ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหวั่นรัฐบาลใหม่อ่อนแอ กดดัน SET ลงแตะ 1,570 จุด

กูรูหวั่นรัฐบาลใหม่อ่อนแอ กดดัน SET ลงแตะ 1,570 จุด

    วงการมองการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าจะเป็นลบต่อ SET แถมหวั่นใจรัฐบาลใหม่เสถียรภาพอ่อนแอ คาดมาจากหลายขั้ว เสียงก้ำกึ่ง ประเมินแย่สุดกดดันดัชนีลงแตะ 1,570 จุด ขณะที่ล่าสุด กกต. เผยจะประกาศผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการทั้งหมดภายในสัปดาห์นี้ รับรองผลเป็นทางการ 9 พ.ค.นี้ ขณะที่สองพรรคใหญ่ พปชร. และเพื่อไทย เดินหน้าจีบพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ส่วนหุ้นไทยวานนี้ (25 มี.ค.) ปิดลบ 20 จุด เหตุภาพรัฐบาลใหม่ยังไม่ชัด-กังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
 
*** โบรกฯ กังวลเสถียรภาพรัฐบาลชุดใหม่ - กรอบดัชนีฯ 1,570 - 1,700 จุด 
    น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า หลังจากเลือกตั้งคงต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการจับขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและยังมีประเด็นเรื่องการร้องเรียนในบางเขตที่ต้องติดตาม ซึ่งภาพที่ยังไม่ชัดเจนแบบนี้ยังกดดันให้บรรยากาศการลงทุนยังไม่สดใส และบรรยากาศการลงทุนต่างประเทศยังไม่ดี กดดันอีกทาง โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีฯ ในช่วงที่ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ไว้ที่ 1,570 - 1,700 จุด 
    โดยคะแนนที่ไม่ทิ้งขาดระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐอยู่ในช่วงระหว่างประกาศการรวบรวมคะแนนเสียง ซึ่งต้องรอดูว่าพรรคใดรวบรวมได้ก่อน โดยมองว่าไม่ว่าพรรคใดรวมได้ก่อนคงไม่แตกต่าง เพราะคะแนนที่รวบรวมคงไม่ห่างกันมาก 
    "ช่วงนี้หากยังไม่สามารถรวบรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้ SET เคลื่อนไหวผันผวนมีโอกาสอ่อนตัวลงแนวรับที่ 1,570 จุด ได้ โดยแนะนำให้นักลงทุนรอซื้อหุ้นเมื่ออ่อนตัว" น.ส.ธีรดากล่าว 
    มองหุ้นที่ขับเคลื่อนจากปัจจัยในประเทศ (Domestic) อาทิ CPALL และหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อาทิ SCCC , STEC ซึ่งหลังจากจัดตั้งรัฐบาลได้ นักลงทุนยังต้องรอดูแนวทางนโยบายการบริหารอีกครั้ง เพราะการฟอร์มทีมที่ใช้คนมากการกำหนดนโยบายต่างๆ ต้องติดตามอย่างละเอียด ด้านเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติคาดว่าคงรอการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจนก่อนถึงไหลเข้ามา 
    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่อาจต้องใช้เวลานานประมาณ 1-2 เดือนนี้ เพื่อหาข้อสรุปการเจรจารวมพรรค ก่อนจะประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ช่วงวันที่ 9 พฤษภาคมนี้  ระหว่างนี้ภาพรวมตลาดยังอยู่ในช่วงที่ต้องติดตาม และคาดเดาว่าใครจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งคาดว่ารอบนี้การจัดตั้งรัฐบาลคงมีไม่น้อยกว่า 5 พรรค ซึ่งความมีเสถียรภาพอาจน้อยกว่าการเลือกตั้งในครั้งก่อนๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลมีไม่กี่พรรค ซึ่งต้องติดตามการบริหารงานหลังจากจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ 
     ระยะสั้นรายสัปดาห์ประเมินกรอบดัชนีฯ ไว้ที่ 1,610-1,640 จุด ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวทั้งปีประเมินไว้ที่ 1,600-1,705 จุด ซึ่งยังคงแนะนำหุ้นที่มีรายได้ฟื้นตัว อาทิ PTT,STPI หุ้นที่มีรายได้เติบโตจากการลงทุนในประเทศ อาทิ BBL,BJC,BGRIM,JMT,M,STEC และหุ้นที่ผันผวนน้อยอย่าง BCH  
     
*** หวั่นรัฐบาลใหม่เสถียรภาพอ่อนแอ เหตุมาหลายจากขั้วอำนาจ
    บล.ทรีนีตี้ คาดระยะสั้น SET Index แปรผกผันต่อการจัดตั้งรัฐบาล หากการจัดตั้งสามารถเกิดขึ้นได้เร็วและมีนายกฯ ที่มาจากขั้วการเมืองเดียวกับเสียงข้างมากในสภาล่าง คาดนักลงทุนจะยอมรับได้ ซึ่งในกรณีนี้ดัชนีก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,680 จุด ซึ่งเป็นระดับเทียบเท่า Forward PE ปี 2020E ที่ 14 เท่า (Magic number)หากดัชนีขึ้นไปถึงบริเวณนั้น มองเป็นจุดลดน้ำหนักการลงทุนที่สำคัญ ในทางกลับกันหากการรวบรวมเสียงและการจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า มองว่าดัชนีมีโอกาสย่อตัวลงมาที่บริเวณแนวรับได้
     บล.กรุงศรี ประเมินว่าหากพรรคพลังประชารัฐได้เสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลร่วมได้ มองเป็นบวกต่อการลงทุน เพราะสามารถสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง แต่หากพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากและจัด
ตั้งรัฐบาลร่วมได้ มองเป็นลบต่อทิศทางการลงทุนเพราะมีความไม่แน่นอนต่อภาพการเมืองในอนาคต
     บล.ฟินันเซียไซรัส มองพรรคภูมิใจไทยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด หากจับขั้วกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็กอื่นๆ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เสียงเกิน 260 เสียง หากเป็นภาพดังกล่าวจะช่วยหนุน หุ้นที่อ้างอิงกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่และ EEC รวมถึงหุ้นรับอานิสงส์จากการกระตุ้นการบริโภคผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเน้นฐานล่าง
     บล.ยูโอบีเคย์เฮียน มองผลการเลือกตั้งพลังพลังประชารัฐมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคขนาดกลางที่เป็นเป้าหมายในการร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ อาจส่งผลบวกต่อการเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มชิโนโทย อาทิ STEC, STPI แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจทำให้รับรองผลล่าช้า สุ่มเสี่ยงต่อการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
    บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี  มองคะแนนทั้ง 2 ฝ่าย คือพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ คาดไม่มีฝ่ายไหนได้คะแนนเสียงขาดลอย ซึ่งตรงนี้เองที่อาจทำให้ตลาดมองว่าการเมืองไทยยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอต่อไป ดังนั้น ทิศทางดัชนี SETจะเป็นในลักษณะขึ้นไปก่อน แล้วค่อยๆ ซึมรับข่าวความคืบหน้าของการจัดตั้งรัฐบาลหากไม่มีอะไรคืบหน้า หรือเป็นไปตามที่ตลาดคาด คือจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีคะแนนเสียงไม่ขาด ดัชนี SET จะค่อยๆ ซึมลง และแกว่งออกข้าง 
     บล.เอเซียพลัส เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในช่วง Q3/62 จะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการสานต่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยในปีนี้คาดว่าจะสามารถเปิดขายซองประมูลได้รวมทั้งสิ้นราว 1.4 ล้านล้านบาท และการกระตุ้นการบริโภคครัวเรือนดังที่เคยหาเสียงไว้ ที่สำคัญคือการเสนอขึ้นปรับเพิ่มขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยเฉลี่ยทุกๆ พรรคอยู่ 400 บาท/วัน หรือเพิ่มขึ้น 23% จากปัจจุบันอยู่ที่ 308-330 บาท/วัน ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ หลักๆ คือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มค้าปลีก แต่สถิติในอดีตช่วงที่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำพบว่าแนวโน้มการเติบโตของ SSSG จะปรับตัวดีขึ้น
     
*** กกต.สรุปผลเลือกตั้งทางการ 9 พ.ค.นี้
    นายจรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ และ นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงข่าวเรื่องภาพรวมการเลือกตั้งว่า  4 โมงเย็นวันนี้ (25/03/19) จะเปิดเผยผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พร้อมประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ 9 พ.ค.นี้ ส่วนเรื่องบัตรเกิน - บัตรเสีย เตรียมเคลียร์วันที่ 29 มี.ค.ยันข้อมูลผิดพลาดจากบุคคล - ระบบถูกแฮ็ค  
    โดยพรุ่งนี้ (26 มี.ค.) ผู้อำนวยการเขตของ กกต.แต่ละจังหวัด จะส่งเอกสารผลคะแนนการเลือก
ตั้งทั้งหมดเข้ามาที่ กกต. คาดว่าจะรายงานข้อสรุปต่าง ๆ ภายในวันที่ 29 มี.ค.นี้ เช่น กรณีบัตรเลือกตั้งเกิน บัตรเสีย  และความผิดพลาดอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น โดยจะรายงานผลการเลือกตั้งทั้งสิ้น 95%  
    ส่วนผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ 100% จะประกาศในวันที่ 9 พ.ค.62 โดยต้องรอประมวลผลด้านความสุจริตเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง และผ่านขั้นตอนใบเหลือง ใบแดง และใบส้ม ก่อน
     ทั้งนี้ นับตั้งแต่ประกาศวันเลือกตั้ง มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการนับคะแนนรวม 110 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในแต่ละกรณี
     ขณะเดียวกันชี้แจงว่า การรายงานผลการเลือกตั้งที่คลาดเคลื่อน เกิดจากการประมวลผลของสื่อ เพราะ กกต.ป้อนข้อมูลดิบเท่านั้น ผ่านแอปพลิเคชัน ECT Rapid Report ซึ่งไม่ทราบว่าสื่อแต่ละแห่งนำข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาต่ออย่างไร
     ส่วนประเด็นการนับคะแนนผิดในบางเขตการเลือกตั้งเกิดจากความผิดพลาดส่วนบุคคล (Human Error)ของเจ้าหน้าที่ประจำเขต ซึ่งยอมรับว่าบางรายเป็นชาวบ้านทั่วไป รวมถึงถูกโจมตีระบบจากกลุ่มแฮ็คเกอร์ โดยที่ผ่านมาระบบของ กกต.ถูกโจมตีไปแล้วถึง 3 ครั้ง
      ด้านกรณีบัตรเลือกตั้ง 1,500 ใบ จากเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ถูกส่งมาถึงไทยตั้งแต่คืนวันที่ 23 มี.ค.62 เวลา 22.00 น. ส่วนประเด็นนำส่งมาที่ กกต.ล่าช้าได้อย่างไรอยู่ระหว่างการตรวจสอบ คาดทราบผลภายในวันที่ 26 มี.ค.นี้ 
      
*** "อนุทิน" งดคุยเรื่องจัดตั้งรัฐบาล จนกว่าจะรู้ผลทางการ 
    นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว "อนุทิน ชาญวีรกูล" ว่า “อดทนรอให้เวลา กกต.ทำงาน ครับ พรรคภูมิใจไทย จะไม่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล จนกว่ากกต.จะประกาศผลอย่างเป็นทางการ
  
*** พปชร. เตรียมประชุมยุทธศาสตร์-จีบพรรคร่วม  
    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ทางพรรคจะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อหารือถึงผลการเลือกตั้ง ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศในวันนี้ว่าจะมียุทธศาสตร์ในการเดินหน้าอย่างไร โดยผู้บริหารพรรคจะไปพูดคุยกับพรรคการเมืองที่ทีแนวความคิด อุดมการณ์ จุดร่วมแบบเดียวกันเพื่อเดินหน้าประเทศต่อไป ซึ่งจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ มีคะแนนสูสีกัน
มาก  
      ส่วนกระแสที่คาดว่า พปชร.จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นั้นขอรอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน เพื่อจะได้ทราบจำนวน ส.ส.ที่เป็นจริง  จึงจะรู้ว่า เราจะรวมกับพรรคการเมืองใดได้บ้าง ตอนนี้ ยังถือว่าเร็วเกินไป ที่จะตอบว่าเราจะจับมือกับพรรคใดบ้าง แต่การเป็นรัฐบาล อย่างน้อยเราต้องมี ส.ส. 251 เสียง  เพื่อแถลงนโยบาย  และพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 

*** "วิษณุ" กังวลเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ เหตุขั้วจัดตั้งคะแนนสูสี
     นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การจัดตั้งรัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาลว่า น่ากังวล เพราะถ้าตัวเลขใกล้เคียง อาจจะกระทบเสถียรภาพของรัฐบาล ต้องรอความชัดเจนมากขึ้น ทั้งการประกาศผลคะแนนมากถึง 95% หรือประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการหรือใกล้จะเป็นทางการ ซึ่งจากประสบการณ์ทุกครั้งที่ผ่านมา จะมีการแจกใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง จะมีการร้องเรียน จะมีการคิดเรื่องเฉลี่ยบัญชีรายชื่อ ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยทำมาก่อน วิธีคำนวณที่ผ่านมาทำกันอย่างหยาบๆ เท่านั้น ซึ่ง กกต.ก็กำหนดไทม์ไลน์ไว้แล้วว่าจะต้องสรุปผลอย่างเป็นทางการไม่เกิน 9 พ.ค.  
      "ถ้าใครคิดว่าเป็นพรรคใหญ่อันดับ 1 มีสิทธิคุยไปก่อน แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ได้ตัดสิทธิพรรคเล็ก 2 เสียง 3 เสียง ที่เขาจะคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ เพราะทุกพรรคทุกคนก็ถือเป็นผู้แทนราษฎร  แต่ในสภา อาจจะต้องให้พรรคที่ใหญ่ที่สุดเป็นคนเสนอชื่อก่อน แล้วก็ว่ากันตาม มาตรา 272" นายวิษณุ ระบุ 

*** "เพื่อไทย" ประกาศชัยชนะ ยันรวบรวมพรรคตั้งรัฐบาลได้ไม่ต่ำกว่า 300 เสียง
    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยในการแถลงจุดยืนของพรรค  ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  จะประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.350 เขตอย่างไม่เป็นทางการในเวลา 16.00 น.ของวันนี้ (25/03/19) ว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต โดยได้เสียง ส.ส.ราว 137 ที่นั่ง และมีความชอบธรรมที่จะรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยจากนี้พรรคจะร่วมงานกับพรรคที่ประกาศตัวชัดเจนเรื่องการปฏิเสธการสืบทอดอำนาจ และยังคงเดินตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง พร้อมย้ำว่าสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน สมควรทำตามเสียงของประชาชน
      ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค กล่าวเสริมว่า เท่าที่ตรวจสอบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ทราบว่า พท. ได้ว่าที่ ส.ส. แบบแบ่งเขต 137 ที่นั่ง โดยถือเป็นพรรคอันดับ 1 ส่วนพรรคอันดับ 2 ได้ 112 ที่นั่ง จากนี้จะประสานกับพรรคการเมืองร่วมอุดมการณ์เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยหากรวมกับเสียงของพรรคเพื่อไทยแล้ว พรรคในกลุ่มนี้คาดว่าจะได้รับการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งแขตเข้ามามากกว่า 300 เสียง 
     
***SET Index ปิดแดนลบ 20 จุด 
    ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (25/03/19) ปิดทำการที่ระดับ 1,625.91 จุด ลดลง 20.38 จุดหรือ 1.24% มูลค่าการซื้อขาย 4.7 หมื่นล้านบาท ระหว่างวันปรับลงไปแตะจุดต่ำสุด 1,617.89 จุด หรือลดลง 28 จุด ก่อนจะรีบาวน์ขึ้นมาได้ในช่วงท้ายตลาด และปิดลบ 20.38 จุด นำโดย PTT-CPALL- ADVANC กดดัชนี

*** "ภากร" เผยหุ้นไทยดิ่งตามหุ้นโลก ยันเสถียรภาพทางศก.ไทยแกร่ง
       นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันนี้เป็นไปตามภาวะตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกที่ต่างปรับตัวลดลง จากความกังวลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก 
     อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแข็งแกร่ง ในส่วนตลาดทุนไทย บริษัทจดทะเบียนไทยมีศักยภาพในการเติบโต
       ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานที่ดีและมีแนวโน้มการเติบโต และติดตามปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ส่งผลต่อการลงทุน เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

        
         







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด