ข่าวนี้ที่ 1

กูรูจ่อหั่นกำไรบจ.รอบที่ 3 โควิด-19 ยืดเยื้อมากกว่าคาด

กูรูจ่อหั่นกำไรบจ.รอบที่ 3 โควิด-19 ยืดเยื้อมากกว่าคาด

 "บล.เอเซีย พลัส" จ่อหั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้เป็นติดลบ 0.6% พร้อมเล็งปรับลดกำไรบจ.เป็นครั้งที่ 3 หวั่นโควิด-19 ลากยาวเกิน 3-4 เดือน  ด้าน"ก้องเกียรติ"ชี้หุ้นร่วงแรง เป็นโอกาสซื้อลงทุน ส่วน"ฟิทช์ ปรับลดมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก"เป็นบวก" เหลือ"มีเสถียรภาพ"  พร้อมคงอันดับเครดิตที่ BBB+ เหตุไวรัสกระทบท่องเที่ยวหนัก และยังมีความไม่แน่นอนการเมือง  

 ***  ASP คาดจีดีพีปีนี้ติดลบ 0.6%
    บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์ " EPS และ GDP Growth ปี 63 มีความเสี่ยงถูกปรับลดประมาณการลงอีก" ว่า เศรษฐกิจไทยปี 63 มีทิศทางชะลอตัว จากหลายปัจจัยรุมเร้า ไม่ว่าจะเป็น COVID-19 ที่ยืดเยื้อกระทบต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว การเมือง การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า และปัญหาภัยแล้ง เป็นต้น ทำให้มีความเสี่ยงที่อาจเข้าสู่ภาวะ Recession

    ล่าสุด  สถาบันจัดอันดับ Fitch rating ได้ปรับลด Outlook ประเทศไทยจาก Positive (+) เป็น Stable (0) และคง Credit rating ที่ BBB+ และยังปรับลด GDP Growth ปี 63 ลงมาเหลือ 1% จากเดิมคาด 2.4% เทียบกับฝ่ายวิจัย  ASP ที่คาด GDP Growth ปี 63 โต 1.6% yoy VS. Consensus คาดหดตัว 0.3% จนถึงโต 2.8% 

    ประมาณการ GDP Growth อยู่ภายใต้สมมติฐาน ที่ว่าส่งออก ติดลบ 1.5% และนำเข้า ติดลบ 0.5%, การบริโภคครัวเรือน บวก 1.7%, การลงทุนรัฐ บวก 2%, การลงทุนเอกชน บวก 1.5%, การใช้จ่ายภาครัฐ บวก 2.5% และราคาน้ำมันดิบที่ 65 เหรียญฯ/บาร์เรล

     อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทย มี Downside จะถูกปรับลงอีก โดยฝ่ายวิจัยฯเห็นว่ายังมีความเสี่ยงมาจากสมมติฐานส่งออก และการบริโภคครัวเรือน ที่มีโอกาสหดตัวมากกว่าคาด ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงทบทวนประมาณการ

    ประเมินเบื้องต้นหากปรับลด การส่งออกหดตัวเป็น 5.5% และการบริโภคครัวเรือน ติดลบ 2% โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่ จะทำให้ GDP Growth พลิกกลับมาหดตัว 0.6%

 *** แนะรัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้น
    ฝ่ายวิจัยฯ จึงคาดว่ารัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยในส่วนที่คาดว่าจะช่วยเหลือได้ จะมาจากมาตรการคลังมากกว่า ตลาดคาดว่าจะเห็นการลดอัตราภาษีฯลฯ ขณะที่นโยบายการเงินคาดหวังจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไม่น้อยกว่า 0.50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1% โดยการประชุมกนง.กำหนดไว้วันที่ 25 มี.ค.63 

    จากความกังวล COVID-19 ที่เห็นชัดมากขึ้น จากการออกมาตรการควบคุมต่างๆ ของหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทย ขณะเดียวกันบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ต่างๆยังตระหนักถึงประเด็นดังกล่าวมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางธุรกิจลดลงอย่างเห็นได้ชัด 

*** ไวรัส ฉุดกำไร 4 กลุ่มหลัก
    บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หาก COVID-19 ลากยาวออกไปเกิน 3 -4 เดือน ถือเป็นความเสี่ยงต่อประมาณการกำไรบริษัทบจ.โดยแบ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลักๆ ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

    1. หุ้นกลุ่มพลังงาน มี Market Cap ขนาดใหญ่ที่สุดและถือเป็นฐานกำไรหลักของตลาดโดยคาดกำไรสุทธิปี 63 อยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งฝ่ายวิจัยฯประเมินสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบปี 63 เฉลี่ย 40 เหรียญ/บาร์เรล ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าสมมุติฐานทุกๆ 5 เหรียญ จะกระทบต่อกำไรบจ.ราว 1 หมื่นล้านบาท

    ล่าสุดราคาน้ำมันเฉลี่ยดูไบ ytd อยู่ที่ 54.3 เหรียญ/บาร์เรล และหากให้ราคาน้ำมันดิบยืนในระดับต่ำตามราคาปัจจุบันที่ 32.5 เหรียญ/บาร์เรลจนถึงสิ้นปี 63 ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 37.5 เหรียญ/บาร์เรล ถือยังเป็น Downside ต่อประมาณการกลุ่มพลังงาน

    2. กลุ่มแบงก์พาณิชย์ คาดมีกำไรสุทธิปี 63 อยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท หากกนง. ปรับลดดอกเบี้ยลงทุกๆ 0.5% จะส่งผลต่อประมาณการกำไรราว 1 หมื่นล้านบาท รวมถึงยังมีความเสี่ยงจากค่าใช่จ่ายตั้งสำรองหนี้สูญ (ECL) ที่อาจเพิ่มขึ้น

    ปัจจุบันสมมติฐาน ECL กลุ่มฯ อยู่ที่ 1.23% (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ทั้งนี้ ทุกๆ 0.1% ของ ECL ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้กลุ่มเพิ่มประมาณ 8% และทำให้กำไรสุทธิกลุ่มต่ำลงจากประมาณการเดิม 5%

    3. กลุ่ม ICT เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของตลาด คาดมีกำไรสุทธิปี 63 อยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท หากเศรษฐกิจชะลอลง ถือเป็นความเสี่ยงต่อรายได้ที่ลดลงตาม เนื่องจาก รายได้ของหุ้นในกลุ่มมักจะเติบโตได้ดีกว่าตัวเลข GDP 2-3% หากเศรษฐกิจชะลอถือเป็นความเสี่ยงต่อประมาณการ

    4. กลุ่มขนส่งทางอากาศ และโรงแรม คาดมีกำไรสุทธิปี 63 อยู่ที่ 5.3 พันล้านบาท เดิมฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า COVID-19 ยืดเยื้อ 3-4 เดือน ซึ่งหากยืดเยื้อ ฝ่ายวิจัยฯประเมินขยายไปทุกๆ 1 -2 เดือน จะกดดันกำไรบจ.ราว 1 หมื่นล้านบาท

    อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ฝ่ายวิจัยปรับลด EPS เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 ไตรมาส  จากเดิมประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2563 ไว้ที่ 9.18 แสนล้านบาท ปรับลดลง 6.4 หมื่นล้านบาท หรือ 7% (ลดลงจากหุ้นกลุ่มน้ำมัน-ปิโตรฯ 5.7 หมื่นล้านบาท และหุ้นอื่นๆ อีก 6.9 พันล้านบาท)   เป็นกำไร อยู่ที่ 8.54 แสนล้านบาท คิดเป็น EPS63F 79.62 บาท/หุ้น  ลดลงจาก 85.59 บาท/หุ้น) ปรับลด EPS63F เพื่อสะท้อนผลกระทบจาก COVID-19 และราคานํ้ามันที่อยู่ในระดับต่ำ

*** หุ้นร่วงเป็นโอกาสช้อนซื้อสร้างกำไร 
    ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซียพลัส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) หรือ ASP เปิดเผยว่า  ภาพรวมตลาดหุ้นไทย พบว่า หลายบริษัทชั้นนำราคาหุ้นถูกกว่าพื้นฐานไปแล้ว พิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ แม้ว่าราคาหุ้นจะไม่สะท้อนต่อปัจจัยพื้นฐาน แต่เชื่อว่ามีหลายบริษัทที่น่าจะเข้าลงทุน และ ถ้าหากมองข้ามไปถึงปีหน้าการเข้าซื้อหุ้นตอนนี้จะสามารถสร้างกำไรได้

    “ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น แต่จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกก็ร่วงลงแรงเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ต้องติดตามตัวเลขผู้ติดเชื้อว่าจะมีเพิ่มขึ้น หรือ ลดลงอย่างไร เพราะนักลงทุนไม่กล้าที่จะลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ก็อาจมีรับมือได้ ถ้าหากมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ส่วนบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กก็ต้องดูว่ามีหนี้สินต่อทุน หรือ D/E มากน้อยแค่ไหน โดยตอนนี้ทุกคนต้องยอมเจ็บตัวก่อน และ รอดูว่าทางภาครัฐจะอัดฉีดเม็ดเงิน หรือ สภาพคล่องเข้ามามากน้อยแค่ไหน”ดร.ก้องเกียรติ กล่าว

     สำหรับสถานการณ์ภาพรวมต่างประเทศ  มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเชื่อว่าหากผ่านสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ไปได้จะฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเร็ว  มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ส่วนเศรษฐกิจยุโรปอาจเหนื่อย และ ฟื้นตัวช้ามากกว่าเดิม ในขณะที่ตลาดในจีน และ ฮ่องกง เป็นประเทศที่น่าสนใจ และ น่าลงทุน หลังควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้ ก็เชื่อว่าจะมีมารตการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในเร็วๆนี้

 *** ฟิทช์ ลดมุมมองไทยเป็น Stable
     ฟิทช์ เรตติ้ง ได้ปรับลดมุมมองเศรษฐกิจไทยจากเชิงบวก (Positive) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) และคงเรตติ้งไทยที่ BBB+ 

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ฟิทช์ปรับลดมุมมองเศรษฐกิจไทย เป็นผลมาจากการระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับการท่องเที่ยว รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองของไทย          อย่างไรตาม ยังคงเรตติ้งไทยที่ระดับ BBB+ ซึ่งสะท้อนให้เห็นสถานะการเงินที่แข็งแกร่งทั้งด้านการเงิน และการคลังของประเทศ ที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและการเงิน ซึ่งทำให้ไทยมีสถานะที่ดีกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียน

      ฟิทช์ เผยว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยจะลดลงเหลือ 1.0% ในปีนี้ ซึ่งลดลงจากระดับ 2.4% ในเดือน ก.ค. 62 เป็นผลมาจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยชะลอตัวเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่อีกหนึ่งปัจจัยมาจากอุปสงค์ที่ลดลง และความตึงเครียดของการแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณประจำปี และ ปัญหาภัยแล้ง

      ฟิทช์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของไทยมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นในปีหน้า โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.8% ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ภายในประเทศและนอกประเทศที่ฟื้นตัวตามแนวโน้มภูมิภาค และการบริหารภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาลไทย

     ทั้งนี้ฟิทช์ เผยว่าภาคการเงินของไทยจะยังคงเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หลังอัตราหนี้สินต่อ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นมากถึง 79.1% ในไตรมาสที่ 3/2019 รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่แย่ลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ดีฟิทช์เชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะจัดสรรกองทุนสำรองเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคต

*** เตือนภาคธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทาย
    นายโอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของ ฟิทช์เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เตือนบริษัทที่ออกหุ้นกู้และนักลงทุนว่า สถานะทางเครดิตของบริษัทในธุรกิจภาคอุตสาหกรรมของไทย น่าจะเผชิญความท้าทายในปี 2563 จากปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวม และปัจจัยเฉพาะที่กระทบต่ออุตสาหกรรมนั้นๆ

     ก่อนหน้าสถานะการโคโรน่าไวรัส บริษัทในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของไทยได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรฐกิจและกำไรที่มีการเติบโตในระดับต่ำ   การหดตัวของเศรษฐกิจที่มากกว่าที่คาดจากการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัส และการเติบโตของรายได้ที่ช้ากว่าที่คาด น่าจะเพิ่มแรงกดดันต่อสถานะทางเครดิตของบริษัทที่มีอัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง

     ฟิทช์คาดว่าการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตในเชิงลบน่าจะยังคงเพิ่มขึ้นในปี 2563 เนื่องจากสัดส่วนของบริษัทที่มีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นและมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น   อย่างไรก็ตามบริษัทส่วนใหญ่ที่ฟิทช์จัดอันดับจะยังคงมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ เนื่องจากบริษัทเหล่านั้นมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงดังกล่าว และมีระดับหนี้สินไม่สูงมาก 

    สำหรับในปี 2563 อุตสาหกรรม น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมี น่าจะได้รับผลกระทบในเชิงลบ จากอุปสงค์ที่ลดลงจากสถานะการโคโรนาไวรัสและราคาน้ำมันที่ลดลงจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามบางบริษัทอาจสามารถลดผลกระทบจากความเสี่ยงดังกล่าวจากกลยุทธ์และทรัพยากรของบริษัท หรือบริษัทมีระดับหนี้สินที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสามารถป้องกันผลกระทบต่ออันดับเครดิตได้ในระยะสั้น 

    สำหรับธุรกิจวัสดุก่อสร้างผู้ผลิตซีเมนต์รายใหญ่ของประเทศมีอัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับระดับที่เหมาะสมกับอันดับเครดิตปัจจุบัน เนื่องจากการเข้าซื้อกิจการและการลงทุนที่สูงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ที่ช้ากว่าที่คาด และกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับสูงกว่าความต้องการใช้งานน่าจะทำให้การปรับตัวลดลงของอัตราส่วนหนี้สินช้ากว่าที่คาด

     สำหรับธุรกิจโทรคมนาคมผู้ประกอบการมีการลงทุนที่อยู่ในระดับสูงและน่าจะสูงขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จากการลงทุนก่อสร้างระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G นอกจากนี้การแข่งขันด้านราคาน่าจะยังคงกดดันรายได้และการเติบโตของรายได้ของผู้ประกอบการ

*** แบงก์ไทยเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ลดลง
    นายพาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงินของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่าธนาคารไทยกำลังได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ทั้งนี้ระดับของผลกระทบต่อธนาคารจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

     อย่างไรก็ตามฟิทช์คาดว่าคุณภาพสินทรัพย์และรายได้ของธนาคารไทยน่าจะปรับตัวลดลงอย่างมากในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2562  โดยกลุ่มลูกหนี้  SME ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของสินเชื่อรวมของภาคธนาคารและเป็นกลุ่มที่มีความมีความเปราะบางค่อนข้างมากโดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรง  นอกจากนี้แม้ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส รายได้ของธนาคารโดยรวมได้เผชิญกับแรงกดดันจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำและการเติบโตที่ต่ำของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมาแล้ว    ในขณะที่ภาวะธุรกิจของภาคธนาคารมีแนวโน้มที่ไม่ดีนัก

     แต่อย่างไรก็ตามภาคธนาคารไทยยังคงมีความสามารถที่จะรับมือกับความเสี่ยงได้ในระดับที่ใช้ได้ และน่าจะช่วยป้องกันผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้บ้าง เช่น ณ สิ้นปี 2562  ธนาคารไทยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Core Equity Tier 1) ของอยู่ในที่  16.0% และมีอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ 145% อีกทั้งภาวะสภาพคล่องภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง

 ***  โควิด หนักกว่าซาส์
     ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค และนายทศพล ต้องหุ้ย ฝ่ายนโยบายการเงิน เปิดเผยผ่านบทความผลกระทบวิกฤต COVID-19 กับเศรษฐกิจโลก: This Time is Different  ว่าเวลานี้ คงไม่มีประเด็นใดที่คนสนใจได้มากเท่ากับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยกระดับให้เป็น “ภาวะการระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic)” แล้ว แม้มีข่าวดีจากจีนที่สถานการณ์เริ่มทรงตัว แต่การแพร่ระบาดในประเทศอื่นนอกจีนกลับขยายไปมากกว่า 60 ประเทศ โดยข้อมูล ณ 15 มี.ค. 63 มีผู้ติดเชื้อสะสม 1.4 แสนราย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 10 อันดับแรกมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันสูงถึงกว่า 2 ใน 5 ของโลก

     นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกออกมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกว่าจะมีผลกระทบผ่านห่วงโซ่อุปทานโลกจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบ เนื่องจากจีนซึ่งเป็นโรงงานผลิตและส่งออกสินค้าขั้นกลางรายใหญ่ของโลก จำเป็นต้องหยุดการผลิตตามที่ทางการจีนมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด “อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ต่างจากการระบาดของโรคซาร์สในมณฑลกวางตุ้งในปี 2546 โดยเฉพาะการปิดเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดรวมทั้งเมืองใหญ่อื่น ๆ 

    หลายสถาบันคาดว่า COVID-19 จะสร้างมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงกว่ากรณีของโรคซาร์สที่มีจุดกำเนิดที่จีนเช่นกัน โดยครั้งนั้นมีการประเมินว่าทำให้ GDP โลกลดลง 54,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. หรือคิดเป็น 0.14% 

    สำหรับผลกระทบครั้งนี้ ในด้านการค้าโลกรายงานของ UNCTAD (2020) ชี้ว่าดัชนีภาคการผลิต (PMI) ของจีนเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ลดลงต่ำสุดตั้งแต่ปี 2547 และประเมินว่าจะสร้างความเสียหายต่อการส่งออกในห่วงโซ่อุปทาน 50,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยมีผลกระทบมากสุดใน EU (15,600 ล้านดอลลาร์ สรอ.) รองลงมาคือ สหรัฐฯ (5,800 ล้านดอลลาร์ สรอ.) ญี่ปุ่น (5,200 ล้านดอลลาร์ สรอ.) เกาหลี (3,800 ล้านดอลลาร์ สรอ.) เวียดนาม (2,300 ล้านดอลลาร์ สรอ.) ขณะที่ไทยติดอยู่ที่อันดับ 11 ด้วยมูลค่าความเสียหาย 700 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยอุตสาหกรรมผลิตยางและพลาสติก เครื่องมือเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์สื่อสาร ยานยนต์ ในไทยเป็นสาขาที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

*** ท่องเที่ยวไทยวูบ 2.5 แสนลบ.
     ด้านการท่องเที่ยว สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ประเมินว่ากรณีที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในวงจำกัด รายรับการท่องเที่ยวโลกจะลดลง 63,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยเอเชียจะได้รับผลกระทบสูงสุด รองลงมาคือ ยุโรปอื่น ญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมนี ซึ่งล้วนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนักท่องเที่ยวจีน

     ขณะที่สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินว่า จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และสูญเสียรายได้กว่า 2.5 แสนล้านบาท

     เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลกระทบครั้งนี้คาดว่าจะมากกว่าในกรณีของการระบาด 3 ครั้งใหญ่ ได้แก่ โรคซาร์ส ไข้หวัดใหญ่ 2009 และโรคเมอร์ส เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่กว่าเดิม รวมทั้งมีความเชื่อมโยงทั้งการค้า การลงทุน การขนส่งกับโลกมากขึ้น

     ปี 2561 เศรษฐกิจจีนมีขนาด 16% ของเศรษฐกิจโลก ใหญ่กว่าช่วงการระบาดของซาร์ส 4 เท่า และมีขนาดคิดเป็น 13% ของมูลค่าการส่งออกโลก 39% ของการผลิตอุตสาหกรรมโลก และคิดเป็น 18% ของมูลค่าการท่องเที่ยวโลก รวมทั้งปัจจุบันที่มีระดับโลกาภิวัตน์ขั้นสูงที่ประชากรของโลกถูกหลอมรวมกันทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสังคมวัฒนธรรมมากขึ้นกว่าในอดีต







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด