เป็นผลจากการปรับตัวของราคาน้ามันดิบในตลาดโลก (บนสมมติฐานราคาน้ามันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2562 ที่ 66 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล)

*** รักษาต้นทุนต่อหน่วยที่ 31 เหรียญฯ     
    
    สำหรับไตรมาส 2 ปี 2562 และทั้งปี 2562 ปตท.สผ. คาดว่าจะสามารถรักษาต้นทุนต่อหน่วยได้ที่ประมาณ 32 และ 31 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และคาดว่า EBITDA Margin ปี 2562 อยู่ที่ 70-75% ของรายได้จากการขาย
    สิ้นไตรมาส 1/62 บริษัทมีเงินสดในมือ 4.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งเพียงพอสำหรับการชำระมูลค่าการเข้าซื้อกิจการของ Murphy ในมาเลเซีย ประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ที่คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาส 2 ปีนี้ และยังคงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.16 เท่า ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการเงินของบริษัท และมีสภาพคล่องพร้อมรองรับแผนการลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตให้เป็นไปตามแผนงาน รวมถึงรองรับค่าใช้จ่ายเพื่อเร่งพัฒนาโครงการต่าง ๆ การเจาะสารวจตามแผนการลงทุน และการเข้าซื้อกิจการที่สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของบริษัท

*** เดินหน้ากลยุทธ์  Expand & Execute

    นายพงศธร กล่าวว่า บริษัทได้เดินหน้าดำเนินธุรกิจภายใต้แผนกลยุทธ์ใหม่ "Expand & Execute" ซึ่งเป็นกลยุทธ์เชิงรุกตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้หลายด้าน ทั้งการเข้าไปลงทุนในตะวันออกกลาง โดยการได้รับสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่ง 2 แหล่ง ร่วมกับพันธมิตรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพปิโตรเลียมสูงแห่งหนึ่งของโลก และการขยายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญคือการเข้าซื้อกิจการของ เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการขายและสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ทันที รวมถึงการได้รับสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แปลงนอกชายฝั่งมาเลเซียเช่นกัน ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะช่วยสร้างการเติบโตให้ ปตท.สผ. ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
    ในส่วนของ Expand ปตท.สผ. จะให้ความสำคัญกับการขยายการลงทุนในพื้นที่ที่มีความชำนาญ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพปิโตรเลียมสูง จะร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อขยายการลงทุนต่อไป นอกจากนี้ ปตท.สผ. จะการเร่งพัฒนาธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ผ่านบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน
    สำหรับด้าน Execute นั้น จะเน้นการเพิ่มปริมาณการผลิตและการสร้างมูลค่าของโครงการปัจจุบัน รวมถึงการเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมโดยเร่งรัดกิจกรรมในโครงการซึ่งอยู่ในระยะสำรวจ และการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในโครงการหลักที่อยู่ระหว่างรอการพัฒนา เช่น โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน นอกจากนี้ จะดำเนินการในแหล่งบงกชและเอราวัณในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติ และบริหารต้นทุนการดำเนินงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด