ข่าวนี้ที่ 1

กนง.คงดอกเบี้ย 1.5% หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 2.8%

กนง.คงดอกเบี้ย 1.5% หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 2.8%

"คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)" มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อปี พร้อมหั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 2.8%  จากเดิม 3.3% ส่วนส่งออกคาดติดลบ 1% จับตาสงครามการค้าโลก-การใช้จ่ายภาครัฐ- ค่าเงินบาท และเงินทุนเคลื่อนย้าย ใกล้ชิด ด้าน "KBANK จ่อหั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้อีกรอบ เหลือโต 2.7-2.9% ส่งออกติดลบ เหตุสงครามการค้ากระทบทั่วโลก

*** คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5%
    นายทิตนันทิ์  มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี  
    โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากการส่งออกที่ลดลงซึ่งส่งผลไปสู่อุปสงค์ในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลาย เสถียรภาพระบบการเงินได้รับการดูแลไปแล้วบางส่วน แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมาย จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ 

*** หั่นเป้าจีดีพีเป็นโต 2.8%
    กนง.ยังปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ลดลงเหลือโต 2.8% จากเดิมคาดโต 3.3%  ด้านปี 63 คาดโต 3.3% จากเดิมโต  3.7% ด้านส่งออกปีนี้คาดติดลบ 1% จากเดิมคาดโต 0% ขณะที่ปีหน้าคาดว่าส่งออกจะขยายตัว 1.7% จากเดิมคาด 4.3% ด้านนำเข้าปีนี้คาดติดลบ 3.6% จากเดิมคาดติดลบ  0.3% ขณะที่ปีหน้าคาดโต 3.5% จากเดิมคาดโต 4.8% 
    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-4% โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 0.8% จากเดิมคาด 1% ด้านปีหน้าคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 1% ด้านเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดคาดการณ์มาอยู่ที่ 0.6% จากเดิมคาด 0.7% ด้านปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 0.9% 
    “ในการประมาณการครั้งนี้ กนง.ได้รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นล่าสุดของรัฐบาลไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงการประเมินพ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ไว้แล้วด้วย ซึ่งมองว่า การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงจากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลงโดยเฉพาะภาคการผลิตเพื่อการส่งออก หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงภัยธรรมชาติ”นายทิตนันทิ์ กล่าว 
     ที่ประชุมประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยการส่งออกสินค้าหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น รวมทั้งวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง สำหรับด้านอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงจากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลงโดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออก แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ 
       ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 62 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอลงตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ปรับลดลง
     ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 63 ตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจ
    อนึ่ง กนง.ปรับลดเป้าเศรษฐกิจไทยมาแล้ว 3 รอบ  โดยการประชุมเมื่อ 20 มี.ค.62 ปรับลดเป้าหมายการขยายตัวเศรษฐกิจไทยจาก 4% เป็น 3.8%    การประชุม รอบ 26 มิ.ย.62   หั่นเป้าหมายขยายตัวเศรษฐกิจไทยจาก 3.8% เป็น 3.3% และรอบล่าสุดปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจไทยเหลือ 2.8%

 *** จับตาสงครามการค้า-การใช้จ่ายภาครัฐ-ค่าเงินบาท
    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศจากสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งจะติดตามการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและการใช้จ่ายของภาครัฐ ตลอดจนความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน
     นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า-คู่แข่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในภาวะที่ความเสี่ยงด้านต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติมตามความจำเป็น

*** ห่วงการก่อหนี้ครัวเรือน-เอสเอ็มอี
     ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไปช่วยดูแลการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องติดตามพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร พฤติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร 
    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ร่วมกันอย่างเหมาะสม
      มองไปข้างหน้า คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะผลกระทบของสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน  

*** KBANK หั่นเป้าจีดีพีเหลือ 2.7-2.9%
     ?นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยในประเทศและปัจจัยต่างประเทศ โดยการส่งออกของไทยถูกกระทบจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐผ่านห่วงโซ่การผลิตของจีน และ อุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอลง การลงทุนภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมาชะลอตามการส่งออกที่หดตัว 
    ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐอย่างชิมช้อปใช้จะมีผลจำกัด หรือ ประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะทำให้เกิดการใช้จ่ายเท่านั้น ในขณะที่การบริโภคยังขยายตัวจำกัด จากปัจจัยกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง
     "สิ้นเดือนนี้เราจะปรับตัวเลขจีดีพีลง โดยคาดอยู่ในกรอบ 2.7-2.9% จากเดิม 3.1% ส่งออกคาดติดลบ จากเดิม 0% ซึ่งตัวเลขส่งออก 8 เดือน -2% ไปแล้ว โดยมาจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ และ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว ถึงแม้ว่า รัฐบาลจะออกมาตรการชิม ช้อป ใช้ ก็แค่ประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น และ กระตุ้นการบริโภคในไตรมาสสุดท้าย"

 *** เงินบาทแข็งค่ากดดัน
     ขณะที่ค่าเงินบาทยังมีปัจจัยกดดันให้แข็งค่า เนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกทำให้นักลงทุนเลือกเข้าถือเงินบาทอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงของโลกน้อยกว่าค่าเงินในตลาดเกิดใหม่เอเชียสกุลอื่น เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง เงินเฟ้อต่ำ เงินสำรองระหว่างประเทศสูง อีกทั้ง นโยบายการเงินมีข้อจำกัดที่ทำให้การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำได้ไม่เท่ากับประเทศอื่นทำให้เงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่า และ ธนาคารคงกรอบค่าเงินบาทไว้ที่ 30.50 บาท/ดอลลาร์ และ คาดว่าจะไม่หลุด 30.00 บาท/ดอลลาร์
     "เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว เพราะกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยสูงขึ้นได้ โดยความกังวลอาจส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลในการลงทุนในตลาดเกิดใหม่เป็นผลให้มีเงินทุนไหลออกจากไทยกลับไปยังสหรัฐ ประกอบกับ ก่อนหน้านี้เงินทุนต่่างชาติอยู่ในพันธบัตรระยะสั้น 1.7 แสนล้านบาท แต่ตอนนี้เหลือ 6.1 หมื่นล้านบาท แต่เงินก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะแค่เปลี่ยนไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาวที่ 8-9 แสนล้านบาท ทำให้เงินบาทยังแข็งค่าอยู่"

*** BBL ห่วงศก.กดยอดขอสินเชื่อ-ดัน NPL พุ่ง
      นายเดชา ตุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า ธนาคารคงเป้าสินเชื่อรวมปีนี้ เติบโต 3-4% แม้ครึ่งปีแรกหดตัว 3.2% เนื่องจากมีการชำระคืนของสินเชื่อรายใหญ่ทำให้สินเชื่อรวมยังคงหดตัว แต่เชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้จะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย เพราะมีลูกค้ารอเบิกใช้วงเงินอยู่เป็นจำนวนมาก
     "สินเชื่อครึ่งปี -3.2% หลักๆ ที่ลดลงเป็นสินเชื่อรายใหญ่ และ สินเชื่อต่างประเทศ  แต่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่เป็นช่วงไฮซีซั่นของการปล่อยสินเชื่อ"
     สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) อยู่ที่ 3.4% และ ยังเพิ่มขึ้น เพราะมี NPL ไหลย้อนกลับ โดยอยู่ในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี  รายใหญ่ และ ต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากส่งออก โดยติดตามลูกหนี้ 3 กลุ่มหลัก คือ ภาคเกษตร ที่รับผลจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และ ยังมาเจอภาวะน้ำท่วม  ภาคอุตสาหกรรม  และภาคอสังหาริมทรัพย์  โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่ธนาคารเห็นความผิดปกติจากต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไร 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด