ข่าวนี้ที่ 1

ธปท.หั่นจีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 5.3%-เซอร์ไพร์ส!คงดบ.นโยบาย 0.75%

ธปท.หั่นจีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 5.3%-เซอร์ไพร์ส!คงดบ.นโยบาย 0.75%

      กนง.หั่นตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้กระจุย หลังโควิด-19 ระบาดหนัก มองจีดีพีปี 63 ติดลบหนัก 5.3% ส่งออกหดตัว 8.8% เงินเฟ้อติดลบ 1% แต่ยังหวังปีหน้ากลับมาเป็นบวกทุกตัว พร้อมเซอร์ไพร์สคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% หลังหลายฝ่ายคาดว่าจะลดลง โบรกฯ ชี้ตลาดรับข่าวร้ายไปแล้ว แนะเก็บหุ้นค้าปลีก- สื่อสาร- บลูชิพ     

*** กนง.หั่นจีดีพีปีนี้ติดลบ 5.3% ส่งออก-นำเข้าพังยับ   

    นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ลง เป็นติดลบ 5.3% จากเดิมคาดขยายตัว 2.8% ขณะที่ในปีหน้าคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ 3%

    สำหรับด้านการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 8.8% และกลับมาขยายตัวได้ 0.2% ในปีหน้า ด้านการนำเข้าปีนี้คาดติดลบ 15% และในปี 2564 คาดว่าจะติดลบ 0.4%

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 1% และกลับมาอยู่ที่ 0.3% ในปีหน้า ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้คาดว่าจะติดลบอยู่ที่ 0.1% และในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 0.1%

    “เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวแรงตามการส่งออกสินค้าและบริการเป็นสาเหตุหลัก ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 และ 2564 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อคาดการณ์ ราคาพลังงานและเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าคาดมาก”นายดอน กล่าว

*** กนง.เซอร์ไพร์ส คงดบ.0.75% 

    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% ต่อปี

    โดยคณะกรรมการมองว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยมีแนวโน้มหดตัวแรงจากปีก่อน และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบ อย่างไรก็ตาม ระบบการเงินโดยรวมยังมีเสถียรภาพ ตลาดการเงินได้เริ่มกลับมาทำงานปกติ  โดยการระบาดของไวรัสดังกล่าว ในระยะข้างหน้ายังมีความรุนแรง รวมทั้งจะต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าภายในไตรมาส 2 สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย

    ทั้งนี้ กนง.เห็นว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัวแรงเนื่องจากการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของไวรัส การชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าและการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิตในหลายประเทศ ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจและครัวเรือนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างขึ้น เป็นผลให้อุปสงค์ในประเทศทั้งการลงทุนและการบริโภคภาคภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัว

    อย่างไรก็ตาม กนง.เห็นว่า มาตรการด้านการคลังจะต้องเป็นกลไกหลักในการบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส 

    ทั้งนี้ คณะกรรมการจะติดตามความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจต่างประเทศ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ประสิทธิผลของมาตรการดูแลและเยียวยาของภาครัฐ รวมถึงการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอย่างใกล้ชิด 


*** ชี้เห็นสัญญาณตลาดบอนด์ฟื้น หลังอัดสภาพคล่องช่วย  

    นายทิตนันทิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านเสถียรภาพของตลาดการเงินไทยโดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ปรับดีขึ้นหลัง ธปท. ออกมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องในตลาดการเงิน แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาซึ่งมีส่วนช่วยลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งโดยเฉพาะสกุลเงินหลักและมีแนวโน้มผันผวน 

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็งสะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดท่ามกลางความไม่แน่นอนที่มีอยู่สูง

    ขณะที่ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่ เข้มแข็ง อย่างไรก็ดี ระบบการเงินมีความเปราะบางมากขึ้นในบางจุด โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่อาจด้อยลงในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวแรง ในสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประสานมาตรการทั้งทางการเงินและการคลังเพื่อดูแลครัวเรือนและธุรกิจ SMEs

*** อัดแพ็คใหญ่ช่วยลูกหนี้แบงก์  
    
     นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ส่งผลให้ธปท.ต้องออกมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป โดยมาตรการประกอบด้วย

     1.บัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน โดยลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจาก10% เหลือ 5% ในปี 2563-2564 และในปี 2565 จะเพิ่มขึ้นเป็น 8% และกลับสู่ 10% ในปี 2566 นอกจากนี้ลูกหนี้สามารถเปลี่ยนแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่ดอกเบี้ยต่ำลงได้

     2.สินเชื่อส่วนบุคคล ที่ผ่อนชำระเป็นงวดและสินเชื่อจำนำทะเบียน โดยธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จะผ่อนผันการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน และผู้ให้บริการอื่นเลือกดำเนินการระหว่างเลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือ ลดค่างวดอย่างน้อย 30% ของค่างวดเดิมเป็นเวลา 6 เดือน

    3.สินเชื่อเช่าซื้อ ประเภทรถมอเตอร์ไซต์ วงเงินไม่เกิน 35,000 บาท และรถทุกประเภท วงเงินไม่เกิน250,000 บาท โดยผู้ให้บริการเลือกดำเนินการระหว่าง เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือ พักชำระเงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน

    4.ลีสซิ่ง มูลหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยผู้ให้บริการเลือกดำเนินการระหว่าง เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือ พักชำระเงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน

     5.สินเชื่อบ้าน วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท และ 6.สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี ไมโครไฟแนนซ์ นาโนไฟแนนซ์วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท ให้พักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย

    ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ชำระหนี้ได้ตามปกติและไม่ขอความช่วยเหลือ ผู้ให้บริการจะให้เงื่อนไขสินเชื่อเป็นการพิเศษตามความเหมาะสม ลูกหนี้ที่มีสินเชื่อหลายประเภท สามารถได้รับความช่วยเหลือทุกประเภทตามเงื่อนไข

***โบรกฯ มองหุ้นรับข่าวร้ายไปแล้ว 

     นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่าสำหรับกรณีที่วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP) ของไทยในปีนี้ลงเป็น -5.3% มองว่าเป็นปัจจัยที่สะท้อนไปในราคาหุ้นช่วงปรับตัวลดลงก่อนหน้านี้ ด้านอัตราดอกเบี้ยที่คงระดับไว้ที่ 0.75% มองว่าอาจไม่เป็นไปตามคาดที่ส่วนใหญ่ประเมินว่าจะปรับลด แต่มองว่าในช่วงไตรมาส2/63 มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    " เรามีแนวโน้มประเมินจีดีพีติดลบอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เคาะตัวเลข ซึ่งการปรับลดจีดีพีของแบงก์ชาติในครั้งนี้หนักเทียบเท่าวิกฤต แต่ผมคิดว่าอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์แพร่ระบาด อาจจะกลับมาดีขึ้นก็ได้เพราะการปรับตัวเลขแบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว  " นายอภิชาติกล่าว

    ภาพรวมของตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์นี้ให้แนวรับ 1,030 และ 1,020 จุด แนวต้าน 1,130 และ 1,150 จุด มองเห็นสัญญาณเทคนิคซิกแซกขึ้น ซึ่งตอนนี้มองว่ายังเป็นระดับที่น่าทยอยสะสม โดยเฉพาะระยะกลางถึงยาว เนื่องจากเชื่อว่าสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสจะเกิดขึ้นชั่วคราว

     แนะนำหุ้นที่อิงกับไวรัสโควิด-19 ได้แก่กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ BJC , CPALL กลุ่มสื่อสาร DTAC , INTUCH และหุ้นกลุ่มบลูชิพเช่น PTT , AOT ซึ่งคาดว่าทั้ง 2ตัวดังกล่าวจะเป็นเป้าหมายในการลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่จะเริ่มในเดือนเมษายนนี้ 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด